คุณค้นพบกลุ่มเป้าหมายของตัวเองและปรับข้อความสื่อสารของแบรนด์ให้ชัดเจนขึ้นแล้ว และเลือกช่องทางการตลาดที่เหมาะสมเรียบร้อย ขั้นตอนต่อไปคือการเขียน CTA หรือ Call to Action ที่ช่วยโน้มน้าวให้ลูกค้าทำในสิ่งที่ธุรกิจต้องการ
CTA คืออะไรในโลกอีคอมเมิร์ซ? พูดง่าย ๆ คือข้อความหรือปุ่มที่กระตุ้นให้ผู้ใช้งานลงมือทำบางอย่าง เช่น ซื้อสินค้า สมัครสมาชิก หรือกดดูรายละเอียดเพิ่มเติม ซึ่ง CTA ที่น่าสนใจสามารถช่วยเพิ่ม Conversion Rate ให้ร้านค้าออนไลน์ได้ ไม่ว่าคุณจะกำลังเขียนปุ่ม CTA สำหรับหน้าสินค้า หน้าโปรโมชั่น หรืออีเมลข่าวสาร การใช้ข้อความ Call to Action ที่เหมาะสมสามารถช่วยให้ลูกค้าที่กำลังลังเลตัดสินใจเดินหน้าต่อใน Customer Journey ได้ง่ายขึ้น
ในบทความนี้ คุณจะได้เรียนรู้วิธีเขียน CTA ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมดู 15 ตัวอย่าง CTA สำหรับอีคอมเมิร์ซที่นำไปปรับใช้ได้จริง
CTA คืออะไร
CTA หรือ Call to Action คือปุ่ม ลิงก์ หรือองค์ประกอบบนหน้าเว็บไซต์ที่ใช้กระตุ้นให้ผู้ใช้งานทำบางอย่างตามที่ธุรกิจต้องการ เช่น กดซื้อสินค้า สมัครสมาชิก หรือดูข้อมูลเพิ่มเติม โดย CTA ถือเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยนำทางผู้ใช้งาน เพิ่ม Conversion และสนับสนุนเป้าหมายทางธุรกิจ ตัวอย่าง CTA ที่พบได้บ่อย เช่น “ซื้อเลย”, “สมัครสมาชิก” หรือ “ดูเพิ่มเติม”
CTA คืออะไรในมุมของการตลาดดิจิทัล? พูดง่าย ๆ คือข้อความหรือปุ่มที่ช่วยบอกผู้ใช้งานว่าควรทำอะไรต่อบนเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นการกด ช้อปเลย, สมัครสมาชิก หรือเรียนรู้เพิ่มเติม ซึ่งช่วยเปลี่ยนผู้เข้าชมให้กลายเป็นลูกค้าได้ง่ายขึ้น สำหรับอีคอมเมิร์ซ CTA มีบทบาทสำคัญในการดึงความสนใจไปยังสินค้า โปรโมชัน หรือบริการต่าง ๆ โดยเจ้าของร้านค้าออนไลน์มักใช้ปุ่ม CTA เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าเดินหน้าต่อใน Customer Journey เช่น การสั่งซื้อสินค้า สมัครรับข่าวสาร หรือกดดูรายละเอียดเพิ่มเติม
Call to Action สำหรับอีคอมเมิร์ซมีกี่ประเภท
CTA หรือ Call to Action สามารถแบ่งได้ตามเป้าหมายที่ต้องการให้ลูกค้าทำ โดยทั่วไป CTA สำหรับอีคอมเมิร์ซมักมีอยู่ 3 ประเภทหลัก ดังนี้
ซื้อเลย (Buy Now)
Call to Action แบบ Buy Now กระตุ้นให้ผู้ซื้อทำการซื้อให้เสร็จสิ้น จึงเป็น CTA ที่ตรงไปตรงมาที่สุด เป้าหมายของ CTA นี้คือนำเสนอข้อเสนอที่เกี่ยวข้องต่อหน้าผู้ซื้อ เพื่อโน้มน้าวให้ซื้อสินค้า
ช็อปเลย (Shop Now)
CTA แบบ Shop Now เชิญชวนให้ดูคอลเลกชันสินค้า CTA ประเภทนี้เหมาะกับการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่อาจยังไม่รู้จักแบรนด์ ตัวอย่างเช่น หากคุณกำลังยิงโฆษณารองเท้าบนอินสตาแกรมไปยังกลุ่มคนใหม่ การใช้ CTA แบบ “เลือกซื้อสินค้า” หรือ “Shop Now” มักให้ความรู้สึกเป็นมิตรมากกว่า “Buy Now” เพราะเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานได้สำรวจสินค้าก่อนตัดสินใจ
เรียนรู้เพิ่มเติม (Learn More)
