การถ่ายภาพไม่ได้สามารถเป็นเพียงงานอดิเรก แต่ยังจะสามารถกลายเป็นอาชีพในฝันได้เช่นกัน เพราะหากถนัดใช้กล้องการถ่ายภาพอาจเป็นงานเสริมที่คุ้มค่าหรือแม้กระทั่งอาชีพหลักที่มั่นคง แต่เพื่อให้ธุรกิจถ่ายภาพทำกำไรได้จริง ก็จำเป็นจะต้องเลือกตลาดเฉพาะทาง (niche) ให้ถูก บริหารทุนเริ่มต้นให้ดี และโปรโมตบริการผ่านเว็บไซต์ที่มีความเสถียร
ประเภทของธุรกิจถ่ายภาพ
- การถ่ายภาพงานแต่งงาน
- การถ่ายภาพบุคคล
- การถ่ายภาพอสังหาริมทรัพย์
- การถ่ายภาพข่าว
- การถ่ายภาพอาหาร
- การถ่ายภาพแฟชั่น
- การถ่ายภาพท่องเที่ยว
- Stock photography
วงการถ่ายภาพมีความหลากหลายสูง จึงควรสำรวจตลาดเฉพาะทางที่ตอบโจทย์ทั้งด้านความสร้างสรรค์และรายได้
การถ่ายภาพงานแต่งงาน
ช่างภาพงานแต่งงานทำหน้าที่ดูแลทุกช่วงของพิธี ตั้งแต่การแต่งงานเอง งานเลี้ยงฉลอง ไปจนถึงช่วงเวลาพิเศษอย่างการถ่ายภาพพิธีหมั้น
หากชื่นชอบการถ่ายทอดอารมณ์และภาพอิริยาบถอันเป็นธรรมชาติ รวมถึงสนใจกำกับคนที่ไม่ถนัดอยู่หน้ากล้องแล้วล่ะก็ การรับถ่ายภาพงานแต่งงานก็อาจเป็นตลาดเฉพาะทางที่ทำรายได้ได้ดีตลาดหนึ่ง และเพราะงานแต่งงานส่วนใหญ่จัดขึ้นในวันหยุดสุดสัปดาห์ จึงเหมาะเป็นงานเสริมที่ทำควบคู่กับงานประจำได้สบายด้วยเช่นกัน โดยจากการสำรวจของ The Knot ล่าสุด สำหรับการจ้างช่างภาพงานแต่งงานแล้ว คู่บ่าวสาวมักใช้จ่ายถึง 2,900 ดอลลาร์สหรัฐทีเดียว
การถ่ายภาพบุคคล
ช่างภาพบุคคลสามารถถ่ายภาพได้ทั้งในสตูดิโออย่างสำหรับภาพครอบครัว หรือนอกสถานที่ เช่นภาพของโรงเรียนหรือที่ทำงาน ซึ่งบางคนอาจเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่นถนัดภาพ headshot ของนักแสดง ขณะที่บางคนอาจรับงานหลากหลายประเภท
โดยการถ่ายภาพบุคคลมักสะท้อนบุคลิกของผู้ถูกถ่าย จึงเหมาะกับช่างภาพที่ชอบสร้างความสัมพันธ์แบบตัวต่อตัว อาจเริ่มจากการถ่ายภาพให้เพื่อนและครอบครัว หรือติดต่อโมเดลลิ่ง
ในพื้นที่เพื่อทำงานร่วมกันด้วยข้อตกลงแบบ TFP (Trade for Print หรือการแลกเปลี่ยนเวลาเพื่อรับบริการถ่ายภาพจากช่าง) ซึ่งจะช่วยให้ทั้งนางแบบและช่างภาพได้สร้างพอร์ตโฟลิโอขึ้นโดยไม่มีค่าใช้จ่าย จากนั้นเมื่อมีผลงานที่แสดงสไตล์เฉพาะตัวได้ชัดเจนแล้วก็สามารถนำไปลงเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียเพื่อโปรโมตบริการต่อไป
การถ่ายภาพอสังหาริมทรัพย์
ช่างภาพอสังหาริมทรัพย์ทำงานร่วมกับเอเจนต์ เจ้าของที่ดิน และผู้ขายผ่านการถ่ายภาพประกอบประกาศขายหรือเช่าที่พักเพื่อดึงดูดผู้สนใจ โดยราคาสามารถกำหนดตามขนาดของอสังหาริมทรัพย์ จำนวนภาพที่ส่งมอบ หรือราคาประกาศขายตามแต่ตกลง
โดยจากข้อมูลของ Virtuance บริษัทถ่ายภาพอสังหาริมทรัพย์ที่สำรวจผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์กว่า 200 ราย พบว่า 98% ใช้บริการช่างภาพมืออาชีพสำหรับประกาศขาย แสดงให้เห็นว่าตลาดเฉพาะทางนี้ยังมีโอกาสอีกมาก
การถ่ายภาพข่าว
