ปี ค.ศ. 1960 คู่สามีภรรยาคู่หนึ่งเดินเข้าไปในร้านขายเฟอร์นิเจอร์ใกล้บ้าน เลือกซื้อชุดห้องนั่งเล่นครบชุดจากหน้าร้าน แล้วนำกลับไปใช้ในบ้านอย่างภาคภูมิใจ ยี่สิบห้าปีต่อมา เฟอร์นิเจอร์ชุดเดียวกันนั้นถูกส่งต่อให้ลูกๆ ของพวกเขา เป็นของขวัญชิ้นแรกสำหรับบ้านหลังแรกในชีวิต ในยุคนั้น ตัวเลือกมีเพียงสองทางเท่านั้น: ไปเลือกซื้อที่ร้านจริง หรือรับของใช้ต่อจากคนในครอบครัว
ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา เทคโนโลยีได้เข้ามาเปลี่ยนโฉมประสบการณ์การช้อปปิ้ง แบรนด์ต่างๆ สามารถถ่ายทอดบรรยากาศการเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์หน้าร้านสู่โลกขายเฟอร์นิเจอร์ออนไลน์ได้อย่าลงตัว เปิดประตูให้ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์หน้าใหม่เกิดขึ้นมากมาย พร้อมมอบทางเลือกให้ผู้บริโภคมากกว่าที่เคย และตลาดก็ยังเปิดกว้างสำหรับผู้ที่อยากเริ่มต้นธุรกิจเฟอร์นิเจอร์แบบขายตรงถึงผู้บริโภค โดยไม่จำเป็นต้องมีโชว์รูม
ต่อไปนี้คือมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญในวงการเฟอร์นิเจอร์ ที่จะพาคุณไปรู้จักวิธีขายเฟอร์นิเจอร์ออนไลน์ ตั้งแต่การจัดหาสินค้า การบริหารสต็อก ไปจนถึงการทำการตลาดให้แบรนด์ ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ผลิตเองหรือรับมาจำหน่ายต่อ คู่มือนี้จะช่วยเปลี่ยนไอเดียธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ของคุณ ให้กลายเป็นความจริง ด้วยการสร้างร้านเฟอร์นิเจอร์ออนไลน์ของคุณเอง
วิธีขายเฟอร์นิเจอร์ออนไลน์ใน 14 ขั้นตอน
- เลือกโมเดลธุรกิจของคุณ
- วางแผนเงินทุนสำหรับธุรกิจเฟอร์นิเจอร์
- จัดการเรื่องกฎหมายให้ถูกต้อง
- เปิดบัญชีธนาคารสำหรับธุรกิจ
- สร้างแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ของคุณ
- จัดหาแหล่งผลิตหรือแหล่งสินค้า (สำหรับนักออกแบบและผู้ค้าปลีก)
- เตรียมเวิร์กช็อปหรือพื้นที่ผลิต (สำหรับผู้ผลิตเอง)
- บริหารสต็อกและพื้นที่จัดเก็บสินค้า
- เรียนรู้การถ่ายภาพเฟอร์นิเจอร์และของตุงแต่งบ้าน
- เปิดร้านขายเฟอร์นิเจอร์ออนไลน์ของคุณ
- ขยายช่องทางการขาย
- ทำการตลาดให้ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์
- จัดการระบบขนส่ง การคืนสินค้า และบริการลูกค้า
- ทำประกันธุรกิจ
ตลาดเฟอร์นิเจอร์เต็มไปด้วยการแข่งขัน โดยเฉพาะเมื่อมีแบรนด์เชนระดับโลกที่เน้นราคาจับต้องได้เข้ามาครองส่วนแบ่งจำนวนมาก นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการสร้างความแตกต่าง การค้นหาจุดขายที่ไม่เหมือนใคร และการสร้างแบรนด์ที่น่าจดจำจึงเป็นสิ่งสำคัญ
มาเริ่มต้นก้าวแรกของการเปิดตัวแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ของคุณ และเดินทางสู่การทำธุรกิจออนไลน์ไปด้วยกัน
1. เลือกโมเดลธุรกิจของคุณ

การเริ่มต้นธุรกิจเฟอร์นิเจอร์และการขายของแต่งบ้านนั้นมีได้หลากหลายเส้นทาง ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ รูปแบบที่คุณเลือกควรสอดคล้องกับทักษะ งบประมาณเริ่มต้น และพื้นที่จัดเก็บสินค้าที่คุณมี ตั้งแต่การลงมือทำเฟอร์นิเจอร์ด้วยตัวเอง ไปจนถึงการจัดการดรอปชิปปิ้งที่แทบไม่ต้องลงทุนล่วงหน้ามากนัก ก่อนจะลงลึกในแผนธุรกิจ เรามาทำความรู้จักโมเดลธุรกิจต่างๆ ที่เหมาะกับผู้ขายเฟอร์นิเจอร์กันก่อน
ช่างทำเฟอร์นิเจอร์
ธุรกิจประเภทนี้เกี่ยวข้องกับการออกแบบและสร้างเฟอร์นิเจอร์ด้วยมือในโรงงานของคุณเอง คุณอาจเลือกที่จะสร้างและขายสไตล์จำนวนจำกัดโดยการเก็บสต็อกไว้ หรือใช้โมเดลสั่งทำตามออเดอร์ หรือคุณอาจเสนอบริการแบบกำหนดเองที่ให้ลูกค้าขอขนาดและคุณสมบัติเฉพาะได้ ธุรกิจช่างทำเฟอร์นิเจอร์ต้องการให้คุณมีทักษะเทคนิค เครื่องมือเฉพาะทาง และพื้นที่โรงงานเฉพาะ
นักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ (ทำงานร่วมกับผู้ผลิต)
รูปแบบนี้คือการออกแบบและสร้างเฟอร์นิเจอร์ด้วยมือของคุณเองในเวิร์กช็อป อาจเลือกผู้ผลิตให้ผลิตสินค้าจำนวนจำกัดและเก็บสต็อกไว้ หรือใช้ระบบสั่งทำตามออเดอร์ก็ได้ นอกจากนี้ยังสามารถเปิดบริการสั่งทำพิเศษ ให้ลูกค้ากำหนดขนาด รายละเอียด และฟังก์ชันที่ต้องการได้ ธุรกิจลักษณะนี้ต้องอาศัยทักษะเชิงเทคนิค เครื่องมือเฉพาะทาง และพื้นที่ทำงานที่พร้อมรองรับ
นักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ (ทำงานร่วมกับโรงงานผู้ผลิต)
หากคุณรักการออกแบบแต่ไม่จำเป็นต้องลงมือผลิตเอง คุณสามารถทำหน้าที่เป็นผู้ออกแบบ และร่วมงานกับช่างหรือโรงงานให้ผลิตผลงานตามแบบของคุณได้ โมเดลนี้ต้องมีทักษะการเขียนแบบ ความเข้าใจเรื่องวัสดุและโครงสร้าง เพื่อสื่อสารแนวคิดกับโรงงานได้อย่างแม่นยำ
ผู้คัดสรรและผู้ค้าปลีก
โมเดลนี้คือการคัดเลือกเฟอร์นิเจอร์จากหลายแบรนด์หรือหลายช่างฝีมือ มารวมเป็นคอลเลกชันที่มีเอกลักษณ์ในแบบของคุณเอง แม้คุณจะไม่ได้ออกแบบหรือผลิตสินค้าโดยตรง แต่ความคิดสร้างสรรค์ยังคงสำคัญ ทั้งในแง่การสร้างแบรนด์ การเล่าเรื่องผ่านภาพถ่าย และการออกแบบประสบการณ์ลูกค้า คุณจะซื้อสินค้าในราคาขายส่งและจัดส่งให้ลูกค้าโดยตรง ความเข้าใจเทรนด์ในวงการเฟอร์นิเจอร์จึงเป็นกุญแจสำคัญของความสำเร็จ
