หากคุณกำลังขายผลิตภัณฑ์สกินแคร์อยู่ในตลาดออนไลน์ การสร้างกลยุทธ์แบรนด์และการตลาดที่มีคุณภาพถือเป็นหนึ่งในวิธีที่ส่งผลต่อยอดขายและการรับรู้แบรนด์ได้มากที่สุด
ซึ่งแผนการตลาดสกินแคร์ที่ดีอาจครอบคลุมทั้งแคมเปญโซเชียลมีเดีย การร่วมงานกับอินฟลูเอนเซอร์ การตลาดคอนเทนต์ และอื่นๆ อีกมากมาย แต่ทุกอย่างก็ต้องเริ่มต้นจากรากฐานของแบรนด์ก่อน ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดน้ำเสียงของแบรนด์ คุณค่าของผลิตภัณฑ์ กลุ่มเป้าหมาย รวมถึงจุดที่แตกต่างจากคู่แข่ง และทั้งหมดนี้ถือเป็นก้าวแรกของการสร้างการตลาดให้แบรนด์
ธุรกิจความงามแต่ละแห่งล้วนมีแนวทางด้านการสร้างแบรนด์และกลยุทธ์การตลาดให้กับผลิตภัณฑ์สกินแคร์ที่แตกต่างกันไป แต่ก็มีคำถามร่วมกันที่น่าสนใจ เช่น ผลิตภัณฑ์ควรมีหน้าตาอย่างไร ลูกค้าต้องการเห็นข้อมูลอะไรบ้าง และลูกค้าค้นพบผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ชื่นชอบได้อย่างไร
โดยคู่มือนี้จะพาไปเจาะลึกกลยุทธ์การตลาดสกินแคร์ ไอเดียโปรโมชัน การโฆษณา รวมถึงเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
วิธีทำการตลาดสกินแคร์ในโลกออนไลน์
แม้แต่ธุรกิจที่มีผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยมก็อาจขายได้ยาก หากกลยุทธ์การตลาดไม่แข็งแกร่งพอ ต่อไปนี้จึงจะเป็น 11 แนวทางการตลาดที่สามารถนำไปใช้โปรโมตผลิตภัณฑ์สกินแคร์ได้
- ทำความเข้าใจแบรนด์สกินแคร์ คู่แข่ง และกลุ่มเป้าหมาย
- เขียนคำอธิบายผลิตภัณฑ์สกินแคร์ที่มีคุณภาพ
- ใช้ประโยชน์จากโซเชียลมีเดียมาร์เก็ตติ้ง
- ร่วมงานกับอินฟลูเอนเซอร์
- ลงทุนกับคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง
- ให้ความสำคัญกับ SEO สกินแคร์
- ลองใช้ SMS มาร์เก็ตติ้ง
- ทดสอบสารของแบรนด์ในงานอีเวนต์
- เริ่มจากจุดเล็ก ๆ เพื่อสร้างแรงส่ง
- สร้างฐานผู้ชมตั้งแต่ช่วงพัฒนาผลิตภัณฑ์
- ใช้ความโปร่งใสเป็นจุดแข็งในการแข่งขัน
1. ทำความเข้าใจแบรนด์สกินแคร์ คู่แข่ง และกลุ่มเป้าหมาย
การกำหนดว่าแบรนด์คืออะไรและใครจะเป็นผู้ซื้อผลิตภัณฑ์คือก้าวแรกของแผนการตลาด เพราะหากยังไม่ชัดเจนว่ากำลังขายอะไรและขายไปเพื่ออะไร ก็จะไม่มีทางตอบลูกค้าได้เลยว่าพวกเขาจะได้รับอะไรจากสินค้าสกินแคร์คอลเลคชั่นนี้
กำหนดแบรนด์สกินแคร์
ซึ่งแบรนด์ผลิตภัณฑ์ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะกับโลโก้และชื่อธุรกิจ แต่ยังมีอำนาจช่วยกำหนดคุณค่าที่นำเสนอให้ลูกค้า กล่าวคือมีความสามารถในการระบุให้ชัดเจนว่าผลิตภัณฑ์มอบประโยชน์อะไรให้ลูกค้าได้บ้างนั่นเอง โดยคุณค่าที่นำเสนอต้องมีความเฉพาะเจาะจง โดดเด่นจากคู่แข่ง และตอบผู้ซื้อได้ว่าจะแก้ไขปัญหา (หรือบรรเทาจุดติดขัด Pain Point) อะไรให้
ในฐานะผู้ประกอบการจึงอาจลองถามตัวเองดูว่า
- ผลิตภัณฑ์ของเราสามารถทำอะไรที่คนอื่นทำไม่ได้บ้าง รวมทั้งใช้ง่ายกว่าหรือได้ผลดีกว่าคู่แข่งหรือเปล่า
- ผลิตภัณฑ์แก้ไขหรือปรับปรุงปัญหาผิวหนัง สุขอนามัย หรือความงามในด้านไหนได้บ้าง
- อะไรทำให้สกินแคร์คอลเลคชั่นนี้แตกต่างจากคอลเลคชั่นอื่น ๆ ? ได้ใช้ส่วนผสมที่พิเศษหรือเป็นธรรมชาติ 100% หรือเปล่า? มีความมุ่งมั่นด้านสิ่งแวดล้อมใด ๆ หรือไม่?
ซึ่งการตอบคำถามเหล่านี้ก็ต้องมีความชัดเจน เพราะท้ายสุดการนิยามแบรนด์ว่าเป็น "สกินแคร์ที่ดีที่สุดในโลก!" ก็ถือว่าเป็นการพูดเกินจริงที่ไม่ได้บอกอะไรลูกค้าเลย แต่หากเปลี่ยนเป็นการนิยามสินค้าว่าเป็น "ผลิตภัณฑ์สกินแคร์คลีนจากส่วนผสมที่คัดสรรเป็นอย่างดี" ลูกค้าก็จะรู้ได้ทันทีว่าแบรนด์ใส่ใจในการเลือกส่วนผสมคุณภาพสูงจากธรรมชาติ และยังแสดงให้เห็นว่าแบรนด์โปร่งใสเรื่องส่วนผสม ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นเพิ่มเติมได้อีกด้วย
ตัวอย่างที่ดีคือ Glossier ที่ใช้แท็กไลน์ว่า "The New Beauty Essentials" (ผลิตภัณฑ์ความงามที่คุณต้องมี) และ "Skincare & Beauty Products Inspired by Real Life"(ผลิตภัณฑ์สกินแคร์และความงามที่ได้แรงบันดาลใจจากชีวิตจริง) ก็สามารถบอกลูกค้าได้ชัดเจนว่า Glossier เป็นแบรนด์ที่รวบรวมผลิตภัณฑ์สกินแคร์พื้นฐานที่ใช้งานในชีวิตประจำวันได้ง่ายด้วยนั่นเอง
ส่วนแบรนด์สกินแคร์สำหรับผู้ชายอย่าง Jaxon Lane ก็มีพันธกิจที่ชัดเจนเช่นกัน นั่นคือการเติมเต็มช่องว่างในตลาดสกินแคร์ผู้ชายด้วย "ผลิตภัณฑ์ประสิทธิภาพสูงที่เข้าถึงง่ายและดูดีบนชั้นวางในห้องน้ำ" ซึ่งแนวคิดนี้เกิดจากประสบการณ์ตรงของผู้ก่อตั้งซึ่งเป็นคู่สามีภรรยา ที่พบว่าผู้ชายหลายคนต้องยืมผลิตภัณฑ์สกินแคร์ของคู่รักเพราะไม่มีตัวเลือกที่ออกแบบมาสำหรับผู้ชายโดยเฉพาะ การสร้างแบรนด์นี้จึงสามารถดึงดูดลูกค้าระดับเซเลบริตี้ได้ และสื่อสารได้ชัดเจนว่าผู้ชายไม่จำเป็นต้องยอมลดมาตรฐานเพื่อให้มีสกินแคร์ระดับลักเชอรีใช้
หากต้องการดำเนินธุรกิจในตลาดนี้ การศึกษาแบรนด์สกินแคร์ชั้นนำต่าง ๆ เพื่อดูว่าสโลแกนและดีไซน์ของแบรนด์เหล่านี้สอดคล้องกันอย่างไรจึงอาจเป็นเรื่องที่ดี
รู้จักตลาดสกินแคร์
ขั้นตอนต่อมาคือการกำหนดว่าลูกค้าคือใคร และคู่แข่งกำลังทำอะไรอยู่ ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการเริ่มแคมเปญการตลาดทุกแคมเปญ เพราะการพยายามขายสินค้าให้ลูกค้าผิดกลุ่มถือเป็นการกระทำที่สิ้นเปลืองทั้งเวลาและทรัพยากรโดยใช่เหตุ