ช่างภาพข่าวหรือ photojournalist ทำหน้าที่บันทึกเหตุการณ์ปัจจุบัน ทั้งข่าวด่วนและการแข่งขันกีฬา โดยที่ไม่มีสตูดิโอหรือนางแบบมาคอยโพสท่าให้ เนื่องจากมักจะเน้นภาพที่เกิดขึ้นตามอิริยาบถธรรมชาติ ซึ่งภาพของ photojournalist อาจทำหน้าที่ประกอบบทความ แต่บางโอกาสก็เป็นตัวเนื้อหาหลักเองได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่นในรูปแบบของเรียงความภาพ
ช่างภาพกลุ่มนี้ทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตการณ์ บันทึกเหตุการณ์ตามที่เกิดขึ้นจริงโดยไม่แทรกแซง หากเป็นช่างภาพที่ชอบอยู่เบื้องหลังและบันทึกภาพตามความเป็นจริง เส้นทางนี้จึงอาจเป็นเส้นทางที่ใช่ ซึ่งก็ไม่ได้จำเป็นจะต้องศึกษาด้านวารสารศาสตร์มาโดยตรง แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่าหากฝึกการเขียนแคปชั่นและทักษะการสัมภาษณ์ให้ดีก็จะช่วยเสริมคุณภาพของงานได้มาก
การถ่ายภาพอาหาร
ช่างภาพอาหารทำให้อาหารดูน่าดึงดูด โดยมากมักร่วมงานกับผู้ผลิตอาหาร ร้านอาหาร หรือนักวิจารณ์อาหารด้วยการถ่ายภาพที่ครอบคลุมทั้งวัตถุดิบและอาหารที่จัดจานสำเร็จแล้ว
การถ่ายภาพแฟชั่น
ช่างภาพแฟชั่นสามารถถ่ายภาพรันเวย์ เซตภาพ editorial สำหรับนิตยสาร หรือร่วมงานกับแบรนด์ต่าง ๆ ในเชิงพาณิชย์ เช่น การถ่ายภาพเสื้อผ้าสำหรับร้านค้าออนไลน์ โดยงานแฟชั่นครอบคลุมสไตล์หลายสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นภาพบุคคลหรือภาพแอ็กชัน การพัฒนาทักษะให้หลากหลายจึงจะเป็นประโยชน์อย่างมากในสายงานนี้
การถ่ายภาพท่องเที่ยว
ทั้งนี้หากฝันอยากเดินทางรอบโลกพร้อมสร้างรายได้ไปในตัวการถ่ายภาพท่องเที่ยวอาจเป็นตลาดเฉพาะทางที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งช่างภาพกลุ่มนี้จะเดินทางไปทั่วโลกเพื่อถ่ายภาพให้โรงแรม นิตยสาร สายการบิน และลูกค้าในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
Stock photography
ช่างภาพ stock ทำหน้าที่สร้างคลังภาพที่ผู้ใช้สามารถซื้อลิขสิทธิ์ไปใช้งานได้ โดยพอร์ตโฟลิโออาจครอบคลุมทั้งภาพทิวทัศน์ ภาพบุคคล วัตถุ และอาหารขึ้นอยู่กับความถนัด ซึ่งหากสนใจขายภาพถ่ายออนไลน์แพลตฟอร์มอย่าง Getty Images หรือ Shutterstock ก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดี
วิธีเริ่มธุรกิจถ่ายภาพใน 12 ขั้นตอน
- เลือกตลาดการถ่ายภาพเฉพาะทาง
- ทำการสำรวจตลาด
- ตั้งชื่อธุรกิจ
- จดทะเบียนธุรกิจให้ถูกต้องตามกฎหมาย
- กำหนดราคา
- เขียนแผนธุรกิจ
- พิจารณาความเหมาะสมและการทำงานของอุปกรณ์
- สร้างเว็บไซต์ถ่ายภาพแบบมืออาชีพ
- สร้างตัวตนบนโซเชียลมีเดีย
- ทดลองลงโฆษณา
- สร้างเครือข่ายลูกค้า
- จัดทำสัญญากับลูกค้า
ความเป็นจริงก็คือการเริ่มธุรกิจถ่ายภาพแบบมืออาชีพต้องอาศัยความพยายามและวินัยไม่ว่าจะเลือกเส้นทางไหนเป็นพิเศษก็ตาม แม้ไม่จำเป็นจะต้องมีวุฒิการศึกษาด้านธุรกิจดังกล่าวโดยตรง แต่ก็จำเป็นจะต้องมีแผนที่ชัดเจนรวมถึงความมุ่งมั่นตั้งใจ โดยต่อไปนี้คือ 12 ขั้นตอนที่จะช่วยให้ธุรกิจถ่ายภาพเดินหน้าได้จริง
1. เลือกตลาดการถ่ายภาพเฉพาะทาง
ไม่ว่าจะตั้งตนเป็นช่างภาพอาหารหรือช่างภาพโรงเรียนที่เดินทางไปถ่ายรูปตามสถาบันต่าง ๆ การเลือกตลาดเฉพาะทางที่สนใจจริง ๆ ถือได้ว่าเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะทำให้งานทั้งมีความหมายและทำกำไรได้