ในโลกการตลาด มีแนวคิดว่าลูกค้ามักต้องเห็นหรือมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์หลายครั้งก่อนจะตัดสินใจซื้อสินค้า CTA แบบ Learn More จึงเหมาะสำหรับผู้ใช้งานที่ยังไม่คุ้นเคยกับแบรนด์ โดยเน้นชวนให้เข้ามาทำความรู้จักสินค้า บริการ หรือเรื่องราวของแบรนด์มากขึ้น
ควรใส่ CTA กี่จุดในคอนเทนต์การตลาด
สำหรับอีเมลการตลาด การใช้ CTA เพียงหนึ่งจุดมักเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะช่วยให้ข้อความมีเป้าหมายชัดเจน อ่านง่าย และวัดผลลัพธ์ได้สะดวกมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในบางคอนเทนต์ เช่น บทความบล็อก คุณอาจเพิ่ม CTA รองได้อีกหนึ่งจุดตามความเหมาะสม ตัวอย่างเช่น นอกจากชวนให้ผู้อ่านซื้อสินค้าแล้ว คุณอาจเพิ่ม CTA เพื่อให้ดาวน์โหลดอีบุ๊ก อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง หรือสมัครรับอีเมลข่าวสารเพิ่มเติม อีกหนึ่งส่วนสำคัญของการปรับปรุง CTA คือการทำ A/B Testing เพื่อทดลองใช้ข้อความ ปุ่ม หรือรูปแบบ CTA ใหม่ ๆ บนเว็บไซต์ และดูว่าแบบไหนช่วยเพิ่ม Conversion ได้ดีที่สุด
วิธีเขียน CTA สำหรับอีคอมเมิร์ซ
การเขียน CTA หรือ Call to Action ที่ดึงดูดไม่ได้เป็นแค่การใส่คำสั่งไว้ตามจุดต่าง ๆ บนเว็บไซต์หรืออีเมลการตลาดเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยกลยุทธ์ด้าน Copywriting เพื่อช่วยกระตุ้นให้ผู้ใช้งานตัดสินใจมากขึ้น
การใช้ภาษาเชิงรุก ทำให้สอดคล้องกับ Customer Journey รวมถึงการวาง Call to Action ให้มองเห็นได้ทันที ล้วนเป็นเทคนิคสำคัญที่ช่วยเพิ่ม Conversion ได้
- พิจารณาขั้นตอนใน Funnel
- เริ่มต้นด้วยข้อเสนอที่มีความเสี่ยงต่ำ
- ใช้ความเร่งด่วนเพื่อเพิ่มคอนเวอร์ชัน
- ทดลองใช้สีที่แตกต่างกัน
- ใช้ปุ่ม CTA และข้อความที่เรียบง่าย
- ใช้ Hero Image ที่ดึงดูดสายตา
- วาง CTA ไว้เหนือจุดพับหน้าจอ
1. พิจารณาขั้นตอนใน Funnell
Marketing Funnel คือเส้นทางที่ลูกค้าเดินผ่านตั้งแต่เริ่มรู้จักแบรนด์ ไปจนถึงการตัดสินใจซื้อสินค้าและกลับมาซื้อซ้ำ โดย Funnel จะช่วยให้เห็นว่าลูกค้าต้องการอะไรในแต่ละช่วงของ Customer Journey
โดยทั่วไป Marketing Funnel สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่
- ส่วนบนของช่องทาง (TOFU) คือขั้นตอนการรับรู้ ซึ่งผู้คนเรียนรู้เกี่ยวกับสินค้า
- ส่วนกลางของช่องทาง (MOFU) คือขั้นตอนความสนใจและการตัดสินใจ ซึ่งผู้คนกำลังมองหาโซลูชัน
- ส่วนล่างของช่องทาง (BOFU) คือช่วง Action ซึ่งผู้คนพร้อมที่จะซื้อ
การรู้ว่าหน้าเว็บหรือโฆษณาออกแบบมาสำหรับขั้นตอนไหนของ Funnel จะช่วยเลือก Call to Action ได้อย่างเหมาะสม ตัวอย่างเช่นนที่เพิ่งเข้ามาอ่านบทความครั้งแรก อาจตอบสนองกับ CTA แบบ “เรียนรู้เพิ่มเติม” ได้ดีกว่า CTA ที่เร่งให้ “ซื้อเลย” ขณะที่ผู้ติดตามอีเมลหรือกลุ่มลูกค้าเดิมอาจพร้อมสำหรับ CTA ที่เน้นการซื้อหรือสมัครใช้งานมากกว่า
ตัวอย่างการใช้ CTA ของ Pura Vida ใน Marketing Funnel
CTA ในป๊อปอัปแบบตั้งเวลา