Goodee ที่ทำหน้าที่ทั้งนักออกแบบและผู้คัดสรร ผสมผสานสินค้าภายใต้แบรนด์ของตนเองเข้ากับผลงานจากช่างฝีมือทั่วโลก
ดรอปชิปเปอร์
วิธีนี้คล้ายกับโมเดลผู้ค้าปลีก แต่เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่สะดวกเก็บสต็อกหรือจัดส่งสินค้าเอง ระบบดรอปชิปปิ้งช่วยให้คุณเริ่มขายเฟอร์นิเจอร์ได้โดยไม่ต้องบริหารคลังสินค้า หรือจัดการโลจิสติกส์ด้วยตัวเอง
ปัจจุบันมีแพลตฟอร์มดรอปชิปปิ้งหลายแห่งที่ช่วยให้การจัดหาสินค้าเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านเป็นเรื่องง่าย เช่น Shopify Collective ที่เชื่อมต่อคุณกับแบรนด์เฟอร์นิเจอร์บน Shopify หรือแอปอย่าง Syncee ที่รวมซัพพลายเออร์จากทั่วโลก แพลตฟอร์มเหล่านี้ช่วยจัดการสต็อกและส่งต่อออเดอร์ให้โดยอัตโนมัติ คุณจึงโฟกัสกับการตลาดและการดูแลลูกค้าได้เต็มที่
เมื่อเลือกซัพพลายเออร์ ควรให้ความสำคัญกับผู้ที่มีคลังสินค้าอยู่ในตลาดเป้าหมายของคุณ เพราะเฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่มักมีขนาดใหญ่และน้ำหนักมาก การทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ดรอปชิปปิ้งในประเทศจะช่วยลดเวลาขนส่ง ลดต้นทุน และยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าได้อย่างชัดเจน
ผู้ค้าขายเฟอร์นิเจอร์วินเทจ
นี่คืออีกหนึ่งรูปแบบของธุรกิจสายคัดสรรและค้าปลีก แต่โฟกัสเฉพาะเฟอร์นิเจอร์วินเทจหรือของเก่าชิ้นเดียวในโลก เราแยกหมวดนี้ออกมาเป็นพิเศษ เพราะวิธีการจัดหาสินค้ามีความเฉพาะตัวสูง คุณจำเป็นต้องมีความรู้ในตลาดวินเทจ เพื่อแยกให้ออกว่าชิ้นไหนมีมูลค่าในการขายต่อ และชิ้นไหนกำลังเป็นที่ต้องการ นอกจากนี้ ทักษะด้านการซ่อมแซมเฟอร์นิเจอร์ก็เป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะช่วยคืนชีวิตใหม่ให้กับของเก่าที่ค้นพบมาได้อย่างงดงาม
โดยทั่วไป ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์วินเทจและของโบราณมักต้องใช้พื้นที่จำนวนมากสำหรับเก็บสต็อก เว้นแต่คุณจะเลือกใช้โมเดลฝากขายเพื่อลดภาระด้านพื้นที่
💡เคล็ดลับ: ผู้ค้าขายวินเทจจำนวนมากเริ่มต้นจากการค้นหาและขายต่อเฟอร์นิเจอร์มือสองผ่านมาร์เก็ตเพลสออนไลน์ หรือแม้แต่เว็บไซต์ซื้อ-ขายในชุมชนท้องถิ่น วิธีนี้เป็นสนามทดลองชั้นดี ให้คุณได้ลองจับตลาดและสร้างรายได้เสริม ก่อนจะขยับขยายสู่ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์เต็มตัว
2. วางแผนเงินทุนสำหรับธุรกิจเฟอร์นิเจอร์
คำถามยอดฮิตคือ “ต้องใช้เงินเท่าไหร่ถึงจะเริ่มขายเฟอร์นิเจอร์ออนไลน์ได้?” คำตอบขึ้นอยู่กับรูปแบบธุรกิจที่คุณเลือก
⬇️ งบเริ่มต้นต่ำ: คุณอาจเริ่มต้นได้ด้วยเงินเพียงไม่กี่ร้อยดอลลาร์ หากเลือกทำดรอปชิปปิ้ง เพราะไม่จำเป็นต้องสต็อกสินค้า ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์สั่งทำก็มีต้นทุนเริ่มต้นไม่สูงนักเช่นกันโดยเฉพาะหากคุณมีเวิร์กช็อปเป็นงานอดิเรกอยู่แล้ว โมเดลนี้ช่วยให้คุณซื้อวัสดุเท่าที่จำเป็นในแต่ละออเดอร์ จึงไม่ต้องลงทุนล่วงหน้ามาก
⬆️ งบเริ่มต้นสูง: หากคุณยังไม่มีเครื่องมือและอุปกรณ์สำหรับการผลิตเฟอร์นิเจอร์ การตั้งเวิร์กช็อปอาจต้องใช้งบตั้งแต่หลักหมื่นดอลลาร์ขึ้นไป อย่าลืมคำนึงถึงค่าเช่าพื้นที่ (ถ้ามี) ค่าสาธารณูปโภค และอุปกรณ์ความปลอดภัย เช่น ระบบระบายอากาศที่เหมาะสม สำหรับธุรกิจซื้อมา-ขายต่อ ต้นทุนก็อาจสูงไม่แพ้กัน เนื่องจากต้องลงทุนซื้อและเก็บสต็อกสินค้าไว้ล่วงหน้า
คุณสามารถเริ่มต้นธุรกิจขายเฟอร์นิเจอร์ออนไลน์จากที่บ้านได้ หากมีพื้นที่เก็บของที่เหมาะสม เช่น ห้องใต้ดิน หรือโรงรถที่ควบคุมอุณหภูมิได้ และเมื่อถึงเวลาขยายกิจการไปยังพื้นที่เฉพาะทาง หรือทำงานร่วมกับคลังสินค้า ควรวางแผนและประเมินต้นทุนล่วงหน้าให้รอบคอบ
ตัวเลือกด้านเงินทุนสำหรับผู้ขายเฟอร์นิเจอร์ออนไลน์
เช่นเดียวกับธุรกิจขนาดเล็กทั่วไป คุณมีทางเลือกด้านเงินทุนหลายรูปแบบ หากไม่ต้องการเริ่มจากการใช้เงินตัวเองทั้งหมด คุณอาจมองหาแหล่งเงินทุนภายนอก การระดมทุนแบบคราวด์ฟันดิงเป็นตัวเลือกยอดนิยม เพราะเปิดโอกาสให้คุณเปิดตัวแบรนด์ล่วงหน้า พร้อมรับการสนับสนุนจากลูกค้าในอนาคต
นอกจากนี้ ยังมีสินเชื่อธนาคาร เงินทุนสนับสนุนสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก และกองทุนร่วมลงทุน แผนธุรกิจที่ชัดเจนและแข็งแกร่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการได้รับเงินทุนจากนักลงทุน
3. จัดการเรื่องกฎหมายให้ถูกต้อง
ขั้นตอนถัดไปคือการดูแลเรื่องกฎหมายให้ครบถ้วน เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับหรือปัญหาที่อาจตามมาในอนาคต
- เลือกโครงสร้างบริษัท ตัดสินใจว่าธุรกิจร้านเฟอร์นิเจอร์ของคุณจะจดทะเบียนในรูปแบบใด เช่น บริษัทไม่จำกัด บริษัทจำกัด หรือธุรกิจเจ้าของคนเดียว รูปแบบบริษัทจำกัด เป็นที่นิยมเพราะช่วยคุ้มครองทรัพย์สินส่วนตัวจากความเสี่ยงทางธุรกิจ ค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนจะแตกต่างกันไปตามพื้นที่
- ขอหมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษี หมายเลขนี้ออกโดยกรมสรรพากร ใช้สำหรับระบุตัวตนของธุรกิจในด้านภาษี
- ขอใบอนุญาตและใบอนุญาตประกอบกิจการที่จำเป็น ติดต่อขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจในเขตที่คุณตั้งอยู่ และตรวจสอบเอกสารอื่นๆ ที่อาจจำเป็น เช่น ใบอนุญาตผู้ขาย ใบอนุญาตผังเมือง หรือใบอนุญาตด้านสิ่งแวดล้อม
เส้นทางด้านกฎหมายอาจซับซ้อนและเต็มไปด้วยรายละเอียด การปรึกษาทนายความด้านธุรกิจจะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าทุกขั้นตอนถูกต้อง ครบถ้วน และพร้อมเดินหน้าธุรกิจอย่างราบรื่น
4. เปิดบัญชีธนาคารสำหรับธุรกิจ
เมื่อคุณกำหนดโครงสร้างธุรกิจเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการเปิดบัญชีธนาคารในนามธุรกิจ การแยกบัญชีส่วนตัวออกจากบัญชีธุรกิจไม่เพียงช่วยให้การจัดการการเงินเป็นระบบมากขึ้น แต่ยังช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในสายตาลูกค้าและซัพพลายเออร์อีกด้วย
5. สร้างแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ของคุณ
Richmond Lam/Goodee
การนิยามแบรนด์ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นเป็นสิ่งสำคัญมาก การตอบคำถามพื้นฐานไม่กี่ข้อจะช่วยให้คุณเล่าเรื่องราวของแบรนด์ได้ชัดเจน กำหนดภาพลักษณ์ทางสายตา ถ่ายทอดพันธกิจของแบรนด์ และมองเห็นภาพของลูกค้าในอุดมคติได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
เมื่อคุณตัดสินใจแล้วว่าจะผลิตเองหรือรับมาจำหน่าย ขั้นต่อไปคือการเลือกนิชให้กับธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ของคุณ คุณจะโฟกัสที่สินค้าประเภทเดียว เช่น โซฟา แล้วทำให้ดีที่สุดในหมวดนั้นหรือไม่? จะเกาะกระแสเทรนด์มาแรง หรือเน้นเฟอร์นิเจอร์มินิมอลคุณภาพสูงสำหรับพื้นที่ขนาดเล็ก? หรือจะตอบโจทย์คนทำงานที่บ้านด้วยเฟอร์นิเจอร์สำนักงานดีไซน์เฉพาะตัว?
ลองพิจารณามิติเหล่านี้เมื่อนิยามแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ของคุณ
- หมวดหมู่/การใช้งาน: เฟอร์นิเจอร์สำนักงาน พื้นที่เอาต์ดอร์ ของตกแต่งบ้าน
- ผลิตภัณฑ์: โซฟาเบด โต๊ะอาหาร เฟอร์นิเจอร์สำหรับเด็ก
- สไตล์: มิดเซนจูรีโมเดิร์น มินิมอล รัสติก
- กลุ่มลูกค้า: นักศึกษา ผู้อยู่อาศัยในคอนโด เจ้าของบ้านพักตากอากาศ
- นิช: เฟอร์นิเจอร์อัจฉริยะ เฟอร์นิเจอร์โมดูลาร์ เฟอร์นิเจอร์จากวัสดุรีไซเคิล
- คุณค่า: แฟร์เทรด งานแฮนด์เมดท้องถิ่น ความยั่งยืน
- ระดับราคา: ราคาจับต้องได้/ขายปริมาณมาก หรือระดับพรีเมียม/สั่งทำเฉพาะ
เมื่อ Chris Hughes เปิดตัวแบรนด์ Timberware โลกของงานไม้ดูเหมือนไม่มีขีดจำกัด “ตอนนั้นเรายังหานิชของตัวเองไม่เจอ ก็เลยลองทำทุกอย่างไปก่อน” เขากล่าว Chris พบว่างานแสดงสินค้ามีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เขาโฟกัสทิศทางได้ชัดขึ้น แม้การขนย้ายเฟอร์นิเจอร์หนักๆ ไปกลับจะไม่ง่าย แต่ประสบการณ์นั้นช่วยให้เขาเข้าใจตลาด และค้นพบตัวตนของแบรนด์ในที่สุด
กระบวนการสร้างแบรนด์ควรเริ่มจากการทำวิจัยตลาด โดยพิจารณา:
- โปรไฟล์ลูกค้าเป้าหมาย ลูกค้าของคุณซื้อของจากที่ไหน ใช้โซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มใด
- ตลาดท้องถิ่น หากคุณขายในพื้นที่หรือมีหน้าร้านจริง ควรเข้าใจภาพรวมตลาดเฟอร์นิเจอร์ในย่านนั้น
- คู่แข่ง แบรนด์ของคุณมีอะไรที่แตกต่างและดีกว่าคู่แข่ง จุดขายที่เป็นเอกลักษณ์ที่จะดึงดูดลูกค้าได้
- เทรนด์ เทรนด์การออกแบบเฟอร์นิเจอร์ ไลฟ์สไตล์บ้าน การออกแบบเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ และเทรนด์อื่นๆ ที่อาจส่งผลต่อภาพลักษณ์แบรนด์
เมื่อคุณค้นพบนิชที่ใช่แล้ว ให้เขียนมันออกมาอย่างชัดเจน ระบุว่าคุณนำเสนออะไรให้ตลาด จากนั้นเติมเต็มด้วยพันธกิจ คุณค่าของแบรนด์ และคำมั่นสัญญาที่มีต่อลูกค้า เมื่อคุณมีแนวทางแบรนด์ที่ชัดเจน การออกแบบเว็บไซต์และการคัดเลือกคอลเลกชันก็จะเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด
สำหรับแบรนด์เฟอร์นิเจอร์อย่าง Goodee สำหรับแบรนด์ของแต่งบ้านอย่าง Goodee การวางรากฐานคุณค่าของแบรนด์เติบโตมาจากประสบการณ์เดิมของผู้ก่อตั้ง Byron และ Dexter Peart จากแบรนด์แฟชั่น WANT Les Essentiels “มันคือการหาสมดุลระหว่างสิ่งที่มีความหมาย กับสิ่งที่ผู้คนอยากได้จริงๆ” Byron กล่าว
สองพี่น้องสังเกตว่าผู้บริโภคมักรู้สึกว่าต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง "ความหรูหรา" หรือ "ความยั่งยืน" “เราอยากสร้าง Goodee ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์นั้น” Byron กล่าว แบรนด์จึงยืนจุดยืนอย่างชัดเจนว่า สองสิ่งนี้สามารถไปด้วยกันได้ และด้วยประสบการณ์ด้านธุรกิจและการออกแบบ พวกเขาจึงคัดสรรคอลเลกชันที่สะท้อนคุณค่าเหล่านั้นได้อย่างแท้จริง
6. จัดหาแหล่งผลิตหรือแหล่งสินค้า (สำหรับนักออกแบบและผู้ค้าปลีก)
วิธีการจัดหาซัพพลายเออร์หรือผู้ผลิตจะขึ้นอยู่กับรูปแบบธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ที่คุณเลือก
