การได้รับพัสดุที่คุณสั่งซื้อทางไปรษณีย์เป็นหนึ่งในความสุขง่ายๆ ของชีวิต ความตื่นเต้นตอนยกกล่องมาวางบนโต๊ะในครัว เสียงกรรไกรตัดเทป เสียงบับเบิลแรปที่คลี่ออก กลิ่นของสินค้าใหม่ที่ลอยมาในอากาศ
แล้วช่วงเวลาที่ได้เห็นของข้างใน สินค้าใหม่เอี่ยมที่ถูกห่อมาอย่างตั้งใจ อยู่ในกล่องกระดาษที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องสินค้าโดยเฉพาะ แค่ดึงแถบเปิด กล่องก็แยกออกแบบสมูธสุดๆ
ประสบการณ์แบบนี้ทำให้ลูกค้าอยากกลับมาสั่งซื้ออีกครั้ง พิธีกรรมเล็กๆ ที่ดูเรียบง่าย แต่สร้างความแตกต่างได้มากสำหรับลูกค้า นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการออกแบบแพ็กเกจสินค้าที่ดีถึงสำคัญ
บทความนี้จะพาคุณไปดู 6 ขั้นตอนพื้นฐานของการออกแบบแพ็กเกจสินค้าสำหรับอีคอมเมิร์ซ พร้อมแนะนำวิธีทำให้แพ็กเกจของคุณมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และยกตัวอย่างจากร้านค้าที่ทำได้ดีจริง
การออกแบบแพ็กเกจสินค้าคืออะไร
การออกแบบแพ็กเกจสินค้า คือกระบวนการสร้างบรรจุภัณฑ์ภายนอกสำหรับสินค้า ซึ่งกำหนดทั้งรูปลักษณ์ ความรู้สึก การปกป้องสินค้าภายใน และประสบการณ์ในการเปิดใช้งานให้รู้สึกดีและน่าประทับใจ
ทำไมการออกแบบแพ็กเกจสินค้าถึงสำคัญ
ถ้าคุณทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ช่วงเวลาที่ลูกค้าเปิดแพ็กเกจคือการได้สัมผัสสินค้าจริงเป็นครั้งแรก นี่คือโอกาสสำคัญในการสร้างความประทับใจเชิงบวกให้กับแบรนด์ตั้งแต่แรกเห็น
เพราะธุรกิจออนไลน์ไม่สามารถสร้างประสบการณ์ผ่านการจัดร้านหรือพนักงานหน้าร้านได้ การออกแบบแพ็กเกจจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์โดยตรง เป็นตัวแทนที่ช่วยสื่อสารตัวตนและความใส่ใจไปถึงมือลูกค้า
นอกจากนี้ การออกแบบแพ็กเกจสินค้ายังมีหน้าที่ปกป้องสินค้าในระหว่างที่ยังไม่ถูกขาย ไม่ว่าจะต้องผ่านเส้นทางขนส่งที่ขรุขระ หรือถูกหยิบจับในร้านค้า แพ็กเกจช่วยรักษาสภาพสินค้าให้ถึงมือลูกค้าในสภาพใหม่และไม่เสียหาย
ประเภทของแพ็กเกจสินค้า
วัสดุที่คุณเลือกใช้สำหรับแพ็กเกจมีความสำคัญไม่แพ้การออกแบบแพ็กเกจเอง คุณควรเลือกวัสดุคุณภาพสูงที่ช่วยปกป้องสินค้าและทำให้ขนส่งได้สะดวก วัสดุควรมีความทนทาน รองรับการกระแทกหรือการสึกหรอ และไม่เสื่อมสภาพง่ายเมื่อเวลาผ่านไป
ต่อไปนี้คือตัวอย่างของวัสดุแพ็กเกจสินค้าที่นิยมและมีประสิทธิภาพ
แพ็กเกจย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ
ผู้บริโภคจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ มองหาแพ็กเกจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน โดยมีข้อมูลว่าผู้ซื้อทั่วโลกถึง 58% หลีกเลี่ยงสินค้าที่มีบรรจุภัณฑ์มากเกินไปเพราะกังวลเรื่องความยั่งยืน ดังนั้นการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเรื่องสำคัญในการออกแบบแพ็กเกจสินค้า