เมื่อเข้าสู่เว็บไซต์ของร้านเครื่องประดับ Pura Vida Bracelets จะมีป๊อปอัปแบบตั้งเวลา แสดงข้อเสนอส่วนลด 20% เพื่อแลกกับชื่อ ที่อยู่อีเมล และหมายเลขโทรศัพท์
นี่คือตัวอย่างของ CTA หรือ Call to Action ที่เหมาะกับลูกค้าใหม่ เพราะเป็นข้อเสนอที่เข้าถึงง่ายและไม่ต้องใช้ Commitment สูง อีกทั้ง “ส่วนลด 20%” ก็เป็นแรงจูงใจที่ช่วยดึงความสนใจได้ดีสำหรับผู้ที่เพิ่งรู้จักแบรนด์ครั้งแรก
เว็บไซต์ Pura Vida Bracelets
CTA ในข้อความ SMS
หลังจากกรอกแบบฟอร์มในป๊อปอัป Pura Vida จะส่งอีเมลยืนยันและ SMS พร้อมรหัสส่วนลดให้ลูกค้า โดยในข้อความ SMS จะใช้ CTA แบบข้อความเพื่อชวนให้กดลิงก์และใช้คูปอง ส่วนในอีเมลจะใช้ Call to Action อย่าง “Treat Yourself” เพื่อกระตุ้นให้คนคลิกมากขึ้น
ในขั้นตอนนี้ ลูกค้าเริ่มเข้าสู่ช่วงลึกขึ้นของ Marketing Funnel และอยู่ในช่วงตัดสินใจ (Decision Stage) พวกเขาเริ่มคุ้นเคยกับแบรนด์และสินค้ามากขึ้นแล้ว ดังนั้น การใช้ CTA ที่ตรงไปตรงมามากขึ้นจึงเหมาะสมกว่าในช่วงแรก
เว็บไซต์รหัสต้อนรับ Pura Vida Bracelets
CTA สำหรับกดเพิ่มสินค้าลงตะกร้า
Pura Vida ออกแบบ CTA ให้ผู้ใช้งานเพิ่มสินค้าลงตะกร้าได้ง่าย โดยลูกค้าสามารถอ่านรายละเอียดสินค้าในหน้าสินค้าและเพิ่มลงตะกร้าจากที่นั่น หรือเพิ่มจากหน้าหมวดหมู่โดยตรงโดยใช้ CTA แบบ “Add to Cart” จากหน้าหมวดหมู่สินค้าก็ได้เช่นกัน
หลังจากเลือกสินค้าที่ต้องการแล้ว ผู้ใช้งานสามารถไปยังขั้นตอนชำระเงินผ่าน CTA “เช็คเอาท์” ในตะกร้าสินค้าได้ทันที
เว็บไซต์เพิ่มลงตะกร้าและหน้าสินค้า Pura Vida Bracelets
CTA ที่ออกแบบมาเฉพาะเจาะจงเหล่านี้ช่วยให้แบรนด์สื่อสารกับผู้ใช้งานได้เหมาะสมมากขึ้น โดยเลือกใช้ Call to Action ให้สอดคล้องกับความตั้งใจของลูกค้าและตำแหน่งที่พวกเขาอยู่ใน Marketing Funnel โดยเวลาสร้าง CTA ควรคิดถึงพฤติกรรมและความรู้สึกของลูกค้าในแต่ละช่วง เพราะการใช้ข้อความที่ตรงกับ Mindset ของผู้ใช้งานสามารถช่วยให้สื่อสารข้อเสนอได้ชัดเจนขึ้น และเพิ่มโอกาสที่ผู้คนจะตอบสนองต่อ CTA ของคุณ
2. เริ่มต้นด้วยข้อเสนอที่มีความเสี่ยงต่ำ
ควรทำให้ลูกค้าที่มีศักยภาพสามารถมีส่วนร่วมกับธุรกิจได้ง่าย เพราะลูกค้ามีแนวโน้มที่จะคลิกปุ่ม CTA มากขึ้นหากสิ่งที่ต้องแลกไม่ได้ใช้เวลา เงิน ข้อมูลส่วนตัว หรือความพยายามมากเกินไป หลังจากนั้น คุณจึงค่อยพาพวกเขาไปยัง Landing Page หรือขั้นตอนถัดไปที่มีโอกาสปิดการขายได้อีกครั้ง เมื่อคุณมอบข้อเสนอที่มีมูลค่าสูง แลกกับสิ่งที่ลูกค้าต้องใช้ความพยายามเพียงเล็กน้อย ก็จะช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้คนอยากมีส่วนร่วมกับแบรนด์มากขึ้น
ตัวอย่างเช่น
- ให้ของแถม เมื่อซื้อหรือส่วนลดให้ลูกค้า
- ใช้ CTA ที่ชวนให้ติดตามโซเชียลมีเดียหรือสมัครรับอีเมลข่าวสาร
ตัวอย่างที่ดีของ CTA ความเสี่ยงต่ำคือข้อเสนอส่วนลด 15% ของ Colourpop เพื่อแลกกับที่อยู่อีเมล ซึ่งถือเป็นข้อเสนอความเสี่ยงต่ำสำหรับลูกค้า เพราะไม่ต้องผูกพันอะไรนอกจากให้ที่อยู่อีเมลเพื่อรับส่วนลด
เว็บไซต์อีเมล Colourpop