ที่มา: Shopify Burst
อย่าง Kaitlin Koleda ช่างภาพที่มีประสบการณ์กว่า 15 ปีเองก็กล่าวในเชิงเดียวกันนี้ว่า "การมีตลาดเฉพาะอันชัดเจนจะช่วยสร้างอัตลักษณ์แบรนด์ที่แข็งแกร่ง และทำให้วางกลยุทธ์การตลาดที่ตรงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขึ้น"
"ตลาดถ่ายภาพมีการแข่งขันกันสูง จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าการมีตลาดเฉพาะทางสักหนึ่งหรือสองด้านจะช่วยให้ช่างแต่ละคนโดดเด่นในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่น่าเชื่อถือ โดยการสร้างพอร์ตโฟลิโอและการนำเสนอผลงานจะช่วยให้ลูกค้าที่มีแนวโน้มจะจ้างจึงจะเห็นภาพชัดว่าจะได้รับการบริการอะไรได้"
2. ทำการสำรวจตลาด
เมื่อเลือกตลาดเฉพาะทางได้แล้วก็ควรศึกษาตลาดอย่างเจาะลึกขึ้น ผ่านงานวิเคราะห์วิจัยตลาดโดยอาจอ้างอิงรายงานจากบุคคลที่สามและสื่อสิ่งพิมพ์ภายในอุตสาหกรรม เช่นที่จัดทำโดย The Nielsen Company และ Mintel เพื่อทำความเข้าใจกลุ่มลูกค้าและแนวโน้มของตลาด
นอกจากนี้อาจลองอ่านรีวิวของช่างภาพคนอื่นในตลาดเฉพาะทางเดียวกัน ทั้งจากบนโซเชียลมีเดีย ผ่าน Google Business Profile รวมไปถึงเว็บไซต์ ทั้งนี้เพื่อหาจุดที่การบริการของคู่แข่งยังคงขาดอยู่ ซึ่งการวิเคราะห์คู่แข่งในเชิงดังกล่าวก็จะช่วยกำหนดจุดขายที่แตกต่าง (Unique Selling Point หรือ USP) ที่ทำให้การบริการของคุณโดดเด่นกว่าคนอื่นได้
3. ตั้งชื่อธุรกิจ
ชื่อธุรกิจที่ดีควรสื่อถึงสินค้าหรือบริการของธุรกิจ รวมถึงสะท้อน จุดขาย สไตล์หรือระดับราคาได้ไปในตัว เช่น หากสตูดิโอถ่ายภาพแห่งหนึ่งชื่อ “ห้องภาพไชยา” ในขณะที่อีกแห่งหนึ่งชื่อ “Seoul Studio” ความแตกต่างทางด้านการบริการ สไตล์งาน รวมไปถึงราคาก็อาจรับรู้ได้ทันทีที่เห็นนั่นเอง ซึ่ง AI Business Name Generator ของ Shopify ก็สามารถช่วยหาชื่อที่เหมาะสมให้คุณได้ เพียงอธิบายรายละเอียดของธุรกิจให้ครบถ้วนดี ไม่ว่าจะเป็นที่ตั้ง ความเชี่ยวชาญ หรือรายละเอียดอื่น ๆ ระบบก็จะสามารถสร้างตัวเลือกให้ได้หลายแบบ
โดยก่อนตัดสินใจใช้ชื่อใด ก็จำเป็นจะต้องตรวจสอบว่าชื่อนั้นบนโซเชียลมีเดียยังว่างอยู่หรือไม่ รวมทั้งในฐานข้อมูลนิติบุคคลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เช่นกัน
4. จดทะเบียนธุรกิจให้ถูกต้องตามกฎหมาย
นอกจากนึ้ขั้นตอนการจดทะเบียนธุรกิจก็อาจแตกต่างกันไปตามที่ตั้งและรูปแบบธุรกิจที่เลือก
เลือกรูปแบบโครงสร้างธุรกิจ
ในการจัดตั้งธุรกิจจึงควรตัดสินใจว่าจะดำเนินธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดาหรือบริษัทจำกัด (Limited Liability Corporation or LLC) ซึ่งหากจดทะเบียน LLC ก็จะสามารถปกป้องทรัพย์สินส่วนตัว เช่น บ้านและรถยนต์ จากหนี้สินหรือคดีความได้ ในขณะที่การดำเนินธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาจะช่วยให้การตั้งต้นในตลาดทำได้ง่ายขึ้น
แต่ท้ายสุดไม่ว่าจะเลือกรูปแบบใด ก็จำเป็นจะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของหน่วยงานในพื้นที่ ทั้งการจดทะเบียนธุรกิจ การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ การชำระภาษี รวมไปถึงการรายงานข้อมูลธุรกิจด้วย