ควรเลือกใช้วัสดุที่รีไซเคิลได้ whenever เป็นไปได้ และหลีกเลี่ยงการใช้แพ็กเกจเกินความจำเป็นซึ่งจะกลายเป็นขยะฝังกลบ วัสดุอย่างแป้งข้าวโพด ผ้าออร์แกนิก และไม้ไผ่ สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ไม่กลายเป็นขยะที่ตกค้างยาวนาน
แพ็กเกจกระดาษและกระดาษแข็ง
มีการศึกษาพบว่าผู้บริโภคในสหรัฐฯ เกือบหนึ่งในสามเป็นผู้ที่รีไซเคิลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ และช่วยให้ลูกค้ารู้สึกว่าตนเองมีส่วนช่วยโลก การเลือกใช้วัสดุรีไซเคิลได้อย่างกระดาษและกระดาษแข็งจึงเป็นตัวเลือกที่ดีในการออกแบบแพ็กเกจสินค้า ผู้บริโภคส่วนใหญ่สามารถนำวัสดุเหล่านี้ไปรีไซเคิลที่บ้านได้ทันที โดยไม่ต้องนำไปกำจัดในสถานที่เฉพาะทางเพิ่มเติม
นวัตกรรมแพ็กเกจพลาสติก
ในแต่ละปี มนุษย์ผลิตแพ็กเกจพลาสติกมากกว่า 141 ล้านตัน และพลาสติกคิดเป็น 36% ของการใช้งานทั้งหมด แม้จะมีตัวเลขเหล่านี้ แต่พลาสติกส่วนใหญ่ไม่สามารถย่อยสลายได้ และมักจบลงในหลุมฝังกลบหรือปนเปื้อนในทะเลและแหล่งน้ำ บางครั้งก็ย้อนกลับมาอยู่ในอาหารที่เราบริโภค
ทางเลือกที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงพลาสติกโดยสิ้นเชิง แต่พลาสติกก็ยังมีข้อดีที่วัสดุอื่นให้ไม่ได้ เช่น ความทนทานสูงและน้ำหนักเบา ซึ่งช่วยให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซลดต้นทุนการขนส่งได้
ถ้าจำเป็นต้องใช้พลาสติกในแพ็กเกจสินค้า ควรเลือกใช้พลาสติกรีไซเคิล และกระตุ้นให้ลูกค้านำไปรีไซเคิลต่อ วิธีนี้ช่วยลดปัญหาพลาสติกใช้ครั้งเดียว โดยมอบชีวิตใหม่ให้วัสดุเหล่านี้เป็นครั้งที่สองหรือสาม
แพ็กเกจโลหะและแก้ว
แพ็กเกจโลหะมีน้ำหนักมากกว่ากระดาษหรือพลาสติก แต่เหมาะกับสินค้าประเภทเคมี ของเหลว หรือสี ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเครื่องดื่ม กระป๋องโลหะช่วยป้องกันอากาศและแสง ซึ่งอาจส่งผลต่อรสชาติหรือคุณสมบัติของสินค้า
แก้วก็มีคุณสมบัติคล้ายกัน และนิยมใช้กับภาชนะบรรจุอาหารหรือขวดไวน์ แต่มีความทนทานน้อยกว่า สินค้าที่บรรจุในแก้วมีโอกาสเสียหายระหว่างการขนส่งได้ง่าย เพื่อป้องกันการแตกหัก ควรลงทุนในกล่องขนส่งที่แข็งแรงหรือใช้วัสดุกันกระแทกอย่างบับเบิลแรป เพื่อให้ลูกค้าได้รับสินค้าในสภาพสมบูรณ์เมื่อถึงปลายทาง
กระบวนการออกแบบแพ็กเกจแบบสั่งทำ 6 ขั้นตอน
การออกแบบแพ็กเกจสินค้าให้ดีต้องคำนึงถึงหลายปัจจัย ตั้งแต่การค้นคว้าไปจนถึงการทดสอบ นี่คือวิธีออกแบบแพ็กเกจสินค้าอีคอมเมิร์ซใน 6 ขั้นตอนพื้นฐาน
- กำหนดตัวสินค้าและลูกค้า
- ศึกษาคู่แข่ง
- ระบุข้อกำหนดของสินค้า
- สร้างไอเดียแพ็กเกจ
- เตรียมไฟล์ก่อนพิมพ์และพิมพ์แพ็กเกจ
- ทดสอบแพ็กเกจ