3. ใช้ความเร่งด่วนเพื่อเพิ่มคอนเวอร์ชัน
เมื่อผู้ซื้อรู้สึกว่าโอกาสมีจำกัด ก็จะทำให้มีแนวโน้มกดซื้อมากขึ้น เพราะความเร่งด่วนสามารถช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงมือทำ ซึ่งหลายการทดสอบก็พบว่าวิธีนี้ช่วยเพิ่ม Conversion ได้จริง
คุณสามารถนำแนวคิดเรื่องความเร่งด่วนมาใช้กับ CTA ของร้านค้าออนไลน์ได้หลายรูปแบบ เช่น แจ้งว่าสินค้าใกล้หมดบนหน้าสินค้า, ส่งอีเมลแจ้งโปรโมชันระยะเวลาจำกัด หรือใช้ข้อความอย่าง “ซื้อเลย ก่อนโปรหมดคืนนี้”
Pura Vida สร้างความเร่งด่วนผ่านข้อความนับเวลาถอยหลังบริเวณด้านบนของหน้า Checkout เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจสั่งซื้อเร็วขึ้น
รีบเลย! คำสั่งซื้อสงวนไว้เป็นเวลาจำกัด
4. ทดลองใช้สีที่แตกต่างกัน
แม้จะไม่มี “สีปุ่ม CTA ที่ดีที่สุด” แบบตายตัว แต่สิ่งสำคัญคือการเลือกสีที่สอดคล้องกับแบรนด์และสามารถดึงดูดสายตาผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหนึ่งในวิธีที่ช่วยค้นหาสีที่เหมาะสมคือการทำ A/B Testing ลองสร้างปุ่ม CTA หลายรูปแบบโดยใช้สีที่แตกต่างกัน เพื่อดูว่าสีใดช่วยเพิ่มอัตราการคลิก (CTR) ได้ดีที่สุด
สิ่งที่ควรพิจารณาในการเลือกสีสำหรับ CTA ได้แก่
- ใช้ White Space รอบปุ่ม CTA เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานมองเห็นจุดที่ต้องคลิกได้ชัดเจน
- เลือกสีที่มีความคอนทราสต์สูงและโดดเด่นจากพื้นหลังของเว็บไซต์
- คำนึงถึงองค์ประกอบด้านดีไซน์อื่น ๆ เช่น ฟอนต์ เงา หรือเอฟเฟกต์ของปุ่ม
5. ใช้ปุ่ม CTA และข้อความที่เรียบง่าย
ผู้ใช้งานใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีในการสร้างความประทับใจแรกต่อเว็บไซต์หรือโฆษณา ดังนั้น “ความเรียบง่าย” จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก
หนึ่งในวิธีที่ช่วยให้ CTA เข้าใจง่ายขึ้น คือการใช้ปุ่ม CTA เพื่อดึงความสนใจไปยังสิ่งที่คุณต้องการให้ผู้ใช้งานดำเนินการ และแม้ Shopify Themes ส่วนใหญ่จะมีปุ่ม CTA มาให้พร้อมใช้งานอยู่แล้ว แต่ก็ควรวางปุ่มในตำแหน่งที่เหมาะสมกับ Customer Journey ของลูกค้าในแต่ละช่วง
💡 ทิปส์: ปรับข้อความบนปุ่ม CTA ให้เหมาะกับสินค้าและกลุ่มเป้าหมายของคุณ เช่น หากคุณขายกาแฟ อาจลองเปลี่ยนข้อความจาก “ซื้อเลย” เป็น “เริ่มชงแก้วโปรด” เพื่อดูว่าสามารถช่วยเพิ่ม Conversion ได้หรือไม่
6. ใช้ Hero Image ที่ดึงดูดสายตา
Hero Image คือภาพหลักขนาดใหญ่ที่โดดเด่นบนหน้าเว็บไซต์ ซึ่งมักใช้เพื่อโปรโมตสินค้า คอลเลกชัน หรือแคมเปญสำคัญ โดยภาพเหล่านี้สามารถทำหน้าที่เป็น CTA เชิงภาพ (Visual Call to Action) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าสู่ขั้นตอนการเลือกซื้อได้เร็วขึ้น ควรใส่ลิงก์จาก Hero Image ไปยังหน้าสินค้าหรือหน้าคอลเลกชันโดยตรง
ตัวอย่างเช่น ร้านขายวิดีโอเกม Gamestop ใช้ Hero Image บนหน้าแรกของเว็บไซต์เพื่อดึงดูดความสนใจไปยังเกมต่าง ๆ เมื่อผู้ใช้งานคลิกที่ภาพ ก็จะถูกพาไปยังหน้าสินค้าเพื่อดูรายละเอียดและสั่งซื้อได้ทันที
เว็บไซต์ Gamestop