การรู้จักกลุ่มเป้าหมายของแคมเปญต่าง ๆ จึงจะเป็นประโยชน์ในระยะยาว เพราะเมื่อขยายคอลเลคชั่นผลิตภัณฑ์แล้วก็จะรู้ได้ทันทีว่าลูกค้าต้องการอะไร
โดยในการนี้อาจลองถามตัวเองดูว่า
- ลูกค้ามีอายุ เพศ และเชื้อชาติไหน รวมถึงมีระดับรายได้อย่างไร
- มีความสนใจและงานอดิเรกอะไร
- อาศัยอยู่ที่ไหน
- ใช้โซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มไหนมากที่สุด
- ต้องการอะไรจากผลิตภัณฑ์สกินแคร์ที่ใช้
- ตอนนี้ใช้ผลิตภัณฑ์อะไรอยู่
- ปัจจัยอะไรจะกระตุ้นให้ลองผลิตภัณฑ์ใหม่
นอกจากนี้ยังสามารถเจาะลึกได้มากขึ้นด้วยการวิเคราะห์ฐานข้อมูลลูกค้าที่มีอยู่ สำรวจความคิดเห็นด้วยเครื่องมืออย่าง SurveyMonkey หรือการค้นหาข้อมูลอุตสาหกรรมจากแหล่งภายนอกด้วย ส่วนการศึกษาคู่แข่งในตลาด อาจทำได้ด้วยการสำรวจเว็บไซต์ โฆษณา และโพสต์โซเชียลมีเดียเพื่อดูว่าทำการขายอย่างไร นางแบบหรือนายแบบมีลักษณะอย่างไร วางผลิตภัณฑ์ในบรรยากาศแบบไหน และพิจารณาดูว่าสื่อให้ความรู้สึกแบบหรูหราหรือมีราคาเข้าถึงได้ง่าย
2. เขียนคำอธิบายผลิตภัณฑ์สกินแคร์ที่มีคุณภาพ
อีกองค์ประกอบสำคัญของการตลาดที่ได้ผลคือความสามารถในการเข้าใจและตอบสนองทำลายข้อกังวลหลักของลูกค้าลงไม่ว่าจะมีเหตุผลใดที่ทำให้ลูกค้าลังเลก่อนสั่งซื้อก็ตาม เพราะต่อให้จะใส่รูปผลิตภัณฑ์และใช้ปุ่ม "ซื้อเลย" สีสันสดใสก็คงไม่เพียงพอ โดยเฉพาะกับสกินแคร์ระดับลักเชอรี เพราะความกลัวของลูกค้ามีผลอย่างมากต่อการตัดสินใจซื้อ
ซึ่งสำหรับผลิตภัณฑ์สกินแคร์ส่วนใหญ่ คำถามที่ชัดเจนที่สุดมักจะเป็นคำถามที่ว่า "มันได้ผลจริงไหม" เพราะผู้ซื้อต้องการหลักฐานเป็นประจักษ์ แต่เมื่อนั่งอยู่หน้าจอที่บ้านโดยไม่มีโอกาสทดลองใช้ การจะทำให้มั่นใจและกดใส่ตะกร้าได้จึงจำเป็นจะต้องอาศัยการเขียนคำอธิบายผลิตภัณฑ์ที่ละเอียดและตอบข้อกังวลต่าง ๆ ได้ดี เนื่องจากจะช่วยให้ลูกค้ามั่นใจพอที่จะซื้อ
ผลลัพธ์ที่ได้จากผลิตภัณฑ์สกินแคร์คืออะไร
ในตลาดสกินแคร์ลูกค้าไม่ได้ซื้อตัวผลิตภัณฑ์ แต่ซื้อผลลัพธ์ เพราะในการเลือกชมสินค้าพวกเขามักจะมองหาทางออกที่ช่วยแก้ปัญหาของตัวเอง ในขณะที่ผลิตภัณฑ์เป็นเพียงเครื่องมือที่ใช้พาไปถึงเป้าหมายเท่านั้น กล่าวคือคนที่สนใจผลิตภัณฑ์แก้สิวไม่ได้ตื่นเต้นกับการที่มีผลิตภัณฑ์เพิ่มในตู้ยา แต่ทำการซื้อเพราะต้องการรักษาและกำจัดสิวออกไป
ซึ่งแบรนด์มากมายมักมองผลิตภัณฑ์ในแง่ของฟีเจอร์เป็นหลัก แต่แม้ฟีเจอร์จะยังมีความสำคัญ หากต้องการประสบความสำเร็จจริง ๆ ผู้ขายสกินแคร์ต้องมองว่าผลิตภัณฑ์มอบทางออกและประโยชน์อะไรให้เป็นหลัก ดังนั้นเมื่อเขียนคำอธิบายที่พูดถึงสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายต้องการบรรลุจากการใช้ผลิตภัณฑ์ได้แล้ว ลูกค้าจึงจะเห็นภาพผลลัพธ์ที่จะได้รับได้ชัดขึ้น
โดยอาจเห็นได้จากการเปรียบเทียบดังต่อไปนี้ ซึ่งเป็นคำอธิบายผลิตภัณฑ์ของมาสก์หน้ากลางคืนต้านริ้วรอยของ Estée Lauder

คำอธิบายนี้ไม่ได้บอกเลยว่ามาส์กจะทำอะไรให้ผิว ทำเพียงสัญญาว่าจะให้ "ความชุ่มชื้นแบบผิวเยาว์วัย" แต่ไม่แน่ชัดนักว่าเป็นแค่มอยส์เจอไรเซอร์ หรือตัวช่วยในการลดริ้วรอยด้วย รวมทั้งว่าประโยคที่เคลมว่า "ช่วยล็อคความชุ่มชื้น" ก็ไม่แน่นักว่าจะสามารถใช้แทนครีมกลางคืนได้หรือเปล่า นอกจากนี้ยังมีคำว่า "สดชื่น" หรือ "ฟื้นฟู" ที่ดูดี แต่ที่สุดแล้วก็ยังคลุมเครือเกินไป
ในทางกลับกัน คำอธิบายของ Cloud Set Mist จาก Kosas ชัดเจนกว่ามากในเรื่องประโยชน์ของผลิตภัณฑ์

Kosas เชื่อมโยงส่วนผสมในสเปรย์เซ็ตเมคอัพกับประโยชน์ที่ได้รับอย่างชัดเจน โดยหน้าผลิตภัณฑ์อธิบายทั้งลักษณะที่มองเห็น ความรู้สึกเมื่อใช้ และผลระยะยาวต่อผิว
หรืออาจลองดูหน้าประโยชน์ผลิตภัณฑ์ของ ครีมบำรุงรอบดวงตาของ Cocokind

โดยหน้าผลิตภัณฑ์ของ Cocokind แบ่งเป็นหัวข้อชัดเจนที่สลับดูได้ ทั้งส่วนผสม ประโยชน์ และวิธีใช้ ซึ่งคำอธิบายครีมบำรุงรอบดวงตานี้ไม่เพียงระบุประโยชน์ของผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังอธิบายสั้นๆ ด้วยว่า การเพิ่มความชุ่มชื้นบริเวณรอบดวงตาสำคัญ เพราะ "บริเวณนี้สูญเสียความชุ่มชื้นเร็วกว่าผิวส่วนอื่นถึง 50%"
ซึ่งคำอธิบายผลิตภัณฑ์เหล่านี้ก็ไม่จำเป็นต้องยาว ซับซ้อน หรือใช้ภาษาสวยหรู จำเป็นแต่เพียงจะต้องบอกให้ชัดว่าลูกค้าจะได้รับอะไร และเพื่อให้ชัดเจนยิ่งขึ้นก็อาจใส่วิธีใช้ผลิตภัณฑ์ไว้ควบคู่กับคำอธิบายด้วย
ส่วนผสมในผลิตภัณฑ์สกินแคร์
การเปิดเผยรายการส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ที่ครบถ้วนกำลังกลายเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ แบรนด์สกินแคร์จึงจำเป็นจะต้องปรับตัวให้เท่าทันกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นนี้ ซึ่งจะสามารถส่งผลให้ไม่ต้องโปรโมตสินค้าด้วยได้ เพราะเพียงการแสดงรายการส่วนผสมในแท็บหรือส่วนแยกต่างหากก็เพียงพอที่จะสร้างความเชื่อมั่นในกลุ่มเป้าหมาย
บางครั้งแบรนด์สกินแคร์อาจแสดงส่วนผสมเพียงบางส่วนโดยไม่เปิดเผยทั้งหมด ซึ่งอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก เพราะการแสดงส่วนผสมครบทุกรายการเป็นวิธีที่ดีในการสร้างความไว้วางใจกับลูกค้า โดยความโปร่งใสนี้จะแสดงให้เห็นว่าแบรนด์ไม่มีอะไรต้องปิดบัง และมีความมั่นใจพอจะยืนหยัดในสูตรที่เลือกใช้ อย่างกับ Super Seed Facial Oil จาก Votary