นักออกแบบ
หากคุณเป็นนักออกแบบที่ไม่ได้ผลิตเฟอร์นิเจอร์เอง การหาผู้ผลิตที่เชื่อถือได้คือหัวใจสำคัญ “ยิ่งคุณใกล้ชิดกับกระบวนการผลิตและซัพพลายเชนมากเท่าไร โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้น ก็ยิ่งง่ายต่อการสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแรงกับผู้ผลิต” Dexter กล่าว
สำหรับมือใหม่ ควรมองหาผู้ผลิตที่เปิดโอกาสให้คุณมีส่วนร่วมและตรวจสอบงานได้อย่างใกล้ชิด และพร้อมทำงานร่วมกับคุณในฐานะพาร์ตเนอร์ ไม่ใช่แค่ผู้รับจ้างผลิต
ผู้ค้าปลีก
หากคุณตั้งใจขายสินค้าของผู้อื่น คุณสามารถเริ่มจากการติดต่อช่างหรือแบรนด์โดยตรง เพื่อสอบถามราคาขายส่งและเงื่อนไขต่างๆ หรือใช้มาร์เก็ตเพลสขายส่งที่รวบรวมผู้ค้าปลีกซึ่งกำลังมองหาพาร์ตเนอร์ร้านค้า
การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ค้าส่งเฟอร์นิเจอร์จะช่วยให้คุณได้สินค้าคุณภาพดีในราคาที่แข่งขันได้ หมั่นสื่อสารและติดตามซัพพลายเออร์อย่างสม่ำเสมอ คุณอาจได้รู้ล่วงหน้าเกี่ยวกับเทรนด์ใหม่ ไลน์สินค้าที่กำลังจะเปิดตัว หรือสินค้าที่ใกล้หมดสต็อก
ข้อดีของการซื้อขายส่งคือช่วยประหยัดต้นทุน มีจุดติดต่อเดียว และมีสินค้าอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การสั่งซื้อแบบขายส่งมักมีจำนวนขั้นต่ำ แต่การสั่งมากขึ้นก็ช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองและกำไรต่อชิ้นได้
ผู้ขายเฟอร์นิเจอร์วินเทจ
ธุรกิจวินเทจต้องอาศัยการตามล่าหาของอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้มีสินค้าใหม่หมุนเวียนอยู่เสมอ แหล่งจัดหาที่ควรลอง ได้แก่:
- การประมูล: สมัครรับแจ้งเตือนงานประมูลในพื้นที่ หรือใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง eBay และ MaxSold
- การขายทรัพย์สิน: แหล่งรวมของวินเทจจำนวนมากในที่เดียว ติดตามข่าวสารจากบริษัทจัดการขายในพื้นที่
- มาร์เก็ตเพลสและประกาศออนไลน์: ช่น Craigslist หรือ Facebook Marketplace รวมถึงประกาศขายของย้ายบ้านหรือขายสวน
- ตลาดนัด: ไปเช้าได้สิทธิ์เลือกก่อน ไปเย็นอาจได้ราคาดี โดยเฉพาะช่วงท้ายฤดูกาล
- นักสะสม: นักสะสมส่วนตัวบางรายอาจสนใจระบายคอลเลกชัน และมักเป็นคอนเนกชันที่คุณจะพบเมื่ออยู่ในวงการวินเทจสักพัก
ดรอปชิปเปอร์
ผู้ทำดรอปชิปปิ้งเฟอร์นิเจอร์มีทางเลือกมากกว่าซัพพลายเออร์ดรอปชิปปิ้งทั่วไป Shopify Collective เปิดโอกาสให้เข้าถึงสินค้าเฟอร์นิเจอร์จากแบรนด์บน Shopify ส่วน Syncee เชื่อมต่อกับแบรนด์กว่า 12,000 แห่งทั่วโลก รวมถึงหมวดบ้านและเฟอร์นิเจอร์
สำหรับการจัดหาสินค้าต่างประเทศ แพลตฟอร์มอย่าง AliExpress มีแคตตาล็อกขนาดใหญ่ แต่อาจใช้เวลาจัดส่งนานกว่า อีกทางเลือกคือการติดต่อแบรนด์เฟอร์นิเจอร์โดยตรงเพื่อสร้างพาร์ตเนอร์ดรอปชิปปิ้ง ซึ่งหลายโรงงานมีโปรแกรมเฉพาะสำหรับร้านค้าอยู่แล้ว
7. เตรียมเวิร์กช็อปหรือพื้นที่ผลิต (สำหรับผู้ผลิตเอง)
ภาพถ่ายโดย Paul Trepanier Photography/Timberware
สำหรับผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ การเริ่มต้นอาจมีต้นทุนสูง หากคุณยังไม่มีเครื่องมือหรือพื้นที่ทำงานเฉพาะ เช่นเดียวกับ Chris จาก Timberware คุณสามารถเริ่มจากสิ่งจำเป็น และค่อยๆ ขยายอุปกรณ์ไปพร้อมกับการเติบโตของธุรกิจ
คำแนะนำจาก Chris สำหรับการจัดเวิร์กช็อป:
- รักษาความเป็นระเบียบ "เวิร์กช็อปที่สะอาดและเป็นระเบียบ คือเวิร์กช็อปที่ปลอดภัยและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ"
- วางระบบการทำงานให้ลื่นไหล "คิดให้ชัดว่าต้องใช้เครื่องมืออะไรบ้าง ใช้ตามลำดับใด แล้วออกแบบผังเวิร์กช็อปจากจุดนั้น"
- เลื่อยโต๊ะคือหัวใจของเวิร์กช็อป "ต้องมีพื้นที่รอบเครื่องมากพอสำหรับการตัดชิ้นงานได้อย่างคล่องตัว"
- จัดการฝุ่นอย่างจริงจัง "วางระบบท่อดูดฝุ่นให้มีประสิทธิภาพสูงสุด"
- แสงสว่างต้องจัดเต็ม "ติดไฟให้สว่างกว่าที่คิดว่าจำเป็น คุณไม่มีวันมีแสงมากเกินไปในเวิร์กช็อป แนะนำให้ติดตั้งไฟ LED ทุกจุด"
อย่าลืมว่าเวิร์กช็อปของคุณจะค่อยๆ พัฒนาไปตามเวลา “เริ่มจากสิ่งที่คุณพอจ่ายไหว แล้วค่อยๆ เพิ่มอุปกรณ์เมื่อธุรกิจเติบโต” Chris กล่าว เขาเริ่มจากเงินเก็บส่วนตัว ใช้วิธีบูตสแตรป และอัปเกรดเวิร์กช็อปด้วยการนำกำไรกลับมาลงทุน “ใจเย็นๆ และอย่าฝืนตัวเองเกินไป”
8. บริหารสต็อกและพื้นที่จัดเก็บสินค้า
หากคุณตัดสินใจผลิตหรือรับเฟอร์นิเจอร์มาขายเอง และไม่ได้ใช้โมเดลดรอปชิปปิ้งหรือสั่งผลิตตามออเดอร์ อย่าลืมวางแผนเรื่อง "พื้นที่" ให้รอบคอบ เพราะนี่อาจเป็นต้นทุนก้อนใหญ่ของการเริ่มต้นธุรกิจ
“ในช่วงแรก คลังสินค้าของคุณอาจเป็นโรงรถ หรือแม้แต่ห้องนอน” Byron กล่าว “นี่คือวิธีธรรมชาติที่ธุรกิจส่วนใหญ่เริ่มต้น” เขาเน้นว่า ผู้ประกอบการใหม่ควรอยู่ใกล้กับทุกขั้นตอนของซัพพลายเชนให้มากที่สุดในช่วงแรก
เมื่อคุณลงมือจัดการสต็อกด้วยตัวเองจริงๆ แล้ว คุณจะเริ่มเข้าใจว่าคลังสินค้าแบบไหนหรือพาร์ตเนอร์ลักษณะใดที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ พาร์ตเนอร์ที่ดีคือผู้ที่ “มีคุณค่าและมาตรฐานในการทำงานเข้มงวดไม่ต่างจากที่คุณยึดถือเอง” Byron กล่าว