เปิดบัญชีธนาคารสำหรับธุรกิจ
หลังจดทะเบียนธุรกิจแล้วควรเปิดบัญชีธนาคารแยกต่างหาก เพื่อแยกการเงินส่วนตัวออกจากธุรกิจเนื่องจากจะทำให้การทำบัญชีและยื่นภาษีง่ายขึ้น
5. กำหนดราคา
ช่างภาพฟรีแลนซ์ในไทยโดยเฉลี่ยมักมีค่าบริการตั้งแต่ชั่วโมงละ 800 บาทเป็นต้นไป ซึ่งตัวเลขนี้ถือเป็นจุดอ้างอิงที่ดี แต่การกำหนดราคาของตัวเองก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบ โดย Garrett Maney เจ้าของ Just A Soul Photography กล่าวว่า "ช่างภาพหลายคนตั้งราคาแพ็กเกจต่ำเกินไป เพราะไม่ได้คำนึงถึงเวลาและความพยายามที่ต้องใช้ในการสนองวิสัยทัศน์ของลูกค้าและสร้างบรรยากาศที่สมบูรณ์แบบ"
ในขั้นต้นจึงควรเริ่มจากการคำนวณค่าใช้จ่ายสำหรับเวลาที่ใช้ถ่ายภาพจริง เช่น หากเป็นช่างภาพงานแต่งงาน อาจรวมถึง 8 ชั่วโมงในวันงานและ 3 ชั่วโมงสำหรับการถ่ายภาพในงานหมั้น จากนั้นจึงให้บวกเวลาและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเบื้องหลังด้วย
ซึ่ง Garrett เสริมว่า "ต้องรวมค่าโสหุ้ย เช่น ค่าอุปกรณ์ถ่ายภาพและค่าเดินทาง รวมถึงเวลาที่ใช้ตัดแต่งและส่งมอบงานหลังอีเวนต์ซึ่งอาจใช้เวลามากด้วยเช่นกัน"
6. เขียนแผนธุรกิจ
แผนธุรกิจที่ชัดเจนจะช่วยชี้นำทิศทางธุรกิจตั้งแต่การเริ่มต้นไปจนถึงการขยายธุรกิจถ่ายภาพได้ โดยมักครอบคลุมทั้งเป้าหมาย การเงิน การตลาด และกลยุทธ์พิชิตใจลูกค้า จึงมีประโยชน์อย่างยิ่งเมื่อต้องการระดมทุนจากนักลงทุน ซึ่งองค์ประกอบหลักของแผนธุรกิจมีดังนี้
- คำอธิบายธุรกิจ อธิบายธุรกิจ เป้าหมาย โมเดลธุรกิจ โครงสร้าง วิสัยทัศน์ พันธกิจ
- การวิจัยตลาด นำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความแข็งแกร่ง โอกาส ขนาด และการแข่งขันในตลาดที่เลือก
- บริการ อธิบายรายละเอียดสิ่งที่ให้บริการ รวมถึงวิธีกำหนดราคา
- ลูกค้าในอุดมคติ สร้างโปรไฟล์ลูกค้าในอุดมคติ โดยระบุที่อยู่ กิจกรรมยามว่าง รายได้ และค่านิยม
- แผนการตลาด แผนการตลาดครอบคลุมวิธีโปรโมตบริการถ่ายภาพ
- แผนการเงิน แผนการเงินระบุแหล่งเงินทุนที่เป็นไปได้ รายได้ที่คาดการณ์ และ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
7. พิจารณาความเหมาะสมและการทำงานของอุปกรณ์
อุปกรณ์ที่ใช้ในส่วนตัวอาจไม่เพียงพอสำหรับธุรกิจถ่ายภาพมืออาชีพ Rebeca Velie ช่างภาพงานแต่งงานกล่าวว่า "การได้ผลลัพธ์ระดับมือโปรจากกล้องโทรศัพท์ยากกว่าการได้ภาพจากการใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมมาก"
ช่างภาพจึงควรประเมินอุปกรณ์ที่มีอยู่ให้ดีว่าให้ผลลัพธ์ที่ต้องการได้หรือไม่ ซึ่ง Rebeca ยังเสริมด้วยว่า "สัญญาณที่ชัดที่สุดว่าถึงเวลาอัปเกรดเครื่องมือ คือเมื่ออุปกรณ์ปัจจุบันไม่สามารถให้ประสิทธิภาพที่ต้องการ หรือไม่ตรงกับความคาดหวังของลูกค้าอีกต่อไป"
ที่มา: Shopify Burst