หน้าผลิตภัณฑ์ของ Votary แสดงส่วนผสมทุกรายการของสินค้าชนิดนี้ และใช้วงเล็บอธิบายคำที่ฟังดูซับซ้อน ทั้งยังเน้นประโยชน์ของส่วนผสมบางชนิดด้วย จึงจะช่วยให้ผู้ซื้อเข้าใจได้ดีขึ้นว่าส่วนผสมเหล่านั้นส่งผลต่อสุขภาพผิวอย่างไร
นอกจากนี้หากการใช้ส่วนผสมธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของเอกลักษณ์แบรนด์ รายการส่วนผสมในหน้าผลิตภัณฑ์ก็เป็นที่ที่เหมาะมากในการสื่อสารจุดเด่นนั้น แต่หากไม่ใช่แนวทางของแบรนด์ก็ไม่ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ เพราะผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่ไม่ได้เป็นธรรมชาติ 100% เช่น สารกันบูด ก็ไม่ได้ขายได้น้อยกว่าผลิตภัณฑ์ธรรมชาติล้วน เพียงแต่จะดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างออกไปเท่านั้น สำคัญคือผลิตภัณฑ์ต้องมีความโปร่งใส
ทั้งนี้ยังสามารถใช้เน้นส่วนผสมที่ไม่ได้ใส่ในผลิตภัณฑ์ได้ด้วย จากกระแสคลีนบิวตี้ที่กำลังได้รับความนิยมสูงขึ้น แบรนด์ความงามหลายแห่งจึงเลือกตัดส่วนผสมที่ถูกตั้งคำถามออกจากสูตรทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสารพิษอย่างพาทาเลต (ใช้เพิ่มความยืดหยุ่น) พาราเบน (สารกันบูด) รวมถึงซัลเฟต (สารทำความสะอาด)
อย่าง Olive & June ที่ประกาศการรับประกันไร้สาร 15 ชนิด เอง ก็ได้ใช้ส่วนนี้ในการตัดส่วนผสมดังที่กล่าวถึงมาออกจากสารบบความสงสัยของลูกค้า ก่อนที่จะแสดงรายการส่วนผสมที่ใช้จริง ๆ ไว้นั่นเอง

เล่าเรื่องให้มากกว่าที่ฉลากบอก
ในขณะที่ฉลากผลิตภัณฑ์มีพื้นที่จำกัด ในทางกลับกันร้านค้าออนไลน์ให้พื้นที่เล่าเรื่องราวเต็ม ๆ ว่าทำไมถึงสร้างผลิตภัณฑ์นี้ อะไรทำให้มันพิเศษ และเชื่อมโยงกับแบรนด์โดยรวมอย่างไร พื้นที่ดังกล่าวจึงถือเป็นโอกาสดีในการสื่อสารว่าผลิตภัณฑ์แตกต่างจากอีกหลายร้อยรายการในตลาดอย่างไร
"เราโชคดีมากที่ตอนนี้สามารถสร้างพื้นที่พวกนี้บนโลกออนไลน์ได้" Samantha Kent ผู้ก่อตั้ง The Cleanest Lab กล่าวในพอดแคสต์ Shopify Masters "สามารถสื่อสารกับลูกค้าได้จริงๆ และทำได้ในแบบที่ภาพชัดเจนมากกว่าพื้นที่เล็ก ๆ บนขวด"
จริงอย่างที่ Samantha ว่า การสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การทำให้ลูกค้าเข้าใจว่ามันสำคัญอย่างไรก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง "สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องจำไว้เมื่อสื่อสารเรื่องราวและสิ่งที่ต้องการให้ผลิตภัณฑ์ทำ คือการให้บริบทให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้" เธอกล่าว
อย่างผลิตภัณฑ์ NOTOX Daily Cream ของ The Cleanest Lab เองก็ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของแนวทางนี้ เพราะด้วยราคาที่สูง ผลิตภัณฑ์นี้จึงจำเป็นจะต้องพิสูจน์กับผู้ใช้งานให้ได้ว่าคุ้มค่ากับการลงทุน และสามารถเทียบเคียงกับการฉีดโบท็อกซ์ที่กำลังได้รับความนิยม โดยโทนเสียงของหน้าผลิตภัณฑ์จะสามารถสร้างสมดุลระหว่างความน่าเชื่อถือทางวิทยาศาสตร์และความงามในแบบที่ทุกคนใฝ่ฝันอย่างลงตัว
ในที่นี้คำอธิบายหลักจึงวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ (Product Positioning) ได้อย่างทรงพลัง และลูกค้าที่สนใจก็สามารถคลิกเลือก "เรียนรู้เพิ่มเติม" เพื่อดูข้อมูลเชิงลึกได้ ซึ่งในพื้นที่ดังกล่าวแบรนด์ก็ได้ทำการอธิบายหลักการทางวิทยาศาสตร์เบื้องหลังส่วนผสมที่ออกฤทธิ์ เปรียบเทียบกับการฉีด และแสดงกราฟิกที่วัดผลการปรับปรุงในบริเวณต่างๆ ของใบหน้าหลังใช้เพียง 3 วันได้เป็นอย่างดี
การเล่าเรื่องแบบมีชั้นเชิงนี้จึงเปลี่ยนหน้ารายละเอียดผลิตภัณฑ์ (Product Details Page หรือ PDP) ให้กลายเป็นมากกว่าแค่การขาย แต่เป็นประสบการณ์เชิงความรู้ที่สร้างความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือ ที่ขณะเดียวกันก็ดึงดูดความรู้สึกด้วยการผสมผสานความน่าเชื่อถือทางคลินิกกับการสร้างแบรนด์ระดับลักเชอรีได้ ด้วยวิธีดังกล่าว The Cleanest Lab จึงสามารถเข้าถึงทั้งผู้ซื้อที่ต้องการหลักฐานและผู้ที่มองหาผลิตภัณฑ์ที่ให้ความรู้สึกพิเศษนั่นเอง
ใช้งานหลักฐานทางสังคมและรีวิวผลิตภัณฑ์สกินแคร์ให้เป็นประโยชน์
ไม่มีวิธีไหนพิสูจน์ว่าผลิตภัณฑ์ได้ผลดีเท่ากับการใช้งานผลลัพธ์จากลูกค้าจริง ๆ การใส่คะแนนดาวและรีวิวจากลูกค้าลงในหน้าผลิตภัณฑ์จึงเป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพที่สุด โดยหากผลิตภัณฑ์ผ่านการทดสอบจากแพทย์ผิวหนังแล้วก็ควรระบุไว้ด้วย ซึ่งอาจเพิ่มตราหรือกราฟิกเพื่อเน้นจุดขายนี้ให้ชัดขึ้น
ตัวอย่างเช่น เมื่อ Fenty Beauty ทำการศึกษาทางคลินิกกับผลิตภัณฑ์ ทางแบรนด์เองก็เปิดเผยผลลัพธ์อย่างโปร่งใสบนหน้าเพจผลิตภัณฑ์เช่นกัน

แม้ขนาดกลุ่มตัวอย่างในบริบทนี้จะมีขนาดเล็กก็ตาม ก็เป็นที่น่าสังเกตว่าแบรนด์ก็โปร่งใสในเรื่องนี้ด้วย นอกจากนี้การแชร์ผลการศึกษาก็ยังจะช่วยสร้างความมั่นใจและให้ข้อมูลเชิงลึกแก่ลูกค้าได้
การเปิดให้ลูกค้าเขียนรีวิวจึงเป็นวิธีง่ายๆ ในการได้ social proof บนหน้าผลิตภัณฑ์ รีวิวจากลูกค้าจะช่วยโน้มน้าวให้ผู้ซื้อตัดสินใจทำการสั่งซื้อได้จริง จึงเท่ากับเปิดโอกาสให้กลุ่มผู้ชมช่วยเสริมความพยายามทางการตลาดด้วยเสียงของตัวเอง
เช่น Rare Beauty ที่เปิดให้ผู้ซื้อที่ยืนยันตัวตนแล้วเขียนรีวิวได้ในทุกหน้าผลิตภัณฑ์