7. วาง CTA ไว้เหนือจุดพับหน้าจอ
วลี "above the fold" มีต้นกำเนิดมาจากวงการหนังสือพิมพ์ โดยข่าวสำคัญมักถูกวางไว้บนครึ่งบนของหน้าหนึ่ง ซึ่งเป็นส่วนที่มองเห็นได้ทันทีเมื่อหนังสือพิมพ์ถูกพับวางบนแผงขาย
สำหรับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ Above the Fold คือพื้นที่ที่ผู้ใช้งานมองเห็นได้ทันทีโดยไม่ต้องเลื่อนหน้าจอลง ถือเป็นจุดสำคัญที่ช่วยสร้างความประทับใจแรกและดึงความสนใจของผู้เข้าชม
หากคุณสามารถดึงดูดความสนใจของผู้ใช้งานได้ตั้งแต่ส่วน Above the Fold ก็มีโอกาสมากขึ้นที่พวกเขาจะคลิกและสำรวจเว็บไซต์ต่อ
ตัวอย่างเช่น แบรนด์ Dr. Squatch วางข้อมูลสำคัญทั้งหมดไว้ในช่วงแรกของหน้าแรกเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นปุ่ม CTA ที่มองเห็นได้ชัด เมนูนำทางด้านบน ข้อความที่สื่อสารตรงประเด็น รวมถึง Hero Image ที่แสดงสินค้าขายดีของแบรนด์อย่างโดดเด่น
เว็บไซต์ Dr. Squatch
15 ตัวอย่าง CTA อีคอมเมิร์ซที่ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มาดูตัวอย่างแบรนด์ที่ใช้ CTA หรือ Call to Action ได้อย่างโดดเด่น ทั้งบนโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์ และอีเมลการตลาด เพื่อกระตุ้นการคลิก เพิ่ม Engagement และช่วยผลักดันผู้ใช้งานไปสู่ Conversion ได้อย่างเป็นธรรมชาติ รายการด้านล่างแบ่งตามช่องทางการใช้งาน ดังนี้
ตัวอย่าง CTA สำหรับ Facebook และ Instagram
1. hideAWAY
ป๊อปอัปหน้าแรกที่น่าสนใจของ hideAWAY ใช้อีโมจิทั่วทั้งข้อความและเชิญชวนผู้เข้าชมให้มีส่วนร่วมกับ Ashy โค้ชฟิตเนสระดับนานาชาติ เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนสมัครรับการตลาดผ่าน Messenger และ SMS
ปุ่มนี้มีประสิทธิภาพด้วยเหตุผล 2 ประการ ไอคอน Messenger แจ้งให้ผู้สมัครทราบว่าการสนทนาจะเปิดใน Messenger และการใช้คำว่า "my" และ "me" แทน "your" และ "you" แสดงให้เห็นว่าเพิ่มคอนเวอร์ชันได้ถึง 90%
เว็บไซต์ hideAWAY
2. Ladystrategist
Ladystrategist ผู้สร้างเทมเพลต Canva ใช้โฆษณาบน Facebook โปรโมตมินิเวบินาร์เพื่อดึงดูดความสนใจจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ภายในโฆษณามีวิดีโอสั้นที่แสดงวิธีปรับแต่งโซเชียลมีเดียให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งช่วยสื่อสาร Value Proposition ของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน ก่อนต่อยอดไปสู่การโปรโมตสินค้าลดสูงสุด 80%
แบรนด์เลือกใช้คำที่กระตุ้นการลงมือทำ เช่น “design”, “say” และ “spend” ในข้อความ CTA เพื่อชวนให้ผู้ใช้งานรู้สึกว่านี่คือโอกาสที่ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น และควรรีบคว้าไว้
เว็บไซต์ Ladystrategist
3. Slidequest
Slidequest ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายโดยใช้สินค้าของตัวเองในการสร้างโฆษณา วิดีโอแสดงเทมเพลตและอินโฟกราฟิกที่มีอยู่ในแคมเปญการตลาดดิจิทัล