โดยอุปกรณ์ที่เหมาะสมก็ยังอาจจะแตกต่างกันไปและขึ้นอยู่กับตลาดเฉพาะทางที่เลือก เช่น Rebeca ที่ถ่ายภาพงานแต่งงานและภาพการหมั้นจะใช้เลนส์ prime เป็นหลัก ได้แก่เลนส์ 85 มม. f/1.4 สำหรับภาพบุคคล, 50 มม. f/1.8 สำหรับถ่ายระยะกลาง และ 35 มม. f/1.4 สำหรับงานอื่น ๆ รวมไปถึงอุปกรณ์พื้นฐานที่ช่างภาพส่วนใหญ่ต้องใช้ เช่น ไฟเสริม เมมโมรีการ์ด และซอฟต์แวร์ตัดแต่ง
8. สร้างเว็บไซต์ถ่ายภาพแบบมืออาชีพ
การสร้างเว็บไซต์แบบมืออาชีพ การใช้งาน SEO ที่ดี และการออกแบบเว็บไซต์ที่แข็งแกร่งจะสามารถช่วยดึงดูดลูกค้าใหม่และสร้างคอนเวิร์สชันได้มาก การใช้งานเว็บไซต์ที่ออกแบบมาอย่างสะอาดตาและสำรวจได้ง่ายจึงเป็นเรื่องสำคัญ
โดยวิธีที่ง่ายที่สุดในการสร้างเว็บไซต์สำหรับบริการถ่ายภาพคือการใช้เครื่องมือสร้างแบบ drag-and-drop ที่ไม่ต้องเขียนโค้ดเป็นก็ใช้ได้อย่าง Shopify ซึ่งยังจะสามารถเชื่อมต่อกับแอปจองคิวเพื่อให้ลูกค้านัดหมายปรึกษาออนไลน์ได้สะดวกด้วย
ที่มา: Jackie Jean
ในการออกแบบเว็บไซต์ควรคำนึงถึงประสบการณ์ผู้ใช้ (User Experience หรือ UX) และความสะดวกในการสำรวจหน้าเว็บฯ Rebeca กล่าวเสริมว่า "เว็บไซต์ควรช่วยให้ผู้ชมหาข้อมูลที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว และทำให้รู้สึกมั่นใจพอที่จะติดต่อเข้ามา" ด้วย Shopify Magic เครื่องมือ AI ที่ช่วยเขียนคอนเทนต์คุณภาพสูง การสร้างหน้า FAQ และคำอธิบายแพ็กเกจจึงจะทำได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังสามารถทำให้ผู้เยี่ยมชมเข้าใจบริการได้ดียิ่งขึ้น
9. สร้างตัวตนบนโซเชียลมีเดีย
ในการสร้างธุรกิจชนิดนี้ควรโพสต์ลงบนโซเชียลมีเดียอย่างสม่ำเสมอไม่ว่าจะเป็นตัวผลงานเอง เบื้องหลังการทำงาน หรือรีวิวจากลูกค้า และเนื่องจากการสร้างฐานผู้ติดตามต้องอาศัยความต่อเนื่อง ต่อไปนี้จึงจะเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยเพิ่มการมองเห็นบนโซเชียลมีเดียได้ดี
โชว์ผลงานที่ดีที่สุด
โซเชียลมีเดียเปรียบเสมือนพอร์ตโฟลิโออีกช่องทางหนึ่ง จึงควรโพสต์ผลงานที่สอดคล้องกับบริการของธุรกิจเพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่ต้องการ ตัวอย่างเช่น ช่างภาพบุคคล Jackie Jean มีฟีดไอจีที่เต็มไปด้วยภาพผู้คนในช่วงเวลาพิเศษ
แชร์กระบวนการถ่ายและตัดแต่ง
หากได้รับอนุญาตจากลูกค้า อาจลองแชร์วิธีจัดองค์ประกอบภาพหรือขั้นตอนการแต่งรูป เพื่อให้ผู้ติดตามเห็นภาพการทำงานมากขึ้นและเข้าใจได้ชัดเจนว่าจะได้รับอะไรเมื่อทำการว่าจ้าง โดยการทำรีลไอจี หรือวิดีโอ TikTok ก็จะช่วยให้คอนเทนต์น่าสนใจยิ่งขึ้นด้วย
แชร์ปัญหาที่เจอระหว่างงาน
แต่แม้วางแผนมาดีแค่ไหนก็อาจพบเหตุไม่คาดฝันระหว่างการทำงาน การแชร์วิธีรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดอย่างสร้างสรรค์ เช่น เมื่อฝนตกหรือสถานที่ถ่ายไม่พร้อม ก็จะสามารถแสดงให้เห็นว่าคุณทำงานได้ดีแม้ในสภาวะกดดันเช่นกัน
เช่นตัวอย่างจาก Surreal แบรนด์ซีเรียลที่แชร์วิดีโอเบื้องหลังการถ่ายภาพบน Instagram ก็สะท้อนบุคลิกของแบรนด์ได้ดีในขณะที่ทีมงานรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างถ่าย
โพสต์รีวิวจากลูกค้า