สังเกตได้ว่าลูกค้าจะแชร์ประสบการณ์และรีวิวของผลิตภัณฑ์ พร้อมระบุบริบทส่วนตัวเพิ่มเติมได้ ทั้งวันที่รีวิว ประเภทผิว โทนสีผิว และช่วงอายุ โดยรายละเอียดเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ซื้อรายอื่นเห็นตัวเองในสถานการณ์ที่ได้รับการรีวิวได้ง่ายขึ้น รวมทั้งค้นหาผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับความต้องการผิวของตัวเองได้ดีขึ้นด้วยเช่นกัน
แม้อาจมีความกังวลเรื่องรีวิวเชิงลบ แต่แม้แต่รีวิวที่ไม่ได้ดีเลิศก็ยังสร้างความเชื่อมั่นในกลุ่มผู้บริโภคได้ เพราะแสดงให้เห็นว่าทางแบรนด์ไม่ได้ทำการแก้ไขหรือซ่อนคำวิจารณ์ ลูกค้าจึงได้รับภาพที่แท้จริงจากประสบการณ์ผู้ใช้จริง
3. ใช้ประโยชน์จากโซเชียลมีเดียมาร์เก็ตติ้ง
การใช้งานโซเชียลมีเดียมาร์เก็ตติ้งสำหรับแบรนด์สกินแคร์ถือเป็นวิธีที่ดีในการสร้างยอดขาย การเพิ่มการรับรู้แบรนด์ (brand awareness) การหาอินฟลูเอนเซอร์ร่วมงาน รวมถึงการสร้างฐานลูกค้าที่ภักดี ที่สำคัญคือเป็นทรัพยากรที่มีให้ใช้ฟรี ยกเว้นแต่เพียงกรณีที่ลงโฆษณาสกินแคร์แบบเสียเงินเท่านั้น
ซึ่งแม้การเริ่มต้นใช้งานกลยุทธ์โซเชียลมีเดียอาจดูน่ากังวล แต่ในทางปฏิบัติก็ไม่จำเป็นจะต้องลงทุกแพลตฟอร์มพร้อมกัน โดยอาจเริ่มจากสัก 1-2 แพลตฟอร์มที่กลุ่มเป้าหมายใช้งานมากที่สุดก่อน ซึ่งที่ลองใช้ได้ มีดังนี้
นอกจากนี้ก็ยังมีแพลตฟอร์มเฉพาะกลุ่มอื่น ๆ อีกด้วย เช่น Lemon8 และชุมชนใน Pantip แต่รายการข้างต้นคือตัวเลือกยอดนิยมที่มีผู้ใช้งานมากที่สุด
แต่ละแพลตฟอร์มมีรูปแบบคอนเทนต์เป็นของตัวเอง มีบัญชีสำหรับธุรกิจโดยเฉพาะ และมีระบบโฆษณาแบบบริการตนเองในตัว ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้ TikTok ให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมชาติและการเห็นหน้าค่าตาคนที่คุ้นเคย หรืออาจเจาะจงมากขึ้นด้วยการเลือกกลุ่มเป้าหมายแบบเฉพาะตัวบน Facebook และในขณะที่ TikTok เน้นวิดีโอล้วน Facebook, X และ Instagram มีสื่อผสมทั้งวิดีโอและภาพนิ่ง
ด้วยจำนวนแพลตฟอร์มที่มีให้เลือกมากมาย สิ่งสำคัญคืออย่าพยายามมากจนเกินขีดจำกัด เพราะการพยายามสร้างตัวตนและฐานผู้ชมในทุกแพลตฟอร์มพร้อมกันถือได้ว่าเป็นสูตรสำเร็จในการสร้างความเหนื่อยล้าและคอนเทนต์ที่ไม่มีคุณภาพ ซึ่งสุดท้ายก็จะทำให้ผลลัพธ์ที่ต้องการล้มเหลว ดังนั้นการทำการตลาดสกินแคร์บนแพลตฟอร์มสัก 1-2 แพลตฟอร์มให้แข็งแกร่งแทน โดยเฉพาะหากทีมมีขนาดเล็กหรือทำคนเดียวจึงจะเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมที่สุด
โดยเมื่อเลือกแพลตฟอร์มที่จะสร้างตัวตนได้แล้ว ควรสำรวจดูต่อไปว่าคู่แข่งทำอะไรและใช้งานแต่ละแพลตฟอร์มต่างกันอย่างไร และตอบคำถามดังต่อไปนี้ให้ชัดเจน
- ต้องการอะไรจากแพลตฟอร์มนั้น เช่น ยอดขายหรือการรับรู้แบรนด์
- กลุ่มเป้าหมายคือใคร และชอบคอนเทนต์แบบไหน
- เป้าหมายคืออะไร เช่น จำนวนผู้ติดตามหรือการมีส่วนร่วมกับโพสต์ภายใน 6 เดือน
- จะสร้างคอนเทนต์แบบไหนที่อยู่ในขอบเขตความสามารถ
การกำหนดเป้าหมายเหล่านี้จะช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง และช่วยตัดสินใจในภายหลังว่ากลยุทธ์ได้ผลหรือไม่ หรือต้องปรับแก้อะไรหรือเปล่า
โดยสำหรับสิ่งที่จะโพสต์จริง ๆ ก็อาจลองใช้ตัวอย่างจากแบรนด์สกินแคร์จริง ๆ เป็นแบบอย่าง เช่น:
แสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ใช้งานอย่างไร
แบรนด์สกินแคร์จากออสเตรเลียอย่าง Go-To มักร่วมงานกับคอนเทนต์ครีเอเตอร์บน Instagram เช่นกับ Nikki Parkinson ที่สร้างวิดีโอสาธิตวิธีใช้ไพรเมอร์ 2 แบบ ซึ่งคอนเทนต์แบบสปอนเซอร์นี้ถือเป็นรวมเอาข้อดีของอินฟลูเอนเซอร์มาร์เก็ตติ้ง คอนเทนต์ที่ถูกสร้างโดยผู้ใช้ (UGC หรือ user-generated content) และวิดีโอสอนใช้ผลิตภัณฑ์เข้าด้วยกัน ซึ่งล้วนเป็นกลยุทธ์โซเชียลมีเดียที่ดึงดูดความสนใจและให้ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สกินแคร์ได้อย่างลึกซึ้ง
แชร์คอนเทนต์จากผู้ใช้และอินฟลูเอนเซอร์
หากลูกค้าค้นพบแบรนด์ผ่านโซเชียลมีเดีย อาจพบว่ามีคนแท็กและโพสต์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ไว้บนอินเทอร์เน็ตด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ายินดีมาก โดยเมื่อเกิดขึ้นบน Instagram แบรนด์ของคุณก็สามารถรีโพสต์ลงสตอรี่ได้ง่าย ๆ
แต่หากไม่ใช่กรณีนั้น ตามมารยาทที่ดีแล้วควรติดต่อขออนุญาตก่อนรีโพสต์ และให้เครดิตลูกค้าเสมอ โดยอาจกระตุ้นให้ลูกค้าโพสต์ประสบการณ์ของตัวเองลงโซเชียลมีเดียด้วยการมอบโค้ดส่วนลดเป็นรางวัล ส่วนอีกวิธีหนึ่งคือการทำสัญญากับอินฟลูเอนเซอร์ (จะพูดถึงในภายหลัง) หรือส่งผลิตภัณฑ์ฟรีให้ทดลอง ซึ่งข้อดีของโพสต์จากอินฟลูเอนเซอร์ที่มีชื่อเสียงคือมักดูเป็นมืออาชีพและมีคุณภาพสูง
สร้างโพลหรือถามคำถามในสตอรี่
หากนึกไม่ออกว่าจะโพสต์อะไร บางครั้งแค่การตั้งคำถามก็ช่วยกระตุ้นการมีส่วนร่วมได้ ซึ่งหลายแพลตฟอร์มมีฟีเจอร์โพลในตัว รวมถึงคอมเมนต์ที่อาจใช้แทนกัน ซึ่งอาจดึงดูดให้คนมาโต้ตอบกับโพสต์ได้
ตัวอย่างเช่น ก่อนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด แบรนด์ดูแลร่างกาย DTC อย่าง Hanni โพสต์สติกเกอร์กล่องคำถามในสตอรี่ Instagram ให้คน "ถามเฟื่องเรื่อง Splash Salve Fragrance Free ก่อนเปิดตัว!"