1. กำหนดตัวสินค้าและลูกค้า
ขั้นตอนแรกคือการกำหนดรายละเอียดของสินค้า และทำความเข้าใจว่ากลุ่มใดมีแนวโน้มจะเป็นผู้ซื้อ
ซึ่งหมายถึงการตอบคำถามอย่างเช่น
- สินค้ามีขนาดและรูปทรงแบบไหน ควรคำนึงถึงขนาดและน้ำหนักของสินค้า ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณขายราวม่าน แพ็กเกจควรเหมาะกับสินค้าที่ยาวและเรียว แต่ถ้าคุณขายที่ทับกระดาษ คุณอาจต้องเลือกแพ็กเกจที่แข็งแรงและทนทานมากเป็นพิเศษ
- สินค้าทำจากอะไร สินค้าแตกหักง่ายหรือไม่ มีอายุการใช้งานจำกัดหรือเปล่า ถ้าสินค้าทำจากแก้วบาง การออกแบบแพ็กเกจต้องมีวิธีป้องกันความเสียหายระหว่างขนส่ง และถ้าเป็นสินค้าที่มีวันหมดอายุ เช่น อาหารหรือของบริโภค คุณต้องคำนึงถึงการเก็บรักษา เช่น การใช้เจลเย็นหรือถุงซีล
- กลุ่มเป้าหมายคือใคร การรู้จักลูกค้าเป็นเรื่องสำคัญ ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณขายเครื่องมือช่างให้ช่างมืออาชีพ กล่องกระดาษสีวิบวับอาจไม่ใช่ตัวเลือกที่เหมาะ
สำหรับ Patrice Mousseau ผู้ก่อตั้ง Satya แบรนด์สกินแคร์จากธรรมชาติ การออกแบบแพ็กเกจสินค้าเริ่มต้นจากการพูดคุยถึงเรื่องราวของแบรนด์และสิ่งที่เธอให้ความสำคัญ
เมื่อทำงานร่วมกับนักออกแบบแพ็กเกจ Patrice จะอธิบายว่า “สินค้านี้คืออะไร และมีคุณค่าอะไรอยู่เบื้องหลัง”
“ปกติแล้วนักออกแบบจะกลับไปคิดไอเดียก่อน” Patrice เล่า “จากนั้นเขาจะเสนอทางเลือกมาให้สักห้าหรือหกแบบ แล้วเราค่อยๆ คัดเหลือหนึ่งหรือสองแบบที่ชอบที่สุด”
💡สิ่งที่ควรทำ: จดรายละเอียดของสินค้าและคุณลักษณะของลูกค้าให้ครบถ้วน เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ
2. ศึกษาคู่แข่ง
ขั้นตอนถัดไปของการออกแบบแพ็กเกจคือการศึกษาคู่แข่ง ดูว่าสินค้าที่คล้ายกันในตลาดใช้แพ็กเกจแบบไหน และอะไรที่อาจเหมาะกับสินค้าของคุณมากที่สุด
ถ้าคุณกำลังมองหาแรงบันดาลใจในการออกแบบแพ็กเกจสินค้า ลองวิธีเหล่านี้
- ไปดูร้านค้าปลีกที่ขายสินค้าประเภทเดียวกับของคุณ สังเกตการจัดวาง สี รูปทรง และวัสดุของแพ็กเกจ
- เข้าไปดูร้านค้าออนไลน์ที่คุณชื่นชอบ ค้นหาสินค้าที่คล้ายกัน แล้วดูว่าใช้แพ็กเกจแบบไหน อ่านรีวิวลูกค้าเพื่อดูว่าพวกเขาพูดถึงแพ็กเกจอย่างไร โดยเฉพาะรีวิวเชิงลบที่อาจช่วยให้คุณเห็นจุดที่ควรปรับปรุง
- ค้นหาวิดิโอ Unboxing บน YouTube ถ้ามีวิดีโอสำหรับสินค้าประเภทเดียวกับของคุณ วิดีโอเหล่านี้จะช่วยให้เห็นว่าผู้บริโภคชอบอะไรในขั้นตอนการแกะกล่อง และอาจจุดประกายไอเดียใหม่ๆ
- ค้นหาออนไลน์ด้วยคำว่า หมวดหมู่สินค้า + แพคเกจจิ้ง วิธีนี้จะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของแนวทางการออกแบบแพ็กเกจที่หลากหลาย โดยมักจะเจอตัวอย่างดีๆ บนเว็บไซต์อย่าง Pinterest และ Etsy