ในการตัดสินใจว่าจะเก็บหรือจัดเก็บสินค้าไว้ที่ไหน ควรพิจารณาสภาพแวดล้อมของพื้นที่อย่างละเอียด วัสดุหลายชนิด เช่น ไม้ หรือผ้าธรรมชาติ ไวต่ออุณหภูมิที่รุนแรง แมลง และความชื้นที่เปลี่ยนแปลง หากคุณอาศัยอยู่ในพื้นที่อากาศหนาว เช่น แคนาดา โรงรถที่ไม่มีระบบควบคุมอุณหภูมิอาจไม่เหมาะสำหรับการเก็บสต็อกในระยะยาว
ทางเลือกในการจัดเก็บเฟอร์นิเจอร์:
- แบ่งห้องหนึ่งในบ้านไว้เป็นพื้นที่เก็บสินค้า
- เช่าห้องเก็บของที่ควบคุมอุณหภูมิ (เหมาะกับสต็อกส่วนเกินที่ไม่ต้องหยิบบ่อย)
- ทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์คลังสินค้าที่ดูแลการจัดส่งและจัดการออเดอร์ให้ด้วย
- เช่าหรือซื้อพื้นที่สำนักงานและคลังสินค้าเฉพาะของตัวเอง
9. เรียนรู้การถ่ายภาพเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้าน
เช่นเดียวกับเสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์เป็นเรื่องของความรู้สึกและรสนิยมส่วนตัว เมื่อไม่มีห้องลองหรือโชว์รูม ธุรกิจออนไลน์จึงต้องพยายามจำลองประสบการณ์การเลือกซื้อให้ใกล้เคียงความจริงที่สุด ขนาด สัดส่วน พื้นผิว และรายละเอียด ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ภาพถ่ายต้องถ่ายทอดออกมาให้ได้
สำหรับแบรนด์ที่เน้นการคัดสรรอย่าง Goodee การถ่ายภาพสินค้าเป็นหัวใจหลัก “มีความเป็นประชาธิปไตยบางอย่างในการที่เราคัดเลือกวัตถุสวยๆ เหล่านี้” Dexter กล่าว “แล้วนำเสนอพวกมันในรูปแบบเดียวกันทั้งหมด” ภาพถ่ายที่ Goodee เป็นเจ้าของเองช่วยสร้างความสม่ำเสมอและเอกลักษณ์ให้เว็บไซต์ของแบรนด์
ในภาพไลฟ์สไตล์ Goodee จัดวางโต๊ะทำงานพร้อมของแต่งบ้าน เพื่อให้แรงบันดาลใจด้านการจัดวาง และช่วยให้ลูกค้าเข้าใจขนาดจริงของสินค้า
ในช่วงเริ่มต้น คุณสามารถถ่ายภาพสินค้าเองได้ ด้วยกล้อง DSLR หรือแม้แต่สมาร์ตโฟน ร่วมกับไฟพื้นฐาน หรือจะเลือกทำงานกับช่างภาพมืออาชีพก็ได้เช่นกัน
เคล็ดลับการถ่ายภาพสินค้าสำหรับร้านเฟอร์นิเจอร์:
- สเกลสำคัญมาก นอกจากระบุขนาดอย่างละเอียดในคำอธิบาย ควรถ่ายภาพสินค้าในพื้นที่จริง คู่กับของตกแต่งที่คุ้นตา เพื่อให้เห็นขนาดชัดเจน
- ซูมให้เห็นรายละเอียด ภาพโคลสอัปช่วยให้ลูกค้า “สัมผัส” สินค้าได้ด้วยสายตา จับพื้นผิวผ้า ลายไม้ และงานฝีมือ
- แสงต้องดี แสงมีผลอย่างมากต่อสีและรายละเอียด ใช้แสงธรรมชาติแบบนุ่ม หรือชุดไฟถ่ายภาพก็เพียงพอ
- เล่าเรื่องผ่านภาพ ภาพไม่ควรแค่โชว์สินค้า แต่ควรบอกว่าเหมาะกับใคร ใช้อย่างไร และเข้ากับอะไรได้บ้าง เพิ่มภาพไลฟ์สไตล์ควบคู่กับภาพพื้นหลังเรียบ จัดวางในห้องจริง เพื่อช่วยให้ลูกค้านึกภาพสินค้าในบ้านของตัวเองได้
ในตัวอย่างภาพเก้าอี้ทานอาหารของ Goodee ภาพแรกจัดวางในพื้นที่อยู่อาศัยเพื่อเป็นไอเดียการตกแต่ง ส่วนภาพที่สองซูมใกล้เพื่อให้เห็นรายละเอียดของตัวเก้าอี้อย่างชัดเจน


💡 เคล็ดลับ: สำหรับผู้ขายเฟอร์นิเจอร์วินเทจ การถ่ายภาพสินค้าเป็นงานที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ลองดูคู่มือการขายเสื้อผ้าวินเทจเพื่อเรียนรู้การจัดเวิร์กโฟลว์การถ่ายภาพให้คล่องตัว
10. เปิดร้านขายเฟอร์นิเจอร์ออนไลน์ของคุณ
ก่อนจะเปิดตัวธุรกิจเฟอร์นิเจอร์สู่สายตาโลก ลองใช้เวลาเล่นกับเครื่องมือสร้างร้านออนไลน์ให้คุ้นมือเสียก่อน การเริ่มต้นด้วยหน้าแลนดิ้งเพจแบบเรียบง่าย พร้อมกับเปิดบัญชีโซเชียลมีเดีย ควบคู่กันไป จะช่วยให้คุณเริ่มสะสมรายชื่ออีเมล และสร้างกระแสได้ตั้งแต่ก่อนวันเปิดร้านอย่างเป็นทางการ เมื่อถึงวันแกรนด์โอเพนนิง คุณก็พร้อมสร้างความประทับใจครั้งใหญ่ได้ทันที
การออกแบบเว็บไซต์และธีมสำหรับร้านเฟอร์นิเจอร์ออนไลน์
เช่นเดียวกับร้านค้าอื่นๆ บน Shopify คุณสามารถสร้างเว็บไซต์ได้โดยแทบไม่ต้องมีทักษะด้านการออกแบบ ธีมของ Shopify มาพร้อมเลย์เอาต์หลากหลายรูปแบบ เพียงใส่ภาพ ข้อความ และปรับแต่งเล็กน้อย ก็สามารถสร้างเว็บไซต์ที่สะท้อนตัวตนแบรนด์ของคุณได้
Demo ของ ธีม Shopify Startup
หากคุณมีงบประมาณ แต่ไม่ถนัดงานด้านภาพลักษณ์ ลองพิจารณาจ้างนักออกแบบหรือเอเจนซีให้ช่วยวางแพ็กเกจแบรนด์ Shopify Partners คือกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการคัดเลือก และมีประสบการณ์ทำงานกับแบรนด์ทุกขนาด
หน้าสินค้าสำหรับร้านเฟอร์นิเจอร์
ดีไซน์หน้าสินค้าของ Goodee เป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมและควรนำมาเป็นแรงบันดาลใจ เมื่อคุณเริ่มตั้งค่าร้าน เราได้แยกองค์ประกอบสำคัญออกมา เพื่ออธิบายว่าทำไมหน้าสินค้านี้ถึงได้ผล และคุณจะนำแนวคิดเหล่านี้ไปปรับใช้กับร้านของคุณได้อย่างไร

10 จุดเด่นจากหน้าสินค้า Goodee ที่ควรนำไปใช้
1. ภาพหลักชัดเจน เรียบ และไม่รบกวนสายตา ภาพสินค้าแสดงทั้งชิ้น ครบถ้วน ไม่ถูกครอป และใช้พื้นหลังเรียบ ทำให้โฟกัสอยู่ที่ตัวสินค้าอย่างแท้จริง
2. ภาพเพิ่มเติมจากหลายมุมมอง รวมถึงภาพสินค้าที่จัดวางในพื้นที่ใช้งานจริง ช่วยให้ลูกค้าเห็นมิติและบริบทของการใช้งาน