ภายในวิดีโอ Slidequest ใช้สีสันสดใสเพื่อดึงดูดความสนใจ และพื้นหลังสีขาวอ่อน เพื่อเพิ่มความคมชัด แบรนด์ใช้วลีเช่น "unlimited downloads" และ "lifetime updates" เพื่อดึงดูดความสนใจ และยังกล่าวถึงโปรแกรมยอดนิยมเช่น Adobe Illustrator และ PowerPoint
จุดเด่นคือดีลลด 50% ที่ Slidequest เสนอหากดำเนินการทันที สร้างความเร่งด่วนโดยทำให้ดีลมีเฉพาะเวลาจำกัด กระตุ้นให้คลิก
เว็บไซต์ Slidequest
4. Sephora
Sephora ใช้ Instagram Stories เพื่อสร้างความรู้สึกเร่งด่วนในการตัดสินใจ โดยโฆษณาชิ้นนี้ออกแบบอย่างเรียบง่าย ใช้ข้อความเพียงไม่กี่คำบนพื้นหลังสีเหลือง พร้อมปุ่ม CTA สีขาวที่มองเห็นได้ชัด
ข้อความอย่าง “Don’t Miss Out” ถูกวางไว้ในตำแหน่งเด่นกลางภาพ และด้วยความที่เป็น Instagram Stories ผู้ใช้งานมีเวลาเพียง 24 ชั่วโมงในการกดลิงก์ก่อนคอนเทนต์จะหายไป แม้ผู้ชมจะยังไม่รู้รายละเอียดของข้อเสนอทั้งหมด แต่การมีเวลาจำกัดก็ช่วยสร้างความรู้สึก FOMO และกระตุ้นให้ผู้ติดตามกลับมาเช็ก Instagram ของ Sephora อยู่เสมอ เผื่อจะมีโปรโมชันใหม่ปรากฏบน Stories อีกครั้ง
เว็บไซต์ Sephora
5. 5 Napkin Burger
5 Napkin Burger เป็นร้านเบอร์เกอร์ในนิวยอร์กที่ต้องการดึงดูดลูกค้ารายใหม่ๆ ในพื้นที่ใกล้เคียง พร้อมสร้างฐานข้อมูลสำหรับใช้ต่อยอดการตลาดในอนาคต แบรนด์จึงเลือกใช้โฆษณาแบบ Click-to-Messenger พร้อมปุ่ม CTA ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้ารับโปรโมชันเบอร์เกอร์ซื้อ 1 แถม 1 ผ่าน Messenger
แคมเปญนี้ช่วยสร้างผลลัพธ์ได้อย่างน่าสนใจ โดย CTA ดังกล่าวสามารถสร้างการใช้สิทธิ์ในร้านมากกว่า 450 ครั้ง และช่วยเพิ่มมูลค่าเฉลี่ยต่อออเดอร์ได้ถึง 20%
คลังโฆษณา Facebook
6. Lyft
ชัดเจนว่าเป้าหมายของ Lyft คือการกระตุ้นให้ดาวน์โหลดแอป นอกจากโปรโมตโปรโมชั่นที่ยอดเยี่ยม (ลด 50% สำหรับการเดินทาง 5 ครั้งแรก) แบรนด์ยังเลือกใช้ภาพของคนสวมหน้ากาก สื่อสารอย่างละเอียดอ่อนว่าจะปลอดภัยเมื่อโดยสารกับ Lyft คำอธิบายและ CTA กระตุ้นให้แตะปุ่มดาวน์โหลดอย่างชัดเจน
เว็บไซต์ Lyft
7. Walmart
Walmart เปิดแคมเปญโฆษณา Facebook เพื่อโปรโมตความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนในช่วง Climate Week 2020 แบรนด์เลือกใช้โฆษณาแบบ Carousel บน Facebook เพื่อแสดงวิดีโอชุดหนึ่งที่โปรโมตผลงานและกระตุ้นให้ผู้ชมเอาชนะอคติทางปัญญาเกี่ยวกับแบรนด์ หากผู้ซื้อต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถคลิก Call to Action ที่ส่งไปยัง Landing Page ของแคมเปญนี้ได้
เว็บไซต์ Walmart
ตัวอย่าง Call to Action สำหรับเว็บไซต์
8. Mattel Creations
หน้าแรกของร้านของสะสมของแบรนด์ของเล่น Mattel มีปุ่ม CTA หลายปุ่มที่มีป้ายกำกับว่า Shop Now แต่ละปุ่มมาพร้อม Hero Image และวลีสั้นๆ เพื่อดึงดูดแฟนภาพยนตร์ กีฬา และซีรีส์ของเล่นต่าง ๆ
การวาง Call to Action สำหรับสินค้ายอดนิยมในหน้าแรก Mattel เข้าถึงผู้ใช้งานที่เข้ามาเพื่อมองหาสินค้าเฉพาะได้ทันที ลดเวลาที่ต้องเสียไปกับการเลื่อนดูสินค้า และช่วยพาลูกค้าเข้าสู่ขั้นตอนถัดไปของ Marketing Funnels ได้เร็วขึ้น