บอร์ด Pinterest รวบรวมตัวอย่างบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
💡สิ่งที่ควรทำ: ดูว่าคนอื่นบรรจุผลิตภัณฑ์ของพวกเขาอย่างไรและจดบันทึกว่าคุณจะทำได้ดีกว่าอย่างไร
3. ระบุข้อกำหนดของสินค้า
ตอนนี้ถึงเวลาหาคำตอบว่าสินค้าของคุณต้องการแพ็กเกจแบบไหน ทั้งในแง่ของกายภาพและข้อกฎหมาย นี่คือขั้นตอนสำคัญที่ควรค้นคว้าให้เรียบร้อยก่อนจะเริ่มสนุกกับการออกแบบ เพราะถ้าทำถูกตั้งแต่ต้น จะช่วยลดปัญหายุ่งยากในภายหลังได้มาก
ในขั้นตอนนี้ คุณต้องกำหนดว่าวัสดุแพ็กเกจแบบใดเหมาะสมสำหรับการบรรจุสินค้าให้ปลอดภัย โดยพิจารณาจากขนาด น้ำหนัก และระยะทางในการขนส่งของสินค้า
นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงข้อกำหนดทางกฎหมายในการแพ็กและจัดส่งสินค้าบางประเภทด้วย ตัวอย่างเช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา มีข้อบังคับที่เข้มงวดเกี่ยวกับการแพ็ก การติดฉลาก และการจัดเก็บสินค้าในกลุ่มความงามและอาหาร ดังนั้น อย่าลืมศึกษาว่ามีกฎระเบียบใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่คุณจำหน่าย
💡สิ่งที่ควรทำ: ศึกษาความรับผิดชอบทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแพ็กสินค้าประเภทของคุณ รวมถึงข้อกำหนดด้านวัสดุที่จำเป็น ถ้าคุณจัดส่งสินค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ต้องแน่ใจว่าคุณเข้าใจข้อกำหนดในทั้งสองกรณี
4. สร้างไอเดียแพ็กเกจ
เมื่อคุณเข้าใจข้อกำหนดด้านเทคนิคทั้งหมดของแพ็กเกจแล้ว ก็ถึงเวลาลงมือสร้างแพ็กเกจจริง ขั้นตอนนี้คือจุดที่ความต้องการด้านโลจิสติกส์และเทคนิคของสินค้า มาผสานเข้ากับความคิดสร้างสรรค์และอัตลักษณ์ของแบรนด์
คุณสามารถเริ่มต้นด้วยการร่างแบบแพ็กเกจด้วยดินสอและกระดาษได้เสมอ แต่ก่อนจะส่งงานให้บริษัทผลิตแพ็กเกจ แผนผัง กล่อง และขนาดต่างๆ ต้องมีความแม่นยำ
การลงทุนในซอฟต์แวร์ที่ช่วยเปลี่ยนไอเดียการออกแบบให้กลายเป็นผลงานระดับมืออาชีพถือเป็นทางเลือกที่ดี เพราะจะช่วยให้ได้งานกราฟิกและตัวอักษรคุณภาพสูง พร้อมสำหรับการพิมพ์
ถ้าคุณถนัดการใช้คอมพิวเตอร์อยู่แล้ว สามารถเริ่มออกแบบได้ทันทีด้วยโปรแกรมกราฟิกอย่าง Adobe Illustrator หรือ Photoshop เพื่อวาง dieline ของแพ็กเกจ และเลือกองค์ประกอบการออกแบบรวมถึงฟอนต์ที่ต้องการใช้
แต่ถ้าคุณยังไม่มั่นใจ หรืออยากใช้เทมเพลตสำเร็จรูป ก็สามารถเลือกใช้ซอฟต์แวร์ออกแบบแพ็กเกจแบบสั่งทำที่มีเทมเพลตเตรียมไว้ให้ เช่น Pacdora
ซอฟต์แวร์ออกแบบบรรจุภัณฑ์ของ Pacdora มอบเครื่องมือให้คุณปรับแต่งบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมที่สุด
ระหว่างขั้นตอนการออกแบบ อย่าลืมคำนึงถึงต้นทุนของแพ็กเกจแต่ละประเภทที่คุณเลือกใช้ด้วย
ต้นทุนการออกแบบแพ็กเกจสินค้าของคุณจะขึ้นอยู่กับปัจจัยเหล่านี้