3. ปุ่ม Call to Action ที่เด่นชัด ปุ่ม “เพิ่มลงตะกร้า” ควบคู่กับ “เพิ่มในรายการโปรด” ช่วยให้ลูกค้ากลับมาพิจารณาใหม่ หรือเปรียบเทียบสินค้าหลายชิ้นได้ง่ายขึ้น
4. คำอธิบายสั้นแต่ครบในย่อหน้าเดียว เล่าทั้งแหล่งที่มา วิธีการผลิต ความทนทาน แนวทางการใช้งาน และไอเดียการจัดวาง ภาษาเชิงเล่าเรื่องช่วยพาลูกค้าเข้าสู่บรรยากาศและความรู้สึกที่คุณอยากถ่ายทอดผ่านเฟอร์นิเจอร์ชิ้นนั้น

5. ภาพไลฟ์สไตล์เสริมแรงบันดาลใจ ภาพที่จัดวางร่วมกับเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งอื่นๆ แสดงให้เห็นสเกล และจุดประกายไอเดียการตกแต่ง โดยสินค้าประกอบในภาพควรสามารถซื้อได้จากร้านของคุณด้วย
6. สเปกสินค้าอย่างละเอียด เช่น น้ำหนัก ขนาด วิธีดูแลรักษา วัสดุ แหล่งผลิต และความจำเป็นในการประกอบ เพื่อช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจว่าสินค้าจะเหมาะกับพื้นที่ของตนหรือไม่
7. สะท้อนคุณค่าและจุดยืนของแบรนด์ หากแบรนด์ของคุณยึดหลักความยั่งยืน แฟร์เทรด หรือการผลิตอย่างมีจริยธรรม หน้าสินค้าคือพื้นที่สำคัญในการสื่อสารความโปร่งใสเหล่านี้

8. ล่าเรื่องของผู้ผลิตหรือผู้ออกแบบ Goodee ให้ความสำคัญกับเรื่องราว โดยนำเสนอช่างหรือผู้ผลิตของสินค้าแต่ละชิ้น พร้อมลิงก์ไปยังผลงานอื่นๆ ช่วยทั้งการเล่าเรื่องและการขายต่อเนื่อง

9. รีวิวจากลูกค้าจริง รีวิวช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อรายใหม่ ผ่านหลักฐานทางสังคมที่จับต้องได้
10. สินค้าแนะนำที่เกี่ยวข้อง ช่วยให้ลูกค้าเปรียบเทียบตัวเลือก หรือค้นพบสินค้าที่เข้ากันได้ Goodee ทำให้ส่วนนี้ดูเป็นกันเองด้วยหัวข้อ “You’re Gonna Love”
เมื่อคุณออกแบบหน้าสินค้า ลองถามตัวเองเสมอว่าหน้านี้ควรพาลูกค้าไปสู่จุดไหน “ถ้าคุณไม่สามารถอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจได้ว่า ทำไมสินค้านี้ถึงควรมีอยู่ และทำไมพวกเขาควรพามันเข้าไปอยู่ในบ้าน หรือมอบเป็นของขวัญ” Byron กล่าว “นั่นหมายความว่าประสบการณ์ลูกค้ายังไม่สมบูรณ์”
หน้า About, Contact และ FAQ สำหรับแบรนด์เฟอร์นิเจอร์
Byron และ Dexter เลือกนำเสนอใบหน้า เรื่องราว และตัวตนของตนเอง รวมถึงช่างฝีมือพาร์ตเนอร์ ไว้แถวหน้าของแบรนด์ Goodee การเล่าเรื่องที่สร้างสมดุลระหว่างดีไซน์และผลกระทบเชิงบวก ช่วยให้แบรนด์เชื่อมโยงกับลูกค้าได้อย่างลึกซึ้ง
เรื่องราวของคุณคือสิ่งที่ทำให้แบรนด์เล็กๆ โดดเด่นท่ามกลางยักษ์ใหญ่ในตลาด ธุรกิจที่มี “ความเป็นมนุษย์” อยู่เบื้องหลัง มักชนะใจผู้บริโภคเสมอ หน้า About คือพื้นที่สำหรับเล่าจุดเริ่มต้น แสดงคุณค่าแบรนด์ แนะนำทีมงาน และสร้างความรู้สึกร่วมกับลูกค้า
สำหรับนักออกแบบและผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ นี่ยังเป็นพื้นที่พาลูกค้าเข้าไปดูเบื้องหลัง กระบวนการทำงาน และแรงบันดาลใจของคุณอีกด้วย
Goodee
หน้า Contact และ FAQ ก็สำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ที่มีเรื่องการขนส่งและการคืนสินค้าเข้ามาเกี่ยวข้อง เนื่องจากขนาดและน้ำหนักของสินค้า อาจทำให้การจัดส่งซับซ้อน หรือไม่สามารถคืนสินค้าได้
ควรสื่อสารนโยบายการจัดส่งและการคืนสินค้าอย่างชัดเจน และเปิดช่องทางให้ลูกค้าติดต่อสอบถามได้ง่าย เพราะการตัดสินใจซื้อสินค้าราคาสูงมักต้องการการดูแลเพิ่มเติม
💡 เคล็ดลับ: ระหว่างสร้างทุกหน้าและเมนูบนเว็บไซต์ อย่าลืมคำนึงถึงการทำ SEO เพื่อช่วยให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับการค้นหาบน Google ซึ่งอาจนำมาซึ่งทราฟฟิกแบบออร์แกนิกที่มีคุณค่าในระยะยาว
แอปอีคอมเมิร์ซสำหรับร้านขายเฟอร์นิเจอร์ออนไลน์
เพื่อตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของธุรกิจ ลองพิจารณาแอปจาก Shopify App Store เหล่านี้:
11. ขยายช่องทางการขาย
นอกจากร้านเฟอร์นิเจอร์ออนไลน์ของคุณเองแล้ว ลองพิจารณาเพิ่มช่องทางการขายอื่นๆ เพื่อพาสินค้าไปอยู่ต่อหน้าลูกค้าให้มากขึ้นในตลาดที่แข่งขันสูง หากคุณเป็นผู้ผลิตหรือนักออกแบบ คุณสามารถขยายไปยังตลาดภูมิภาคอื่นๆ ได้ด้วยการขายส่งให้ร้านค้าปลีก หรือหากคุณเป็นแบรนด์ออนไลน์ล้วน นี่อาจเป็นวิธีง่ายๆ ในการทดลองเข้าสู่โลกของการขายปลีก
ร้านป๊อปอัป เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ขายเฟอร์นิเจอร์วินเทจ นักออกแบบ หรือผู้ผลิต ลองมองหาตลาดนัด งานแฟร์ หรืองานแสดงสินค้าในพื้นที่ บ่อยครั้งร้านเฟอร์นิเจอร์รายใหญ่ยังเปิดพื้นที่ป๊อปอัปในร้าน เพื่อให้แบรนด์หน้าใหม่ที่มีสไตล์เข้ากันได้เข้ามาจำหน่าย
อย่าลืมพิจารณาช่องทางขายผ่านโซเชียลมีเดียหรือมาร์เก็ตเพลสออนไลน์ด้วย หากคุณเป็นช่างทำเฟอร์นิเจอร์หรือผู้ขายวินเทจ คุณสามารถเชื่อมต่อการขายบน Etsy หรือ Facebook Marketplace เข้ากับ Shopify ได้ เพื่อได้ทั้งเว็บไซต์ของตัวเองและการเข้าถึงลูกค้าใหม่บนแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสใหญ่ๆ ลองสำรวจแพลตฟอร์มอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับของแต่งบ้านและเฟอร์นิเจอร์ เพื่อค้นหาช่องทางที่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายของคุณที่สุด