นอกเหนือจากนี้การโปรโมตก็อาจสามารถอาศัยให้ลูกค้าบอกต่อข้อดีของการร่วมงานกับธุรกิจคุณ โดยเน้นไปที่การแชร์รีวิวที่ครอบคลุมทุกขั้นตอน ตั้งแต่การจองไปจนถึงการรับภาพ โดย Shopify จะสามารถช่วยเหลือได้ในด้านนี้เมื่อเชื่อมต่อเว็บไซต์ของแบรนด์กับแอปรีวิวเพื่อรวบรวมคำรับรองจากลูกค้าได้สะดวก
ใส่ภาพของตัวเองบ้าง
ช่างภาพมักอยู่หลังกล้องเสมอ การโพสต์ภาพตัวเองบ้างเป็นครั้งคราวช่วยให้ธุรกิจดูมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น
10. ทดลองลงโฆษณา
ดึงดูดผู้เข้าชมเว็บไซต์ด้วยการลงโฆษณาแบบเจาะจง (targeted ads) บน Google โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ตรงกับผู้ที่กำลังมองหาบริการในพื้นที่ ตัวอย่างเช่น หากเป็นช่างภาพงานแต่งงานในกรุงเทพฯ อาจลองใช้ฟีเจอร์ โฆษณาผ่านการค้นหา (Search Ads) ด้วยคีย์เวิร์ดอย่าง "ช่างภาพงานแต่งงานกรุงเทพ" หรือ "ช่างภาพแต่งงานราคาดี กรุงเทพ"
แม้จะเป็นกลยุทธ์การตลาดแบบเสียเงิน แต่ที่สุดแล้วก็จะยังช่วยให้ปรากฏบนผลการค้นหาเป็นอันดับต้น ๆ เมื่อมีคนค้นหาคีย์เวิร์ดที่เลือกไว้
ที่มา: Google
11. สร้างเครือข่ายลูกค้า
แม้โซเชียลมีเดียและ Google Business Profile จะช่วยเพิ่มการมองเห็น แต่สิ่งที่ลูกค้าจ้างจริง ๆ คือผลลัพธ์และประสบการณ์ที่ได้ระหว่างการทำงานด้วยกัน เมื่อมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมและภาพที่น่าจดจำไปแล้วก็จะเป็นการกระตุ้นให้กลับมาใช้บริการซ้ำ ซึ่งลูกค้าที่พึงพอใจมักกลายมาเป็นผู้สนับสนุนที่ดีที่สุด
Rebeca แนะนำว่า "จงทุ่มเทกับงานตั้งแต่ครั้งแรก ทำให้เกินความคาดหวัง ให้ลูกค้าเห็นคุณค่าของสิ่งที่ได้รับ และพยายามสร้างความสัมพันธ์ในระดับส่วนตัว และหากลูกค้ารู้สึกว่ารู้จักและไว้วางใจได้แล้ว โอกาสที่จะกลับมาจ้างซ้ำแทนที่จะเริ่มต้นใหม่กับคนอื่นก็สูงมาก"
เมื่อมีประสบการณ์ที่ดีกับลูกค้าแล้ว ก็ขอการแนะนำต่อและรีวิวออนไลน์ โดยรีวิวนี้คือรูปแบบหนึ่งของหลักฐานทางสังคมซึ่งจะทำหน้าที่อธิบายถึงแนวโน้มของคนที่มักอ้างอิงความคิดเห็นของผู้อื่นในการตัดสินใจ
12. จัดทำสัญญากับลูกค้า
สัญญาที่ชัดเจนและเป็นมืออาชีพทำหน้าที่ช่วยปกป้องธุรกิจถ่ายภาพของคุณ ทั้งยังแสดงให้ลูกค้าเห็นว่าธุรกิจของคุณทำงานอย่างจริงจัง โดยเมื่อลูกค้าสั่งซื้อแพ็กเกจบนเว็บไซต์ ก็ควรส่งสัญญาที่ระบุรายละเอียดและความคาดหวังของโปรเจกต์ ซึ่งอย่างน้อยควรมีองค์ประกอบดังนี้
- คู่สัญญา ระบุชื่อช่างภาพ (หรือธุรกิจถ่ายภาพ) และลูกค้าให้ชัดเจน
- การให้บริการ ระบุรายละเอียดบริการที่จะดำเนินการ ทั้งประเภทการถ่ายภาพ ชั่วโมงที่ครอบคลุม จำนวนภาพ รวมถึงรูปแบบการส่งมอบ
- ราคาและเงื่อนไขการชำระเงิน ระบุราคา เงินมัดจำที่จำเป็น กำหนดการชำระเงิน รวมถึงวิธีการชำระทีรองรับ โดยระบบ omnichannel point-of-sale ของ Shopify รองรับการรับชำระทั้งผ่านหน้าร้าน ออนไลน์ โซเชียลมีเดีย และช่องทางอื่น ๆ
- นโยบายการยกเลิกและเลื่อนนัด ระบุเงื่อนไขการยกเลิกจากทั้งสองฝ่าย นโยบายการเลื่อนนัด รวมถึงค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง
- สิทธิ์และการใช้งาน ระบุความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ สิทธิ์การใช้งานของทั้งสองฝ่าย รวมถึงข้อจำกัดในการนำภาพไปใช้
- สิ่งที่ส่งมอบและกำหนดเวลา ระบุสิ่งที่ลูกค้าจะได้รับ เช่น ไฟล์ดิจิทัลหรือภาพพิมพ์ และระยะเวลาที่คาดว่าจะส่งมอบ ตัวอย่างเช่น "ลูกค้าจะได้รับภาพดิจิทัลที่ตัดแต่งแล้ว 300 ภาพภายในระยะเวลา 8 สัปดาห์หลังวันงาน โดยช่างภาพจะส่งผ่านแกลเลอรีออนไลน์พร้อมให้ดาวน์โหลดและแชร์"
นอกจากนี้เมื่อเรียนรู้วิธีเริ่มธุรกิจถ่ายภาพทีละขั้นตอนแล้ว ก็อาจลองสำรวจช่องทางเพิ่มรายได้อื่น ๆ เพิ่มเติม
ช่องทางขายภาพถ่าย
นอกจากรายได้จากการรับงานลูกค้า หากต้องการก็ยังสามารถขายภาพถ่ายโดยตรงเพื่อสร้างรายได้เพิ่มได้อีกด้วย โดยมีช่องทางยอดนิยมดังนี้
- เว็บไซต์ของตัวเอง การขายภาพถ่ายออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ช่วยให้ควบคุมแบรนด์และการนำเสนอได้เต็มที่ และหากใช้งาน Shopify การตั้งร้านค้าออนไลน์เพื่อ ขายภาพพิมพ์และสินค้าดิจิทัล เช่น คอร์สถ่ายภาพก็สามารถทำได้
- เว็บไซต์ภาพ stock แพลตฟอร์มอย่าง Shutterstock และ Getty Images ช่วยเข้าถึงผู้ชมทั่วโลกโดยไม่ต้องบริหารเว็บไซต์เอง โดยทั่วไปจะได้รับค่าคอมมิชชันทุกครั้งที่มีการซื้อลิขสิทธิ์ภาพ ซึ่งมีโอกาสกลายเป็นแหล่งรายได้แบบ passive income
- งานอีเวนต์และตลาดนัด ตลาดนัดและงานศิลปะเป็นช่องทางในการขายภาพถ่ายและพบปะผู้ซื้อโดยตรงที่ดี โดยสามารถเล่าเรื่องราวเบื้องหลังภาพและตอบคำถามผู้สนใจได้ทันที
ค่าใช้จ่ายในการเริ่มธุรกิจถ่ายภาพมีอะไรบ้าง
การริเริ่มธุรกิจเป็นกระบวนการที่มีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่ต้องวางแผนล่วงหน้า การเตรียมรับมือกับค่าใช้จ่ายดังต่อไปนี้จึงจะช่วยให้บริหารงบประมาณได้ดียิ่งขึ้นและทำกำไรได้เร็วขึ้น
อุปกรณ์ถ่ายภาพ
ลูกค้าคาดหวังให้ช่างภาพมืออาชีพมีอุปกรณ์ครบครันเป็นของตัวเอง อุปกรณ์ถ่ายภาพพื้นฐานได้แก่ กล้อง DSLR คุณภาพสูง (ทั่วไปราคาเฉลี่ยเริ่มต้นตั้งแต่ประมาณ 5,000 บาทไปจนถึงหลายแสนบาท) และเลนส์ดี ๆ สักสองสามตัว (เริ่มต้นประมาณ 1,500 บาท) นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายสำหรับขาตั้งกล้อง แฟลช ไฟสตูดิโอ กระเป๋า รวมถึงเลนส์เสริมด้วย
ซอฟต์แวร์ตัดแต่งภาพ
เครื่องมือมืออาชีพอย่าง Adobe Photoshop และ Lightroom เริ่มต้นที่ 227. 91 บาทต่อเดือน และช่วยให้กระบวนการตัดแต่งรวดเร็วขึ้น หากงบประมาณจำกัด ลองใช้ซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งมาพร้อมเครื่องอย่าง Apple Photos หรือโปรแกรมตัดแต่งภาพออนไลน์ฟรี
เอกสารทางกฎหมาย
อาจจำเป็นต้องจ้างทนายความหรือใช้บริการเว็บไซต์บริการทางกฎหมายเพื่อจัดตั้งธุรกิจถ่ายภาพให้ถูกต้อง โดยทนายความอาจคิดราคาที่สูงกว่า ขณะที่เว็บไซต์บริการด้านกฎหมายอาจมีราคาคงที่ที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า
ใบอนุญาตประกอบธุรกิจ
อาจต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจในพื้นที่ที่ดำเนินการ ค่าธรรมเนียมและข้อกำหนดแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ โดยสามารถตรวจสอบกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อทำความเข้าใจข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