- ประเภทของวัสดุที่เลือกใช้ จะใช้พลาสติก กระดาษแข็ง หรือกระดาษลูกฟูก
- ขนาดของแพ็กเกจ ยิ่งใช้วัสดุมาก ต้นทุนก็ยิ่งสูงขึ้น
- รูปแบบแพ็กเกจที่เลือก เป็นกล่องฝาแยก กล่องสองช่อง ทรงกระบอกอะลูมิเนียม หรือกล่องที่มีแถบปิดหนึ่งจุดหรือหลายจุด
- ขนาดของโลโก้หรืออาร์ตเวิร์ก ในการผลิตแพ็กเกจ ผู้ผลิตมักคิดค่าใช้จ่ายตามขนาดของงานออกแบบที่พิมพ์ลงบนแพ็กเกจ
- ตำแหน่งที่วางโลโก้หรืออาร์ตเวิร์ก จะวางเฉพาะด้านหน้ากล่อง เพิ่มข้อความเล็กๆ ด้านในฝา หรือพิมพ์ล้อมรอบทั้งแพ็กเกจ
💡สิ่งที่ควรทำ: กล้าคิด กล้าทำ และปล่อยความสร้างสรรค์ให้เต็มที่ นี่คือจุดที่คุณจะใส่ “ว้าวแฟกเตอร์” เพื่อสร้างความประทับใจและความสุขให้ลูกค้า การออกแบบที่ดีควรใช้งานได้จริงและสะดุดตาไปพร้อมกัน และคุณยังสามารถทำงานร่วมกับนักออกแบบแพ็กเกจมืออาชีพเพื่อให้ได้ผลงานขั้นสุดท้ายที่ลงตัวที่สุด
5. เตรียมไฟล์ก่อนพิมพ์และพิมพ์แพ็กเกจ
ขั้นตอน Pre-press คือช่วงที่คุณสรุปงานอาร์ตเวิร์กของแพ็กเกจและกำหนดสีที่ต้องการให้โรงพิมพ์ใช้จริง รวมถึงตรวจสอบว่าสเปกต่างๆ เป็นไปตามข้อกำหนดของโรงพิมพ์หรือไม่ เช่น ถ้าโรงพิมพ์ระบุว่าต้องส่งไฟล์เป็น .psd หรือ .jpeg คุณก็จำเป็นต้องเตรียมไฟล์ในรูปแบบนั้นให้ครบถ้วน
ถ้าเป็นไปได้ ควรขอพิมพ์ตัวอย่างทดลองเพื่อดูว่าสีที่เลือกไว้ดูเป็นอย่างไรบนแพ็กเกจจริง เพราะสีที่เห็นบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ บางครั้งอาจดูแตกต่างไปมากเมื่อพิมพ์ลงบนวัสดุแพ็กเกจแต่ละประเภท
บรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์ของ Minor Figures สำหรับกระป๋องกาแฟของพวกเขา (ที่มา: Greatergood)
💡สิ่งที่ควรทำ: ขอโมเดลหรือตัวอย่างแพ็กเกจมาถือและสัมผัสด้วยตัวเอง เพื่อดูว่าลูกค้าจะได้ประสบการณ์แบบไหนเมื่อได้รับแพ็กเกจของคุณ
6. ทดสอบแพ็กเกจ
ลองแพ็กสินค้าของคุณหนึ่งชิ้นด้วยแนวคิดและวัสดุแพ็กเกจใหม่ แล้วโยน ขยับ เขย่า เพื่อจำลองขั้นตอนการขนส่งจริง ทำให้หนักมือได้เลย เพราะระหว่างการจัดส่ง สินค้ามักต้องเจอสภาพที่สมบุกสมบันกว่าที่คิด
การทดสอบความแข็งแรงของแพ็กเกจในขั้นตอนนี้จะช่วยให้คุณเห็นปัญหาที่อาจเกิดขึ้น และปรับแก้ได้ทันก่อนใช้งานจริง ถ้าพบว่าสินค้าเสียหายง่าย ก็ถึงเวลาต้องกลับไปปรับวัสดุหรือโครงสร้างแพ็กเกจใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงรีวิวแย่ๆ ในอนาคต
หลังจากทดสอบความทนทานแล้ว อย่าลืมทดสอบเรื่องการเปิดใช้งานด้วย ถ้าลูกค้าต้องใช้ทั้งค้อนและไฟเชื่อมกว่าจะเปิดกล่องได้ โอกาสที่เขาจะกลับมาซื้อซ้ำก็คงไม่สูงนัก
สุดท้าย ลองขอความคิดเห็นเกี่ยวกับงานออกแบบแพ็กเกจจากคนอื่นๆ คุณอาจใช้โพลบนโซเชียลมีเดีย หรือให้เพื่อนหรือคนในครอบครัวช่วยจำลองการทำวิดีโอแกะกล่อง เพื่อดูว่าส่วนไหนของแพ็กเกจที่เขาชอบ หรือส่วนไหนที่ใช้งานยาก