12. ทำการตลาดให้ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์
ในแผนธุรกิจของคุณ ควรมีแผนการตลาดที่ชัดเจน ระบุแนวทางและช่องทางหลักที่จะใช้
ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวสำหรับการตลาดเฟอร์นิเจอร์ กฎง่ายๆ คือ "ส่งสารที่ใช่ ไปยังที่ที่ใช่ ในเวลาที่ใช่" ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่าลูกค้าของคุณคือใคร และพวกเขาใช้เวลาอยู่บนแพลตฟอร์มใด ควรทดสอบหลายวิธี อีเมลมาร์เก็ตติ้ง โฆษณา Facebook คอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง หรือ Google Ads เพื่อดูว่าอะไรได้ผลที่สุด
เมื่อเปิดตัวธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ อย่าลืมว่าสินค้าของคุณเกี่ยวข้องกับรสนิยม และลูกค้าบางกลุ่มอาจต้องการคำแนะนำ คอนเทนต์จึงทรงพลังอย่างมาก สร้างผู้ติดตามบน Instagram YouTube หรือ TikTok ด้วยการแชร์ไอเดียการตกแต่งบ้าน เคล็ดลับการจัดพื้นที่ หรือแรงบันดาลใจด้านดีไซน์ สิ่งเหล่านี้ช่วยดึงทราฟฟิกเข้าสู่ร้านออนไลน์ และวางตำแหน่งแบรนด์ของคุณให้เป็นผู้เชี่ยวชาญในสายตาลูกค้า
Goodee ใช้ Instagram เพื่อทำให้แบรนด์มีชีวิต และพาผู้ติดตามไปดูเบื้องหลังการทำงาน
ท้ายที่สุด คอนเทนต์จะดูจริงใจที่สุด เมื่อคุณเลือกแพลตฟอร์มที่เป็นธรรมชาติสำหรับคุณ “เราอาจจะค่อนข้างเป็นคนรุ่นเก่า เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ยังมาจากการบอกต่อ” Chris กล่าว “แต่ Instagram ก็เป็นเครื่องมือที่ดีมากสำหรับเรา”
13. จัดการระบบขนส่ง การคืนสินค้า และบริการลูกค้า
"การขนส่ง“ คือความท้าทายมหาศาล” Chris กล่าว “เราเคยส่งโต๊ะอาหารหนักกว่า 800 ปอนด์ข้ามประเทศ มันลุ้นมากจริงๆ!” สำหรับ Goodee การจัดการสต็อก แพ็กของ และขนส่ง ถูกดูแลโดยพาร์ตเนอร์คลังสินค้า
ในช่วงเริ่มต้น คุณอาจต้องจัดการจัดส่งออเดอร์ทุกอย่างด้วยตัวเอง Chris มีคำแนะนำจากประสบการณ์ตรง:
- เลือกพาร์ตเนอร์ที่ใช่ เลือกบริษัทขนส่งที่มีรีวิวดี และสามารถให้ใบเสนอราคาล่วงหน้าตามน้ำหนักและขนาด เพื่อคำนวณราคาได้แม่นยำ
- ลงทุนกับแพ็กเกจจิ้ง แพ็กหรือทำลังให้แน่นหนา เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าจะถึงมือลูกค้าในสภาพสมบูรณ์
คุณยังสามารถใช้ Shopify Fulfillment Network ที่ทำงานร่วมกับ Flexport เพื่อการจัดส่งที่รวดเร็วและคุ้มค่า รองรับการจัดส่งภายใน 2–3 วันทั่วประเทศ พร้อมระบบจัดการออเดอร์จาก Shopify admin
การคืนสินค้า เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากสำหรับเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่ นโยบายต้องชัดเจนตั้งแต่ต้น หากไม่รับคืน ควรแจ้งอย่างชัดเจนตั้งแต่หน้าสินค้าและขั้นตอนชำระเงิน หากรับคืน ต้องระบุเงื่อนไขและผู้รับผิดชอบค่าขนส่งให้ชัดเจน
ผู้ก่อตั้ง Goodee เผยว่า อัตราการคืนสินค้าต่ำกว่า 5% ซึ่งมาจากหน้าสินค้าที่ละเอียด และบริการลูกค้าที่ยอดเยี่ยม รวมถึงการตัดสินใจแทบไม่จัดโปรโมชัน “เมื่อเว็บไซต์ไม่เน้นลดราคา” Byron กล่าว “คุณจะไม่ต้องพึ่งเทคนิคเร่งซื้ออื่นๆ มากเกินไป”
💡เคล็ดลับ: วางกลยุทธ์การจัดส่งตั้งแต่ขั้นตอนเขียนแผนธุรกิจ เพราะส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนและการเงิน
14. ทำประกันธุรกิจ
ก่อนเริ่มขายออนไลน์ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและประกัน เพื่อดูว่าธุรกิจของคุณต้องการความคุ้มครองเพิ่มเติมหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อคุณขายสินค้าขนาดใหญ่และมีมูลค่าสูง
คุณควรปกป้องตัวเองจากความสูญเสีย เช่น สินค้าเสียหายระหว่างขนส่ง และพิจารณาการคุ้มครองลูกค้าด้วย เช่น การรับประกันเพิ่มเติม หรือประกันเชิงพาณิชย์
ประกันธุรกิจมีหลายประเภท การศึกษาข้อมูลให้รอบคอบตั้งแต่ต้น จะช่วยให้คุณเริ่มต้นขายได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยในระยะยาว
อนาคตของการขายเฟอร์นิเจอร์ออนไลน์
การเปลี่ยนผ่านสู่การช้อปปิ้งออนไลน์ค่อยๆ เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และยิ่งเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงการระบาดของโควิด-19 วันนี้ เทคโนโลยีใหม่ๆ กำลังทำให้ร้านเฟอร์นิเจอร์สามารถมอบประสบการณ์แบบ “โชว์รูม” ให้ลูกค้าได้ แม้จะอยู่หลังหน้าจอ
ด้วยไฟล์ 3D และวิดีโอ ร้านค้าสามารถพาลูกค้าชมสินค้าได้แบบ 360 องศา หรือเห็นสินค้าในขณะใช้งานจริงและในบริบทของชีวิตประจำวัน ตัวอย่างเช่น วิดีโอที่มีคนลองนั่งบนโซฟา ช่วยให้ลูกค้ารับรู้ระดับความนุ่มแน่นของเบาะ รายละเอียดสำคัญที่ภาพนิ่งไม่สามารถถ่ายทอดได้
นอกจากนี้ เครื่องมือ AI ยังเข้ามาช่วยให้การบริหารธุรกิจเฟอร์นิเจอร์มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า แชตบอท AI สามารถช่วยตอบคำถามพื้นฐานบนเว็บไซต์ เช่น วิธีดูแลเฟอร์นิเจอร์ หรือข้อมูลการจัดส่ง ลดภาระงานบริการลูกค้า ขณะที่ Shopify Magic ช่วยเขียนคำอธิบายสินค้าละเอียดจากคีย์เวิร์ด ทำให้การสร้างหน้าสินค้าเป็นเรื่องง่ายและรวดเร็วขึ้น