และเนื่องจากสติกเกอร์กล่องคำถามโต้ตอบได้ ผู้ติดตามของ Hanni จึงตอบกลับ Story ด้วยคำถามเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ได้โดยตรง จากนั้น Hanni ก็คัดเลือกคำถาม 8 ข้อมาตอบทำเป็นโพสต์โดยวางไว้บนพื้นหลังวิดีโอกระบวนการผลิตในโรงงาน
ด้วยการผสมผสานระหว่างการมีส่วนร่วมของผู้ชม การให้ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ และภาพเบื้องหลัง แบรนด์จึงสร้างความรู้สึกโปร่งใส น่าเชื่อถือ และเข้าถึงได้ในโพสต์นี้สำเร็จ โดยทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การตลาดก่อนเปิดตัว
4. ร่วมงานกับอินฟลูเอนเซอร์
การร่วมงานกับอินฟลูเอนเซอร์ในแคมเปญการตลาดสกินแคร์ไม่จำเป็นต้องมีงบประมาณมากเสมอไป เพราะแม้แต่การร่วมงานกับนาโนหรือไมโครอินฟลูเอนเซอร์ก็สามารถช่วยขับเคลื่อนยอดขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้บริโภคกว่า 82% เชื่อถือคำแนะนำผลิตภัณฑ์จากไมโครอินฟลูเอนเซอร์ที่มีชุมชนขนาดเล็กกว่า และมักสร้างการมีส่วนร่วมที่รู้สึกใกล้ชิด จริงใจ และน่าเชื่อถือมากกว่าจะเชื่อถืออินฟลูเอนเซอร์ที่มีชื่อเสียงมาก
โดยอินฟลูเอนเซอร์มักถูกแบ่งประเภทตามจำนวนผู้ติดตามดังต่อไปนี้
- นาโนอินฟลูเอนเซอร์: 1,000 ถึง 10,000 คน
- ไมโครอินฟลูเอนเซอร์: 10,000 ถึง 100,000 คน
- อินฟลูเอนเซอร์ระดับกลาง: 100,000 ถึง 500,000 คน
- แมโครอินฟลูเอนเซอร์: 500,000 ถึง 1 ล้านคน
- เมกะอินฟลูเอนเซอร์: มากกว่า 1 ล้านคน
ซึ่งจำนวนผู้ติดตามก็จะสัมพันธ์กับค่าตอบแทนที่อินฟลูเอนเซอร์เรียกได้อีกด้วย โดยอินฟลูเอนเซอร์รายใหญ่อาจมีผู้ชมและการเข้าถึงมากที่สุด แต่ค่าใช้จ่ายอาจสูงถึงหลักหกหลักรวมถึงอาจต้องติดต่อผ่านเอเจนต์หรือผู้จัดการ ในขณะที่ในทางกลับกันอินฟลูเอนเซอร์รายเล็กก็มักจะคิดค่าตอบแทนน้อยกว่า และมักติดต่อได้โดยตรงผ่าน DM หรืออีเมล
นอกจากนี้ข้อมูลสถิติยังแสดงให้เห็นด้วยว่านาโนอินฟลูเอนเซอร์มีอัตราการมีส่วนร่วมสูงกว่าบัญชีขนาดใหญ่โดยอยู่ที่ 18% ต่อโพสต์ เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยการมีส่วนร่วมราว 4% ของเมกะอินฟลูเอนเซอร์ตามข้อมูลของ Grin
โดยการเลือกอินฟลูเอนเซอร์เพื่อร่วมงานอาจต้องใช้เวลาศึกษาพอสมควร จึงอาจลองค้นหาแฮชแท็กที่เกี่ยวข้องกับสกินแคร์บนแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น TikTok, Instagram และ Lemon8 เพื่อเฟ้นหาบุคคลที่มีอิทธิพลในวงการนั้น ๆ นอกจากนี้ยังสามารถสำรวจแพลตฟอร์มไมโครอินฟลูเอนเซอร์ยอดนิยมที่จะช่วยค้นหาและจัดการอินฟลูเอนเซอร์ได้ด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ก็ไม่จำเป็นจะต้องจำกัดตัวเองอยู่เฉพาะในวงการอินฟลูเอนเซอร์ด้านความงามเท่านั้น เพราะอย่างเมื่อตอนที่ OSEA Malibu เพิ่งเริ่มต้นและทีมงานยังไม่มีงบประมาณมากพอสำหรับการร่วมงานกับเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ก็ได้หันไปหาชุมชนที่เกี่ยวข้อง เช่น นักโภชนาการและพยาบาล ที่มีค่านิยมสอดคล้องกับแบรนด์ด้วย "ควรหาครีเอเตอร์ที่สะท้อนสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์" Melissa Palmer CEO ของ OSEA กล่าวในพอดแคสต์ Shopify Masters
นอกจากนี้ทีมงานในขณะนั้นก็ยังส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์ให้ทุกคนที่แสดงความสนใจจริง ๆ ในคอมเมนต์ด้วย "เราพยายามสร้างความสัมพันธ์ให้ครอบคลุมทั้งระบบ เพื่อให้ชุมชนพยาบาลรู้สึกว่า 'เห็น OSEA อยู่ทุกที่เลย'" Melissa กล่าว
ส่วนเมื่อพบคนที่น่าสนใจแล้วก็ควรติดต่อสอบถามอัตราค่าตอบแทนและตัดสินใจว่าจะร่วมงานกับใคร โดยให้ระลึกอยู่เสมอว่าเป็นฝ่ายเสนอขาย ดังนั้นจึงต้องบอกให้ชัดเจนว่าทำไมแบรนด์จึงเหมาะกับอินฟลูเอนเซอร์รายนั้น ๆ
และเมื่อตกลงร่วมมือในการทำอินฟลูเอนเซอร์มาร์เก็ตติ้งแล้วเสร็จ สิ่งสำคัญต่อมาคือการกำหนดความคาดหวังให้ชัดเจน ว่าจะให้ค่าตอบแทนเท่าไร ไม่ว่าจะสำหรับโพสต์ 1 โพสต์ สตอรี่หลายตอน หรือซีรีส์วิดีโอก็ตาม เพราะการระบุสิ่งที่คาดหวังและการทำสัญญาจะช่วยให้ทุกอย่างราบรื่นขึ้น โดยสำหรับการตลาดสกินแคร์นี้ก็อาจขอให้อินฟลูเอนเซอร์ใช้ผลิตภัณฑ์ในวิดีโอ หรือโพสต์อัปเดตว่าผลิตภัณฑ์ได้ผลอย่างไรอยู่อย่างสม่ำเสมอนั่นเอง
ทั้งนี้อาจลองส่งผลิตภัณฑ์ฟรีให้อินฟลูเอนเซอร์ก็ได้ แต่ก็ถือเป็นการกระทำที่เสี่ยงดวงสำหรับแบรนด์ด้วยเช่นกัน เนื่องจากมีอินฟลูเอนเซอร์หลายคนที่มีผู้ติดตามมากพอที่จะไม่แลกสินค้าฟรีด้วยการโพสต์รีวิวเชิงบวกเสมอไป หรือถึงแม้จะโพสต์ก็ตาม หากไม่มีข้อตกลงและสัญญาที่ชัดเจนก็ไม่มีทางรับประกันได้ว่าโพสต์จะออกมาดีด้วย หรือหากหนักข้อขึ้นจะอาจไม่การันตีว่าจะมีการโพสต์ด้วยซ้ำ
5. ลงทุนกับคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง
การสร้างคอนเทนต์ควบคู่กับผลิตภัณฑ์ก็ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ชาญฉลาดในการดึงแทรฟฟิกมายังหน้าเว็บไซต์และสร้างความเชื่อมั่นในตัวแบรนด์ โดยนักการตลาดมากกว่าครึ่งรวมคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งไว้ในกลยุทธ์ของตัวเอง และนับเป็นวิธีการที่ดีในการเพิ่มการมีส่วนร่วม เพิ่มแทรฟฟิกให้ SEO รวมถึงช่วยสร้างแบรนด์ ซึ่งก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่เปลี่ยนบล็อกให้กลายเป็นธุรกิจเต็มรูปแบบได้สำเร็จจากแนวทางนี้