การตลาด
การตลาดที่มีประสิทธิภาพเริ่มจากเว็บไซต์ที่ออกแบบมาดีซึ่งช่วยนำเสนอบริการต่อลูกค้าที่มีแนวโน้มจะจ้าง โดยสื่อการตลาดทั้งหมดจะมีพื้นฐานมาจากพอร์ตโฟลิโอภาพถ่ายที่แสดงผลงานที่ดีที่สุด ซึ่งเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กมากมายมักเริ่มด้วยงบการตลาดที่ไม่มาก แล้วจึงค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของธุรกิจ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเริ่มธุรกิจถ่ายภาพ
ทำธุรกิจถ่ายภาพต้องจดทะเบียนเป็นบริษัทหรือไม่
การเริ่มธุรกิจถ่ายภาพในไทยไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนเป็นบริษัทตั้งแต่แรก คุณสามารถเริ่มต้นในรูปแบบบุคคลธรรมดาได้ ซึ่งตั้งต้นง่าย ค่าใช้จ่ายต่ำ และเหมาะกับงานฟรีแลนซ์หรือรับงานเป็นครั้งคราว แต่รายได้จะต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามปกติ หากต้องการความเป็นมืออาชีพมากขึ้น หรือเริ่มมีรายได้สม่ำเสมอ การจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เช่น บริษัทจำกัด จะช่วยแยกทรัพย์สินส่วนตัวออกจากธุรกิจ และอาจมีข้อได้เปรียบด้านการวางแผนภาษีในระยะยาว
ต้องมีวุฒิบัตรหรือใบรับรองเพื่อเป็นช่างภาพหรือไม่
ส่วนใหญ่แล้วตลาดการถ่ายภาพเฉพาะทางต่าง ๆ ไม่ต้องการวุฒิบัตรพิเศษ อย่างไรก็ตามในบางด้าน เช่น การถ่ายภาพอสังหาริมทรัพย์ทางอากาศหรือการถ่ายภาพข่าว อาจต้องมีใบรับรองเพื่อเข้าถึงพื้นที่หรือทักษะเฉพาะ นอกจากนี้ในฐานะเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กยังอาจต้องมีใบอนุญาตประกอบธุรกิจและการรับรองด้านภาษีเพื่อดำเนินการอย่างถูกกฎหมายด้วย
ควรเชี่ยวชาญการถ่ายภาพเฉพาะด้านหรือไม่
การเน้นหนักไปที่ตลาดใดตลาดหนึ่งอาจช่วยให้การตลาดและการสร้างเครือข่ายมีทิศทางชัดเจนขึ้น แต่ช่างภาพหลายคนก็พอใจในการควบหลายตลาด เนื่องจากการผสมผสานความเชี่ยวชาญหลายด้านนี้จะช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงตลอดทั้งปี ยกตัวอย่างเช่นช่างภาพที่รับถ่ายงานของโรงเรียนอาจมีงานชุกในช่วงต้นปีการศึกษา แต่อาจต้องการรายได้เสริมในช่วงอื่นโดยขึ้นอยู่กับตารางถ่ายภาพของแต่ละสถาบัน
ธุรกิจถ่ายภาพทำกำไรได้จริงหรือไม่
ธุรกิจถ่ายภาพทำกำไรได้หากสร้างฐานลูกค้าที่กว้างขวางขึ้น ลงทุนในอุปกรณ์อย่างชาญฉลาดและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในการวางแผนถ่ายและตัดแต่ง ซึ่งกำไรมักเติบโตตามชื่อเสียงและฐานลูกค้าที่ขยายตัว
ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อเริ่มธุรกิจถ่ายภาพมีอะไรบ้าง
ควรหลีกเลี่ยงการไปหน้างานโดยไม่เตรียมพร้อม และมีอุปกรณ์สำรองเสมอในกรณีที่อุปกรณ์หลักขัดข้อง นอกจากนี้ก็ไม่ควรใช้จ่ายกับอุปกรณ์สเปคสูงเกินความจำเป็นในช่วงแรก ซี่งอาจขอคำแนะนำจากเพื่อนร่วมวงการได้ รวมถึงควรอ่านรีวิวและจัดซื้ออุปกรณ์อย่างมีกลยุทธ์ตามการเติบโตของธุรกิจด้วย