ตัวอย่างธุรกิจขายเฟอร์นิเจอร์ออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จ
พบกับตัวอย่างผู้สองก่อตั้งธุรกิจขายเฟอร์นิเจอร์ออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จ
Goodee
Goodee
เมื่อสองพี่น้อง Byron และ Dexter Peart ผู้คร่ำหวอดในวงการแฟชั่น กำลังมองหาธุรกิจใหม่ พวกเขาหวนคิดถึงวัยเด็กในบ้านที่เต็มไปด้วยของจากบ้านเกิดของพ่อแม่ สิ่งที่พวกเขาจดจำได้ดีที่สุดคือ "เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นมีเรื่องเล่า" Goodee จึงถือกำเนิดขึ้นในฐานะแบรนด์เฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้าน ที่มุ่งยกระดับเรื่องราวของช่างฝีมือและผู้ผลิตเบื้องหลังสินค้าแต่ละชิ้น ให้เปล่งประกายควบคู่ไปกับดีไซน์
Timberware
ภาพถ่ายโดย Paul Trepanier /Timberware
“ผมทำงานด้วยมือมาตลอดชีวิต” Chris Hughes กล่าว ก่อนก่อตั้ง Timberware เขาเคยเป็นทั้งลูกมือช่างเชื่อมและผู้รับเหมาสร้างบ้าน งานเหล่านั้นปลูกฝังความรักในงานไม้ให้เขาอย่างลึกซึ้ง ธุรกิจของ Chris เปิดโอกาสให้เขาได้โฟกัสในสิ่งที่รักอย่างแท้จริง การสร้างเฟอร์นิเจอร์ไม้สั่งทำและของแต่งบ้าน ที่สะท้อนตัวตนและฝีมือของเขาในทุกชิ้นงาน
มานั่งโต๊ะเดียวกัน
ไม่ว่าคุณจะตั้งใจสร้างเฟอร์นิเจอร์ด้วยมือของตัวเองหรือคัดสรรผลงานดีๆ มานำเสนอขายเฟอร์นิเจอร์ออนไลน์ ธุรกิจนี้สามารถเป็นทั้งแหล่งรายได้และพื้นที่แห่งความสร้างสรรค์
Byron และ Dexter เลือกเปลี่ยนสายงานจากแฟชั่นสู่เฟอร์นิเจอร์ เพราะพวกเขามองเห็นความงดงามของ “บ้าน” ในฐานะพื้นที่ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน “ไม่มีเรื่องเพศ ไม่มีไซซ์ เราทุกคนต่างมีความทรงจำและช่วงเวลาอันอบอุ่นร่วมกันในบ้าน” Byron กล่าว
สำหรับ Chris รางวัลของการทำธุรกิจคือการได้ทำงานที่ทำให้หัวใจเต้นแรง “ถ้าคุณหลงใหลในสิ่งที่คุณสร้าง ความรู้สึกนั้นจะสะท้อนออกมาในผลงาน”
แล้วคุณล่ะ…คุณหลงใหลอะไร? ตลาดเฟอร์นิเจอร์ยังขาดอะไรอยู่? ตรงจุดตัดของสองคำถามนี้ อาจเป็นโอกาสทางธุรกิจที่กำลังรอไอเดียเฉพาะตัวของคุณอยู่
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการขายเฟอร์นิเจอร์ออนไลน์
เริ่มต้นธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ต้องใช้เงินเท่าไร?
การเริ่มต้นธุรกิจเฟอร์นิเจอร์อาจต้องใช้เงินลงทุนตั้งแต่ประมาณ 600,000–3,000,000 นาท หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับขนาดและรูปแบบของธุรกิจ ส่วนค่าใช้จ่ายประจำรายเดือนอาจอยู่ที่ราว 15,000–600,000 บาท การทำแผนธุรกิจและงบประมาณอย่างละเอียด จะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่แท้จริงได้ชัดเจน
ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ทำกำไรได้จริงไหม?
ได้ หากคุณพิสูจน์ได้ว่าไอเดียของคุณมีความคุ้มค่า นักลงทุนมองหา “เส้นทางสู่กำไร” ที่ชัดเจนในแผนธุรกิจของคุณ การศึกษาตลาดเฟอร์นิเจอร์จะช่วยให้เข้าใจความต้องการของลูกค้าและพฤติกรรมการซื้อ เริ่มจากการหากลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน หรือเติมเต็มช่องว่างในตลาด จากนั้นวางกลยุทธ์ราคาให้ครอบคลุมต้นทุนและมีมาร์จิ้นกำไรที่เหมาะสม
จะเริ่มธุรกิจทำเฟอร์นิเจอร์เองได้อย่างไร?
หากคุณเป็นสายครีเอทีฟ ลองเริ่มจากการทำเฟอร์นิเจอร์สั่งทำพิเศษหรือชิ้นเดียวในโลก ธุรกิจนี้ต้องอาศัยทักษะเฉพาะ เช่น งานไม้ งานบุผ้า เครื่องมือที่เหมาะสม และพื้นที่ทำงานที่ปลอดภัยและมีการระบายอากาศที่ดี ในแผนธุรกิจ ควรระบุค่าใช้จ่ายสำหรับการฝึกฝน ทักษะ และอุปกรณ์ เพื่อให้เห็นต้นทุนเริ่มต้นอย่างครบถ้วน
ทำอย่างไรให้ร้านเฟอร์นิเจอร์ประสบความสำเร็จ?
ความสำเร็จของธุรกิจมักเกิดจาก "สินค้าที่ใช่ สำหรับลูกค้าที่ใช่ ในเวลาที่เหมาะสม" การทำวิจัยตลาดจะช่วยให้คุณเข้าใจคู่แข่ง กลุ่มเป้าหมาย และเทรนด์ของอุตสาหกรรม แผนธุรกิจที่แข็งแกร่งจะช่วยตอบคำถามสำคัญว่า ไอเดียของคุณสามารถเติบโตและทำกำไรได้จริงหรือไม่
ขายเฟอร์นิเจอร์ออนไลน์ที่ไหนดี ระหว่างร้านของตัวเองกับมาร์เก็ตเพลส?
หากต้องการขายเฟอร์นิเจอร์ในพื้นที่ใกล้บ้าน Facebook Marketplace คือแพลตฟอร์มที่เหมาะที่สุด โดยเฉพาะถ้าคุณมีของขายเป็นครั้งคราว แต่หากคุณตั้งใจสร้างธุรกิจเฟอร์นิเจอร์อย่างจริงจัง การมีร้านออนไลน์ของตัวเองบน Shopify คือทางเลือกที่ดีที่สุด สำหรับการขายสินค้าทั้งไลน์ พร้อมสร้างแบรนด์ในระยะยาว
คนทั่วไปขายเฟอร์นิเจอร์ออนไลน์กันอย่างไร?
โดยทั่วไป ขั้นตอนการขายเฟอร์นิเจอร์ออนไลน์ประกอบด้วย
- เลือกรูปแบบธุรกิจ
- จัดหาเงินทุน
- จัดการเรื่องกฎหมาย ใบอนุญาต และโครงสร้างบริษัท
- เปิดบัญชีธนาคารสำหรับธุรกิจ
- จัดหาเฟอร์นิเจอร์ (สำหรับนักออกแบบและผู้ค้าปลีก) หรือผลิตเอง
- บริหารสต็อกและพื้นที่จัดเก็บ
- เรียนรู้การถ่ายภาพเฟอร์นิเจอร์
- เปิดร้านออนไลน์ หรือขายผ่านมาร์เก็ตเพลส
- ทำการตลาดและสร้างแบรนด์
- จัดการระบบขนส่ง การคืนสินค้า และบริการลูกค้า
- ทำประกันธุรกิจ