เขียนบล็อก
หากกำลังดำเนินธุรกิจสกินแคร์ แน่นอนว่าต้องมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากมายที่ลูกค้าอยากรู้ จึงเป็นธรรมดาที่อาจใช้การเขียนบล็อกในต่อยอดเพื่อแบ่งปันข้อมูลเหล่านั้น
โดยการใช้งานทักษะ SEO (จะพูดถึงในภายหลัง) อาจสามารถระดมความคิดเกี่ยวกับคำถามที่ลูกค้าอาจมีและตอบในบล็อกโพสต์ของตัวเองได้ โดยให้จำไว้ว่าคนทั่วไปมองหาข้อมูลที่มีประโยชน์ไม่ใช่การโปรโมตผลิตภัณฑ์ ดังนั้นจึงต้องใช้ความเชี่ยวชาญช่วยเหลือและสร้างคุณค่าขึ้นมาอย่างแท้จริง
ซึ่งก็อาจใช้จุดแข็งของแบรนด์ให้เป็นประโยชน์ด้วย เช่นถ้าผลิตภัณฑ์เน้นส่วนผสมเฉพาะ ก็อาจเขียนถึงประโยชน์ของส่วนผสมเหล่านั้นในการช่วยดูแลผิวหรือเส้นผม หรืออาจแชร์เคล็ดลับดีๆ ในการสร้างรูทีนสกินแคร์ก็ได้ โดยในการร่างบล็อกเหล่านี้ควรลองนึกถึงปัญหาทั้งหมดที่ผลิตภัณฑ์พยายามแก้ไข แล้วเปลี่ยนให้เป็นคอนเทนต์ที่ลูกค้านำไปใช้ได้จริง
ในกรณีนี้ตัวอย่างที่ดีคือแบรนด์สกินแคร์ Blume เจ้าของบล็อก Blume University ที่ให้ความรู้เรื่องสกินแคร์ผ่านโพสต์ที่สอดคล้องกับโทนและค่านิยมของแบรนด์ที่เน้นความเชี่ยวชาญแต่เป็นกันเอง โดยในโพสต์ต่าง ๆ มีการพูดถึงเรื่องสิวและผิวแพ้ง่ายในมุมมองใหม่ เช่น บล็อกโพสต์ “การสร้างความมั่นใจแม้จะเป็นสิว” และให้ความรู้เกี่ยวกับส่วนผสมที่ใช้ในผลิตภัณฑ์อยู่บ่อย ๆ อย่างในโพสต์ “เรื่องที่คุณควรรู้กับไฮยาลูโรนิกในสกินแคร์” นอกจากนี้ Blume ก็มักเชื่อมโยงคอนเทนต์กลับมาที่ผลิตภัณฑ์ของตนเองเสมอด้วย เช่น โพสต์ เซรั่มจำเป็นกับคุณแค่ไหน? ที่ทั้งให้ความรู้รวมถึงโปรโมตเซรั่ม Milky Fade ของแบรนด์ไปพร้อมกัน
เปิดช่อง YouTube
ถือเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ที่การเขียนบล็อกจะช่วยดึงแทรฟฟิกมายังเว็บไซต์ได้ดี แต่หากต้องการสร้างฐานผู้ติดตามและยินดีที่จะออกกล้อง การเปิดช่อง YouTube ก็เป็นวิธีที่ดีในการสร้างทั้งความสัมพันธ์ส่วนตัวและความเชื่อมั่นในแบรนด์ รวมถึงช่วยกระตุ้นให้ผู้ชมแชร์คอนเทนต์ออกไปต่อ
อย่าง Liah Yoo ผู้ก่อตั้ง Krave Beauty เองก็สร้างธุรกิจจากช่อง YouTube ที่บันทึกการใช้ชีวิตกับปัญหาสิวในวัยผู้ใหญ่ ซึ่งแทนที่จะผลักดันผลิตภัณฑ์ ในช่องนี้เธอกลับแบ่งปันคำแนะนำที่เห็นอกเห็นใจและปฏิบัติได้จริง กระทั่งความจริงใจนั้นสะท้อนใจผู้ชมที่เผชิญปัญหาเดียวกันกลับไป และด้วยวิธีนี้เองเธอจึงสามารถสร้างชุมชนผู้ติดตามกว่า 1 ล้านคนที่มีปัญหาร่วมกันขึ้นได้สำเร็จ ซึ่งทั้งหมดก็เรียบร้อยก่อนที่จะเปิดตัวแบรนด์ด้วยซ้ำ
โดยในมุมมองของ Liah รูปแบบวิดีโอยาวที่ขับเคลื่อนด้วยการค้นหาของ YouTube ให้พื้นที่ในการสร้างความเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งกว่าปกติกับผู้ชม "ผู้ชมคอนเทนต์สั้นมักจะลืมว่าคุณเป็นใครไปได้ง่าย ๆ” เธออธิบายในพอดแคสต์ Shopify Masters "จึงจะไม่มีทางสร้างความสัมพันธ์กับครีเอเตอร์ได้เลยถ้าเห็นคน ๆ นั้นในระยะเวลาแค่ 15 วินาที ซึ่งต่างกับบน YouTube ที่ผู้ชมจะตั้งใจคลิกวิดีโอเพื่อฟังสิ่งที่คุณจะพูด"
6. ให้ความสำคัญกับ SEO สกินแคร์
หลักการพื้นฐานของSEO มาร์เก็ตติ้งคือการทำให้ลูกค้าที่กำลังค้นหาผลิตภัณฑ์หรือข้อมูลสกินแคร์สามารถค้นพบเว็บไซต์ได้ง่าย
การทำ Search Engine Optimization เป็นทั้งศาสตร์และทักษะที่บางคนทุ่มเทอาชีพทั้งหมดให้ แต่การเริ่มต้นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญเสมอ โดยสิ่งแรกที่ต้องนึกถึงคือคำค้นหาอะไรที่จะพาลูกค้ามายังเว็บไซต์ ซึ่งอาจเริ่มจากการลองพิมพ์คำว่า "skin care" ลงในช่องค้นหาของ Google แล้วดูว่าคำค้นหายอดนิยมมีอะไรบ้างก็ได้

นอกจากนี้ยังอาจใช้งานเครื่องมือที่ซับซ้อนกว่าอย่าง Ahrefs เพื่อระบุคำค้นหาที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพให้ได้ด้วย
อ่านเช็กลิสต์ SEO นี้ เพื่อดูวิธีทำให้เว็บไซต์ค้นหาได้ง่ายขึ้นบนเสิร์ชเอนจิน
7. ลองใช้ SMS มาร์เก็ตติ้ง
SMS ย่อมาจาก Short Message Service แต่เราทุกคนรู้จักมันในชื่อ "ข้อความ" เมื่ออีเมลโปรโมชันล้นกล่องจดหมายของผู้คน SMS มาร์เก็ตติ้งจึงเป็นวิธีที่ดีในการฝ่าความวุ่นวายในช่องทางเก่าและส่งข้อความถึงลูกค้าบนโทรศัพท์ได้โดยตรง
ด้วยวิธีนี้เองแบรนด์สกินแคร์อย่าง Bushbalm จึงประสบความสำเร็จในการทำการตลาด ซึ่งได้รับการช่วยเหลือจากเครื่องมือของ Shopify ที่ Bushbalm ใช้เก็บหมายเลขโทรศัพท์โดยได้รับความยินยอมจากลูกค้าแต่ละรายระหว่างชำระเงิน

โดยวิธีการตลาดนี้ใช้โปรโมตผลิตภัณฑ์ ประกาศโปรโมชันและส่วนลด รวมถึงสร้างความภักดีของลูกค้าได้ มีข้อดีคือเป็นการตลาดแบบเข้าร่วมเอง (opt-in) ซึ่งหมายความว่าคนที่สมัครรับข้อความจะสามารถการันตีได้ว่าต้องการรับสารจากแบรนด์จริง ๆ ดังนั้นแม้รายชื่อ SMS อาจมีน้อยกว่ารายชื่ออีเมล แต่ก็ถือได้ว่าเป็นรายชื่อของลูกค้าที่ภักดีที่สุด