เว็บไซต์ Mattel
9. FashionNova
เมื่อผู้ใช้งานเข้าสู่เว็บไซต์ของ Fashion Nova จะมี Pop-up ข้อเสนอพิเศษปรากฏขึ้นทันทีเพื่อดึงดูดความสนใจ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นสำคัญของ Sales Funnel ของแบรนด์
ข้อเสนอที่มาแบบไม่คาดคิดสามารถกระตุ้นพฤติกรรมผู้ใช้งานได้หลายรูปแบบ เช่น ช่วยให้คนที่แค่เข้ามาเลื่อนดูสินค้าแบบผ่าน ๆ ตัดสินใจซื้อจริง หรือทำให้ลูกค้าซื้อสินค้ามากกว่าที่ตั้งใจไว้เพื่อใช้สิทธิ์โปรโมชันให้คุ้มที่สุด
Pop-up ของ Fashion Nova มีดีไซน์ที่เรียบง่ายแต่โดดเด่น โดยใช้สีทองเพื่อเชื่อมโยงกับความรู้สึกถึง “ความคุ้มค่า” และออกแบบให้คล้ายสลากขูดลุ้นรางวัล ซึ่งช่วยสร้างความรู้สึกสนุก ตื่นเต้น และทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นผู้โชคดีที่ได้รับข้อเสนอพิเศษจากแบรนด์
Scratch me Fashion Nova
10. Zanerobe
Zanerobe แบรนด์แฟชั่นผู้ชายใช้ Push Notification เป็นเครื่องมือในการเก็บรายชื่อผู้สนใจบนเว็บไซต์ ซึ่งเป็นรูปแบบการสื่อสารที่มักสร้างอัตราการคลิก (CTR) ได้ค่อนข้างสูง
ระหว่างที่ผู้ใช้งานกำลังเลือกดูสินค้า จะมี Pop-up ขนาดเล็กพร้อม CTA ปรากฏขึ้นบริเวณด้านบนของหน้าจอ โดยผู้ใช้งานสามารถกด “I’m in!” เพื่อสมัครรับ Push Notification และรับข่าวสารรวมถึงโปรโมชันต่าง ๆ จากแบรนด์ได้ทันที

11. Pura Vida
แม้ในลิสต์นี้จะมีตัวอย่าง CTA สำหรับอีคอมเมิร์ซหลายแบบที่ใช้ Pop-up ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้ใช้งานจำนวนไม่น้อยรู้สึกรำคาญ Pop-up ที่เด้งขึ้นมาทันทีเมื่อเข้าเว็บไซต์
Pura Vida จึงเลือกใช้ CTA แบบ Embedded ที่กลมกลืนไปกับหน้าหมวดหมู่สินค้า ทำให้ระหว่างที่ผู้ใช้งานกำลังเลื่อนดูสินค้า ก็สามารถสมัคร SMS Marketing และรับส่วนลด 20% ได้อย่างเป็นธรรมชาติ แบรนด์ใช้ข้อความ CTA อย่าง “Sign Me Up!” เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้งานลงมือทำโดยไม่รู้สึกถูกกดดันมากเกินไป

12. Craftd
ร้านเครื่องประดับผู้ชาย Craftd ใช้ป๊อปอัปเพื่อดึงดูดความสนใจ สื่อสารข้อความเฉพาะกลุ่ม และสร้างรายชื่ออีเมลสำหรับการตลาด หากเป็นผู้ซื้อใหม่ Craftd เสนอส่วนลด 10% สำหรับออเดอร์แรกเพื่อแลกกับที่อยู่อีเมล โดยโมดูล CTA ถูกออกแบบมาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์อย่างชัดเจน อีกจุดที่ช่วยเพิ่ม Conversion คือการลดสิ่งรบกวนบนหน้าจอ โดยพื้นหลังของเว็บไซต์จะถูกทำให้จางลง เพื่อให้สายตาของผู้ใช้งานโฟกัสอยู่ที่ CTA ได้เต็มที่

ตัวอย่าง CTA ทางอีเมล
13. Cotton Bureau
Cotton Bureau ร้านขายเสื้อกราฟิกและงานออกแบบสั่งทำ ใช้อีเมลการตลาดที่รวมเทคนิค CTA ที่ดีไว้หลายจุดในชิ้นเดียว ข้อเสนอพิเศษถูกเน้นด้วยตัวหนา ทำให้ผู้ใช้งานสังเกตเห็นได้ทันที ขณะเดียวกันข้อความโฆษณาก็สร้างความเร่งด่วนด้วยคำว่า “while supplies last” เพื่อกระตุ้นให้คนรีบตัดสินใจ
ปุ่ม CTA ถูกออกแบบให้มีขนาดใหญ่ มองเห็นชัด และที่สำคัญคือทุกองค์ประกอบสำคัญถูกวางไว้ Above the Fold ภายในอีเมล ทำให้ผู้รับเห็นข้อความหลักได้ทันทีโดยไม่ต้องเลื่อนอ่านเพิ่ม