แทนที่จะถามแค่ว่าชอบหรือไม่ชอบ ลองถามคำถามที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น
- จากดีไซน์นี้ คุณคิดว่าข้างในเป็นสินค้าประเภทไหน
- ถ้าคุณเห็นแพ็กเกจนี้อยู่ในตู้จดหมาย มันทำให้คุณยิ้มหรืออยากเปิดดูไหม
ยิ่งคุณได้ข้อมูลมากเท่าไร ก็ยิ่งตัดสินใจได้แม่นยำขึ้นเท่านั้น
💡สิ่งที่ควรทำ: เก็บข้อมูลให้ได้มากที่สุดเกี่ยวกับประสิทธิภาพของแพ็กเกจก่อนตัดสินใจใช้ดีไซน์สุดท้าย
ตัวอย่างงานออกแบบแพ็กเกจสินค้า
Grind
แพ็กเกจของ Grind ถือเป็นตัวอย่างชั้นยอดของความสม่ำเสมอของแบรนด์ แบรนด์นี้โดดเด่นด้วยโทนสีชมพูอ่อนที่ใช้ทั้งบนเว็บไซต์และในร้านค้าปลีก และแพ็กเกจกาแฟแคปซูลก็ถ่ายทอดเอกลักษณ์นั้นออกมาได้ชัดเจน ทำให้จดจำสินค้าได้ทันที
Grind ยังจัดวางข้อมูลสำคัญบนแพ็กเกจได้อย่างพอดี คุณจะเห็นโลโก้ของแบรนด์และคำอธิบายว่าสินค้าภายในคืออะไร พร้อมกราฟิกเล็กๆ ที่สื่อว่าแคปซูลกาแฟใช้กับเครื่อง Nespresso ได้ สามารถย่อยสลายได้เองที่บ้าน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
การออกแบบบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์สำหรับกาแฟพ็อดรสชาติของ Grind (ที่มา: Grind)
Olipop
ถ้าคุณวางขายสินค้าในร้านค้าปลีกหรือผ่านผู้ค้าส่ง การใช้สีสันสดใสจะช่วยให้สินค้าของคุณโดดเด่นขึ้นมาจากคู่แข่งที่มักวางอยู่ข้างๆ กัน แต่ความท้าทายก็เกิดขึ้นได้ ถ้าแนวทางการสร้างแบรนด์ของคุณจำกัดการใช้สีไว้เพียงไม่กี่เฉด
Olipop แก้ปัญหานี้ได้อย่างชาญฉลาดด้วยการเลือกใช้เฉดสีต่างๆ ภายในโทนสีเดียวกันในการออกแบบแพ็กเกจสินค้า เครื่องดื่มของแบรนด์จึงดูสะดุดตาจากพื้นหลังสีหม่นที่ตัดกับภาพประกอบที่โดดเด่น พร้อมสื่อสารจุดเด่นของสินค้าได้ชัดเจนว่าเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยดูแลระบบย่อยอาหารและเสริมภูมิคุ้มกัน
Wild
แพ็กเกจที่ดีไม่ได้มีแค่ความสวยงามเท่านั้น แต่ต้องใช้งานได้ดีด้วย ตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายของ Wild ที่เลือกใช้แพ็กเกจแบบนำกลับมาใช้ซ้ำได้ ซึ่งบนเว็บไซต์ของแบรนด์ระบุว่าเป็นมิตรต่อโลก เพราะตัวปลอกทำจากอะลูมิเนียม
ลูกค้ายังสามารถปรับแต่งรูปลักษณ์ของสินค้าได้เอง ด้วยการเลือกเคสในแบบที่ชอบ ความเป็นส่วนตัวในลักษณะนี้ช่วยสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของให้กับลูกค้า และเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมความภักดีต่อแบรนด์
สิ่งที่โดดเด่นเป็นพิเศษของการออกแบบนี้คือ การกระตุ้นให้เกิดการซื้อซ้ำ เมื่อผู้บริโภคมีเคสอยู่แล้ว การสั่งซื้อครั้งถัดไปก็จะมีต้นทุนที่ถูกลง
Wild ให้ลูกค้าสามารถเลือกสีเคสอะลูมิเนียมเองได้ (ที่มา: Wild)
อัตลักษณ์ของแบรนด์กับแพ็กเกจ