ในขณะเดียวกันข้อเสียของการตลาดในรูปแบบนี้คือ SMS มาร์เก็ตติ้งอาจมีค่าใช้จ่ายสูง เพราะซอฟต์แวร์ SMS มีค่าใช้จ่ายเป็นรายข้อความ
อย่างไรก็ตามหากพิจารณาแล้ว และคุณสนใจอยากมีแอปพลิเคชันที่อาจใช้งานได้ ดังนี้
8. ทดสอบสารของแบรนด์ในงานอีเวนต์
การขายในงานอีเวนต์อาจดูขัดแย้งกับการสร้างธุรกิจร้านออนไลน์ แต่อันที่จริงก็ถือเป็นวิธีที่ทรงพลังในการทดสอบและปรับแต่งสารของแบรนด์วิธีหนึ่ง เนื่องจากการพูดคุยแบบตัวต่อตัวสามารถให้ฟีดแบ็กแบบเรียลไทม์ที่อาจไม่สามารถเก็บได้จากช่องทางออนไลน์เสมอไป
นั่นเป็นวิธีที่ Danielle Close ผู้ก่อตั้ง My Skin Feels แบรนด์สกินแคร์ที่แปลงของเสียจากอาหารเป็นผลิตภัณฑ์ระดับลักเชอรีใช้ในช่วง 2 ปีแรก "เราอาจจัดการแบรนด์ในแนวทางตรงกันข้ามกับที่คนส่วนใหญ่บอกให้ทำ" Danielle กล่าวในพอดแคสต์ Shopify Masters "หลายคนบอกให้ 'เอาลง TikTok สิ เอาเงินไปลงกับช่องทางดิจิทัลเยอะ ๆ’ แต่สำหรับเราแล้ว การทดสอบสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตจริงสำคัญมาก"
ด้วยการไปออกบูธตามตลาดป๊อปอัปและงานอีเวนต์ต่าง ๆ ทั่วสหราชอาณาจักร Danielle จึงสามารถทดสอบการนำเสนอในรูปแบบต่าง ๆ ของแบรนด์ เพื่อสังเกตปฏิกิริยาแบบเรียลไทม์ และปรับการเล่าเรื่องได้ทันที
โดยแนวทางนี้ยังช่วยยืนยันแนวคิดของแบรนด์ ค้นพบความกังวลที่แท้จริงของกลุ่มเป้าหมาย และขัดเกลาข้อความก่อนขยายสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ได้ด้วย แทนที่จะใช้เงินมหาศาลกับการทดสอบ A/B การใช้วิธีนี้ก็จะได้ข้อมูลเชิงลึกที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น ทำให้สร้างคอนเทนต์ดิจิทัลที่ตรงกับสิ่งที่ลูกค้าสนใจได้อย่างแท้จริง
9. เริ่มจากจุดเล็ก ๆ เพื่อสร้างแรงส่ง
เป็นเรื่องปกติที่ผู้ประกอบการธุรกิจมักมีไอเดียหลั่งไหลมาไม่หยุด ซึ่งความสร้างสรรค์นี้ก็ถือเป็นสินทรัพย์ที่มีค่า ทว่าเมื่อทำการโปรโมตแบรนด์สกินแคร์ใหม่ การที่ความสนใจกระจัดกระจายมากเกินไปก็อาจทำให้สารที่ต้องการสื่อเจือจางลง ดังนั้นการเริ่มต้นธุรกิจด้วยผลิตภัณฑ์ที่ดีเพียง 1-2 ชิ้นจึงจะเป็นกลยุทธ์ที่ดีกว่าในการช่วยสร้างแรงส่งอย่างมีทิศทางที่ชัดเจน
เพราะแม้แต่ Greg Gonzalez ผู้ร่วมก่อตั้ง Youth to the People เองก็เริ่มต้นธุรกิจแบรนด์สกินแคร์ที่กลายเป็นตำนานนี้ด้วยผลิตภัณฑ์เพียง 3 ชิ้น และหนึ่งในนั้นก็สามารถพาธุรกิจสู่ความโด่งดังได้สำเร็จ "ความสนใจและทรัพยากรในแต่ละช่วงเวลาเป็นสิ่งที่มีจำกัด" Greg กล่าวในพอดแคสต์ Shopify Masters "ผมเลยเชื่อในการเริ่มต้นแบบมีจุดโฟกัสเดียวแล้วค่อยขยายออกไปมาก"
การนำร่องด้วยผลิตภัณฑ์เดียวช่วยสร้างการจดจำด้วยสูตรที่โดดเด่น รวมถึงการสื่อสารข้อความที่ชัดเจนและน่าสนใจได้ดี ทั้งยังทำให้สามารถอธิบายประโยชน์ ส่วนผสม และผลลัพธ์ได้อย่างลึกซึ้งโดยไม่ต้องกระจายแบรนด์ออกไปให้ครอบคลุมหลาย SKU (stock keeping units หรือหน่วยในการจำแนกผลิตภัณฑ์) ด้วย ซึ่งการมีจุดโฟกัสจำนวนประมาณนี้ก็ยังทำให้การตลาดสกินแคร์มีความสอดคล้องและจดจำได้ง่ายขึ้นด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้กลยุทธ์ดังกล่าวยังจะช่วยให้การทดสอบและปรับแต่งการตลาดเกิดได้ง่ายขึ้นด้วย ตัวอย่างเช่น หากโพสต์คลิปลง TikTok 30 คลิปเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ 30 ชิ้น แม้อาจมีคลิปหนึ่งไวรัลขึ้นมา ก็อาจยากที่จะรู้ว่าผู้ชมตอบสนองต่อผลิตภัณฑ์หรือตัวคลิปกันแน่ แต่หากโฟกัสไปที่ผลิตภัณฑ์เดียว ก็จะระบุได้ง่ายกว่าว่าอะไรได้ผลและทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
เมื่อผลิตภัณฑ์หลัก (Hero Product) ได้รับความนิยม ก็จะกลายเป็นรากฐานที่ดีสำหรับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในอนาคตเพราะเมื่อมีฐานผู้ชมอยู่เป็นทุนเดิมแล้ว ความเชื่อมั่นที่สะสมมา และความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้นว่าลูกค้าต้องการอะไรต่อไป การแนะนำแต่ละผลิตภัณฑ์ใหม่ รวมทั้งการตลาดก็จะทำได้ง่ายขึ้น
10. สร้างฐานผู้ชมตั้งแต่ช่วงพัฒนาผลิตภัณฑ์
การสร้างฐานผู้ชมไม่จำเป็นจะต้องรอถึงวันเปิดตัวจึงจะเริ่ม เพราะอันที่จริงแล้ว Melissa Palmer CEO ของ OSEA Malibu ยังแนะนำให้พัฒนาฐานผู้ชมไปพร้อมกันกับการสร้างผลิตภัณฑ์ด้วย
"ถ้าฉันกำลังเริ่มสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ในตอนนี้ ฉันจะพยายามสร้างฐานผู้ชมควบคู่ไปกับการสร้างผลิตภัณฑ์เลย" Melissa กล่าวในพอดแคสต์ Shopify Masters "การสร้างความเชี่ยวชาญและความน่าเชื่อถือที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่กำลังสร้างจะทำให้มีแพลตฟอร์มไว้พร้อมเปิดตัว"
เมื่อยังไม่ได้มีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ กลุ่มเป้าหมายจะมีความรู้สึกเปิดกว้างมากกว่า ระวังตัวน้อยกว่า และมีแนวโน้มที่จะมีส่วนร่วมอย่างตรงไปตรงมา ทำให้การสร้างชุมชนทำได้เร็วขึ้นและสร้างความสัมพันธ์ที่แท้จริงได้ดี