14. Buck Mason
อีเมลจาก Buck Mason แบรนด์เสื้อผ้าจากแคลิฟอร์เนีย เลือกใช้ CTA หลายรูปแบบให้สอดคล้องกับคอนเทนต์รอบข้างอย่างเป็นธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น สำหรับสินค้า “Field-Spec Cotton Surplus Crew” แบรนด์ใช้ CTA ว่า “Shop Field Spec” ส่วนคอนเทนต์เกี่ยวกับเพลย์ลิสต์เพลงจะใช้ CTA สั้น ๆ อย่าง “Listen”
CTA ที่ออกแบบตามบริบทแบบนี้ช่วยให้อีเมลดูเป็นธรรมชาติและรู้สึก Personal มากกว่าการใช้ปุ่มแบบเดียวกันทุกส่วน หากคุณต้องการโปรโมตสินค้าหรือบริการหลายประเภทในอีเมลเดียว การสร้าง CTA แยกตามแต่ละเป้าหมายก็สามารถช่วยเพิ่ม Engagement ได้ดีขึ้น

15. Magic Spoon cereal
Magic Spoon ใช้ Subject Line ของอีเมลเป็น CTA ได้อย่างน่าสนใจด้วยข้อความ “How to cure a case of the Mondays” ซึ่งเป็นประโยคที่ผู้รับอีเมลสามารถเชื่อมโยงกับตัวเองได้ทันที และช่วยให้อีเมลโดดเด่นขึ้นท่ามกลางข้อความอื่นใน Inbox
ดีไซน์อีเมลของ Magic Spoon ยังช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าใจได้ทันทีว่ากำลังโปรโมตอะไร และควรทำอะไรต่อ โดยใช้โทนสีชมพูสด ภาพประกอบที่สะดุดตา และนำสายตาไปยังปุ่ม CTA สีม่วงที่เขียนว่า “Order Now” อย่างชัดเจน

สร้าง CTA ที่น่าสนใจให้กับแคมเปญอีคอมเมิร์ซของคุณ
การมี CTA หรือ Call to Action ที่ชัดเจนและโน้มน้าวใจถือเป็นสิ่งสำคัญ ลองนำเทคนิคและแนวทางต่าง ๆ ในบทความนี้ไปปรับใช้กับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซหรือแคมเปญบนโซเชียลมีเดียของคุณ ทดลองดูว่า CTA แบบไหนได้ผลกับกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด ปรับปรุงในจุดที่ยังไม่เวิร์ก แล้วค่อยติดตามผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เพราะเมื่อ CTA ตรงกับความต้องการของลูกค้า ก็มีโอกาสช่วยเพิ่ม Conversion และยอดขายได้อย่างชัดเจน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ CTA อีคอมเมิร์ซ
วิธีเขียน CTA ที่ดีควรเริ่มจากอะไร
- พิจารณาขั้นตอนใน Funnel
- เริ่มต้นด้วยข้อเสนอที่มีความเสี่ยงต่ำ
- ใช้ความเร่งด่วนเพื่อเพิ่ม Conversion
- ทดลองใช้สีที่แตกต่างกัน
- ใช้ปุ่มและข้อความ CTA ที่เรียบง่าย
- ใช้ Hero Image ที่ดึงดูดสายตา
- วาง CTA ไว้ในตำแหน่ง Above the Fold
Call to Action สำหรับอีคอมเมิร์ซคืออะไร
CTA หรือ Call to Action สำหรับอีคอมเมิร์ซ คือข้อความ ปุ่ม หรือองค์ประกอบบนเว็บไซต์ที่กระตุ้นให้ผู้ใช้งานทำบางอย่าง เช่น ซื้อสินค้า สมัครสมาชิก หรือเพิ่มสินค้าลงตะกร้า ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลักดันผู้เข้าชมไปสู่ Conversion
ตัวอย่าง Call to Action คืออะไร
ตัวอย่าง CTA ที่พบได้บ่อย เช่น ซื้อเลย, สมัครตอนนี้, กดลงตะกร้า และ ไปยังขั้นตอนชำระเงิน
CTA ควรมีองค์ประกอบอะไรบ้าง
CTA ที่มีประสิทธิภาพควรประกอบด้วยคำที่กระตุ้นการลงมือทำ เป้าหมายที่ชัดเจน และเหตุผลที่น่าสนใจมากพอให้ผู้ใช้งานอยากคลิก