การวางโลโก้และความโดดเด่นในการมองเห็น
แพ็กเกจสินค้าเป็นพื้นที่สำคัญในการแสดงตัวตนของแบรนด์ เมื่อสินค้ามีคุณภาพและฟังก์ชันใกล้เคียงกัน ผู้บริโภคมักเลือกแบรนด์ที่คุ้นเคยและเชื่อถือได้ การใส่โลโก้ลงบนแพ็กเกจจึงช่วยเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าเลือกคุณ
อย่างไรก็ตาม ต้องหาจุดสมดุลระหว่างการทำให้โลโก้มองเห็นได้ชัด กับการไม่ดึงความสนใจมากเกินไป สินค้าควรเป็นพระเอกของแพ็กเกจ เพราะนั่นคือสิ่งที่คุณขาย ลองปรับตำแหน่งและขนาดของโลโก้จนกว่าจะได้ความพอดี
ตัวอักษรและฟอนต์
การสร้างแบรนด์คือการทำให้อัตลักษณ์ทางภาพโดดเด่น ซึ่งต้องอาศัยความสม่ำเสมอของฟอนต์ สี และรูปแบบตัวอักษรที่ใช้ในการออกแบบแพ็กเกจ
ฟอนต์ควรอ่านง่ายและชัดเจนแม้มองจากระยะไกล ต่อให้สินค้าไม่ได้วางอยู่บนชั้นเดียวกับคู่แข่ง แพ็กเกจก็ยังมีโอกาสถูกมองเห็นโดยคนอื่นๆ เช่นเดียวกับกรณีของ Olipop ที่การใช้ตัวอักษรชัดเจนบนบรรจุภัณฑ์ ช่วยให้คนรอบข้างรู้ว่าลูกค้ากำลังดื่มอะไร และกระตุ้นให้คนอื่นอยากลองตามด้วย
บรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์ของ Olipop แสดงให้เห็นว่าลูกค้ากำลังดื่มอะไร (ที่มา: OLIPOP)
รูปทรงและโครงสร้างของแพ็กเกจ
ระหว่างกระบวนการออกแบบแพ็กเกจ ควรคำนึงถึงขนาดของแพ็กเกจหรือกล่องจัดส่งไปพร้อมกัน การเลือกแพ็กเกจที่มีขนาดใหญ่ขึ้นอาจช่วยเพิ่มพื้นที่ในการออกแบบและสื่อสารแบรนด์ได้มากขึ้นก็จริง แต่ก็อาจทำให้คุณต้องเสียค่าจัดส่งเพิ่มอีกกล่องละ 10 บาท จากการใช้กล่องแบบสั่งทำพิเศษ สินค้าที่เคยดูทำกำไรได้ดีอาจไม่คุ้มค่าอย่างที่คิดตั้งแต่แรก
เคล็ดลับการออกแบบแพ็กเกจ
ด้วยเคล็ดลับง่ายๆ เหล่านี้ คุณสามารถสร้างแพ็กเกจที่ทั้งสะดุดตาและใช้งานได้จริง ลองนำไปใช้กับการออกแบบแพ็กเกจสินค้าชิ้นถัดไป แล้วคุณจะได้แพ็กเกจที่ลูกค้าชื่นชอบอย่างแน่นอน
1. เรียบง่ายเข้าไว้
ในการออกแบบแพ็กเกจสินค้า ความเรียบง่ายมักให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า คุณควรทำให้แพ็กเกจดูโดดเด่นและเข้าใจได้ทันที โดยไม่ดูรกหรือซับซ้อนเกินไป ใช้เส้นสายที่สะอาดตาและกราฟิกเท่าที่จำเป็น พร้อมสื่อสารให้ชัดว่าสินค้านี้คืออะไรและใช้งานอย่างไร
2. เปิดใช้งานได้ง่าย
แพ็กเกจควรเปิดและใช้งานได้ง่าย โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษหรือออกแรงมากเกินไป ไม่มีใครอยากเสียเวลากับกล่องสวยๆ ที่เปิดยาก หรือเผลอทำสินค้าเสียหายเพราะแกะลำบาก ระหว่างออกแบบแพ็กเกจ อย่าลืมคิดถึงประสบการณ์ของลูกค้า และตรวจสอบให้แน่ใจว่ากลุ่มเป้าหมายสามารถเปิดได้อย่างสะดวก
3. ใช้วัสดุคุณภาพสูง
วัสดุที่ใช้มีความสำคัญไม่แพ้ดีไซน์ แพ็กเกจที่ดีควรทำจากวัสดุคุณภาพสูง ที่ช่วยปกป้องสินค้าและขนส่งได้อย่างปลอดภัย เลือกวัสดุที่แข็งแรง ทนทาน และไม่เสื่อมสภาพง่าย เพื่อให้สินค้าถึงมือลูกค้าในสภาพสมบูรณ์
4. คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม
ผู้บริโภคจำนวนมากให้ความสำคัญกับแพ็กเกจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การออกแบบแพ็กเกจจึงควรคำนึงถึงความยั่งยืน เลือกใช้วัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้เมื่อเป็นไปได้ และหลีกเลี่ยงการใช้แพ็กเกจเกินความจำเป็น ที่สุดท้ายจะกลายเป็นขยะ
5. ทดสอบแพ็กเกจ
ก่อนวางจำหน่ายสินค้า อย่าลืมทดสอบแพ็กเกจให้พร้อมใช้งานจริง ตรวจสอบว่ากล่องหรือแพ็กเกจสามารถทนต่อการขนส่งและการจัดการต่างๆ ได้ดี และสามารถปกป้องสินค้าไม่ให้เสียหายระหว่างทาง
ออกแบบแพ็กเกจให้โดดเด่นกว่าคู่แข่ง
คุณมีสินค้าที่ดีและแบรนด์ที่พร้อมออกสู่สายตาลูกค้าแล้ว แพ็กเกจที่คุณเลือกใช้คือภาพแทนของธุรกิจออนไลน์ในโลกออฟไลน์ ดังนั้นจึงต้องคำนึงถึงทั้งเรื่องการใช้งานจริงและความสวยงามของการออกแบบแพ็กเกจไปพร้อมกัน
แม้กระบวนการนี้อาจดูท้าทายในตอนแรก แต่ถ้าคุณทำตามขั้นตอนพื้นฐานที่กล่าวมา ก็สามารถสร้างแพ็กเกจที่ดีได้ไม่ยาก ถ้าทำงานกันภายในทีม คุณอาจขอความช่วยเหลือเพิ่มเติมจากเอเจนซีหรือฟรีแลนซ์ด้านการออกแบบได้เช่นกัน และอย่าลืมเปิดใจปรับเปลี่ยนแพ็กเกจเมื่อเจอทางเลือกที่ดีกว่า ทั้งในแง่วัสดุ ซัพพลายเออร์ และการพัฒนาของตัวสินค้าเอง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการออกแบบแพ็กเกจ
ซอฟต์แวร์ใดเหมาะที่สุดสำหรับการออกแบบแพ็กเกจ
- Canva
- Adobe Illustrator
- Adobe Photoshop
- Pacdora
จะทำให้บรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์ขโดดเด่นได้อย่างไร?
- เลือกใช้สีสันสดใสหรือสีที่ชัดเจนและสอดคล้องกับแบรนด์
- สื่อสารจุดเด่นหรือประโยชน์ของสินค้าให้ชัดเจน
- ใช้กราฟิกหรือภาพประกอบช่วยเล่าเรื่อง
- ทดลองรูปทรงแพ็กเกจที่แตกต่าง
- แสดงให้เห็นว่าแพ็กเกจสามารถรีไซเคิลได้
- ใช้ตัวอักษรที่อ่านง่าย ชัดเจน
- ใส่โลโก้แบรนด์ให้เห็นอย่างเหมาะสม
วัสดุทำแพ็กเกจมีทั้งหมดกี่ประเภท
- กล่องกระดาษแข็ง
- กล่องลูกฟูก
- กล่องพลาสติกพิมพ์ลาย
- กล่องแข็ง
- กล่องชิปบอร์ด
- ถุงพลาสติก
- ถุงซีลฟอยล์
ทำไมต้องออกแบบแพ็กเกจ
การออกแบบแพ็กเกจมีหน้าที่หลักในการบรรจุ ขนส่ง และจัดเก็บสินค้า ขณะเดียวกัน แพ็กเกจที่ดีควรดึงดูดใจลูกค้าและสื่อถึงตัวตนของแบรนด์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยให้สินค้าของคุณโดดเด่นกว่าคู่แข่ง
ขั้นตอนการทำแพ็กเกจสินค้า มีอะไรบ้าง
- ระบุกลุ่มลูกค้าให้ชัดเจน
- ศึกษาคู่แข่งในตลาด
- กำหนดความต้องการของสินค้า
- สร้างแนวคิดการออกแบบแพ็กเกจ
- เตรียมงานก่อนพิมพ์และพิมพ์แพ็กเกจ
- ทดสอบแพ็กเกจก่อนใช้งานจริง