เช่นเดียวกันกับการร่วมงานกับอินฟลูเอนเซอร์ การสร้างความสัมพันธ์กับครีเอเตอร์ก่อนที่จะมีสินค้าออกวางขายจะช่วยลดแรงกดดันในการทำงานและเปิดทางสู่การร่วมมือที่จริงใจ เพราะเมื่อถึงเวลาเปิดตัวแบรนด์ อินฟลูเอนเซอร์เหล่านั้นก็จะรู้จักเรื่องราวของแบรนด์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจะสามารถแชร์ต่อได้อย่างน่าเชื่อถือ
ซึ่งข้อแนะนำนี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนผู้ติดตาม แต่ยังเป็นโอกาสในการรวบรวมข้อมูลเชิงลึกที่ช่วยกำหนดทิศทางผลิตภัณฑ์ได้ด้วย โดยคอมเมนต์ คำถาม และฟีดแบ็กที่ได้รับระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์จะสามารถส่งผลต่อทุกปัจจัยของสินค้า ตั้งแต่สูตร บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงการวางตำแหน่งแบรนด์ (brand positioning)
ตัวอย่างเช่น หากกำลังพัฒนาคอลเลคชั่นสกินแคร์แบบผสมสีผิว ก็อาจสร้างบัญชี TikTok หรือ Instagram ที่แชร์วิดีโอสอนแต่งหน้าหรือวิดีโอ GRWM และในวิดีโอหนึ่งก็อาจพูดถึงมอยส์เจอไรเซอร์แบบผสมสีผิวที่ชอบ เพื่อกระตุ้นให้คนในคอมเมนต์แชร์ความชอบและประสบการณ์ของตัวเอง แล้วฟีดแบ็กนั้นจึงอาจนำมาช่วยปรับแต่งสูตร กำหนดดีไซน์บรรจุภัณฑ์ หรือหาราคาที่เหมาะสมได้
11. ใช้ความโปร่งใสเป็นจุดแข็งในการแข่งขัน
แบรนด์สกินแคร์มักทำการตลาดและให้คำแนะนำการใช้งานแบบคลุมเครือ ซึ่ง Charlotte Palermino จาก Dieux Skin ตั้งสมมติฐานว่านี่เป็นการกระทำโดยเจตนาเพื่อหลีกเลี่ยงการตอบคำถามที่อาจตอบให้เหมาะสมได้ยาก หรือการกระทำที่จะทำให้ลูกค้าที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายหันหลังให้แบรนด์ไปโดยสิ้นเชิง
แต่ผู้ร่วมก่อตั้งรายนี้กลับมองว่าความโปร่งใสคือวิธีการเล่นเกมแบบระยะยาวที่แท้จริง "เราเรียกตัวเองว่าแบรนด์ 'too much information'" Charlotte กล่าวในพอดแคสต์ Shopify Masters "เพราะยังไงผลิตภัณฑ์ของเราก็ไม่ได้จะเหมาะกับทุกคนอยู่แล้ว ซึ่งวิธีนี้ก็ได้ใจคน เพราะเป็นวิถีการขายแบบคนจริง"
ความซื่อสัตย์ในเชิงนี้อาจทำให้บางคนไม่ซื้อผลิตภัณฑ์หากไม่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย แต่กับลูกค้าที่เหมาะสม ทิศทางนี้จะไม่เพียงแต่จะทำให้ชื่นชอบในตัวผลิตภัณฑ์ แต่ยังชื่นชมความตรงไปตรงมาและความมุ่งมั่นในการช่วยเลือกสูตรที่ดีที่สุดสำหรับผิวตัวเองของแบรนด์ด้วย ต่อให้จะไม่ใช่ด้วยผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ก็ตาม
นอกจากนี้การโอบรับความโปร่งใสยังทำให้สร้างโอกาสด้านคอนเทนต์ได้อย่างเป็นธรรมชาติด้วย เพราะทุกช่วงเวลาของการสร้างธุรกิจล้วนเป็นเรื่องราว ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลที่สร้างผลิตภัณฑ์นั้น วิธีการพัฒนาสูตร หรือแม้แต่การตัดสินใจเรื่องการสร้างแบรนด์
แม้อาจมองดูเหมือนเรื่องราวเหล่านั้นจะไม่น่าสนใจเท่าโฆษณาหรูหรา แต่ประสบการณ์ของ Charlotte พิสูจน์ให้เห็นในทางตรงกันข้าม "วิดีโอที่ไวรัลที่สุดของเราตอนนี้เป็นแค่การพูดเรื่องบรรจุภัณฑ์" เธอกล่าว (ณ เวลาที่ให้สัมภาษณ์ วิดีโอนั้นมียอดเข้าชมกว่า 100,000 ครั้ง) "ยอดวิวดีมาก เพราะมันคือการเล่าเรื่อง"
การแบ่งปัน "เหตุผล" เบื้องหลังการตัดสินใจต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนผสม ความยั่งยืน หรือข้อจำกัดของผลิตภัณฑ์ จะช่วยเชื่อมโยงแบรนด์เข้ากับลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับความชัดเจนมากกว่าการโฆษณาเกินจริงได้ และในตลาดสกินแคร์ที่แข่งขันสูง ความซื่อสัตย์นั้นจึงไม่ใช่จุดอ่อน แต่เป็นจุดแตกต่างที่ทรงพลัง
จากไอเดียสู่การลงมือทำ เปิดตัวแคมเปญการตลาดสกินแคร์
เมื่ออ่านจบแล้วก็ถือว่ามีความรู้ทุกอย่างพร้อมสำหรับการนำแผนการตลาดสกินแคร์ไปปฏิบัติ ทั้งได้เรียนรู้วิธีเขียนคำอธิบายผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่น รวมถึงวิธีการดึงผู้เข้าชมมายังเว็บไซต์มากขึ้น แต่อย่าหยุดแค่นั้นล่ะ! คอยติดตามสิ่งที่แบรนด์สกินแคร์อื่น ๆ กำลังทำและทดลองต่อไปเรื่อย ๆ ด้วย
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตลาดสกินแคร์
จะโฆษณาผลิตภัณฑ์สกินแคร์ได้อย่างไร
มีหลายวิธีในการโฆษณาผลิตภัณฑ์สกินแคร์ ไม่ว่าจะเป็นโซเชียลมีเดีย, การทำ SEO, SMS มาร์เก็ตติ้ง, การร่วมงานกับอินฟลูเอนเซอร์ รวมถึงคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง นอกจากนี้ยังลองลงโฆษณาบนโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook หรือ Instagram หรือซื้อโฆษณาบน Google ได้ด้วย
ธุรกิจสกินแคร์ทำกำไรได้หรือไม่
ได้แน่นอน จริง ๆ ก็มีตัวอย่างธุรกิจสกินแคร์ที่ประสบความสำเร็จมากมาย ซึ่งแผนการตลาดที่แข็งแกร่งจะช่วยให้ธุรกิจของคุณเป็นหนึ่งในนั้นได้
กลุ่มเป้าหมายของผลิตภัณฑ์สกินแคร์คือใคร
กลุ่มเป้าหมายจะแตกต่างกันไปตามผลิตภัณฑ์ที่วางขาย ตัวอย่างเช่น บางแบรนด์เจาะกลุ่มผู้สูงอายุด้วยผลิตภัณฑ์ต้านริ้วรอย ขณะที่บางแบรนด์สร้างผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ชายโดยเฉพาะ
มีตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์สกินแคร์ไหม
มีแน่นอน โดยการกำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้ชัดเจนจะช่วยให้ค้นหาตลาดที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ได้


