วิธีทำเว็บไซต์ให้กับธุรกิจคือก้าวแรกที่ไม่ควรมองข้ามเมื่อเริ่มต้นทำธุรกิจ เพราะแม้จะเป็นเพียงเว็บไซต์หน้าเดียวที่เรียบง่าย ก็สามารถช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ ให้ดูน่าเชื่อถือและเป็นมืออาชีพได้ทันที
และในยุคที่เทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทเครื่องมือวิธีทำเว็บไซต์ด้วย AI รุ่นใหม่ทำให้การทำเว็บไซต์ให้กับธุรกิจเป็นเรื่องง่ายกว่าที่เคย ไม่จำเป็นต้องมีทักษะด้านการเขียนโค้ดเลยแม้แต่น้อย คู่มือนี้จะพาคุณไปรู้จักทุกขั้นตอนสำคัญเกี่ยวกับวิธีทำเว็บไซต์ให้กับธุรกิจ ตั้งแต่การจดโดเมนเนม การเลือกแพลตฟอร์มวิธีทำเว็บไซต์ ไปจนถึงการออกแบบหน้าเพจหลักที่ธุรกิจควรมี
เหตุผลที่ธุรกิจของคุณควรมีเว็บไซต์
เว็บไซต์ธุรกิจเปรียบเสมือนหน้าร้านดิจิทัล และเป็นหนึ่งในจุดเชื่อมต่อที่สำคัญที่สุดระหว่างแบรนด์กับลูกค้า เว็บไซต์ช่วยสื่อสารตัวตนของธุรกิจ บอกเล่าว่าคุณคือใคร ทำอะไร และยังช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ในสายตาของผู้ที่กำลังมองหาสินค้าหรือบริการของคุณ
ปัจจุบัน แพลตฟอร์มวิธีทำเว็บไซต์แบบไม่ต้องเขียนโค้ด เปิดโอกาสให้ธุรกิจทุกขนาดสามารถมีเว็บไซต์ได้อย่างง่ายดาย ธุรกิจขนาดเล็กที่ใช้ Shopify เป็นต้น สามารถเริ่มต้นได้ทันทีด้วยเทมเพลตเว็บไซต์ที่ออกแบบอย่างมืออาชีพ “ใครก็ตามที่อยู่ในระบบของ Shopify สามารถเลือกเทมเพลตและเริ่มขายผ่านร้านค้าออนไลน์ได้ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง” Brooks Bostic ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของเอเจนซีออกแบบและพัฒนา on/Sight กล่าว
Shopify มีเทมเพลตที่สามารถปรับแต่งได้มากกว่า 800 แบบ และยังเปิดตัวโครงสร้างธีมใหม่ชื่อ Horizon ซึ่งมาพร้อมเทมเพลตอีก 10 แบบที่รองรับการปรับแต่งขั้นสูง รวมถึงเครื่องมือ AI ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างบล็อกเว็บไซต์ในสไตล์เฉพาะตัวได้อย่างอิสระ
วิธีทำเว็บไซต์ให้กับธุรกิจ
- กำหนดกลุ่มเป้าหมายและเป้าหมายของเว็บไซต์
- จดทะเบียนโดเมนเนม
- เลือกบริการโฮสติ้งเว็บไซต์
- เลือกแพลตฟอร์มวิธีทำเว็บไซต์
- สร้างหน้าเพจที่จำเป็น
- ใส่อัตลักษณ์แบรนด์
- เพิ่มเนื้อหา
- ปรับเว็บไซต์ให้เหมาะกับการค้นหาบนเสิร์ชเอนจิน
- เปิดตัว ติดตามผล และพัฒนาเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง
คุณไม่จำเป็นต้องเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีก็สามารถทำเว็บไซต์ให้กับธุรกิจที่ดูเป็นมืออาชีพได้ สิ่งที่สำคัญกว่าคือการมีแผนที่ชัดเจน และความเข้าใจในตัวตนของแบรนด์อย่างแท้จริง ต่อไปนี้คือคู่มือวิธีทำเว็บไซต์ให้กับธุรกิจของคุณแบบทีละขั้นตอน
1. กำหนดกลุ่มเป้าหมายและเป้าหมายของเว็บไซต์
เริ่มต้นด้วยคำถามง่ายๆ ไม่กี่ข้อ: คุณต้องการสื่อสารกับใคร? ใครคือกลุ่มเป้าหมายของคุณ? คุณอยากให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์ทำอะไร ติดต่อคุณ ซื้อสินค้า หรือจองบริการ? คำตอบของคำถามเหล่านี้จะช่วยกำหนดโครงวิธีทำเว็บไซต์ทั้งหมด ตั้งแต่ภาพรวมของดีไซน์และบรรยากาศ ไปจนถึงรายละเอียดของแต่ละหน้าเพจ
ตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการสร้างรายชื่ออีเมลล่วงหน้าก่อนเปิดตัวแบรนด์ คุณอาจเลือกทำหน้า Landing Page แบบเรียบง่ายด้วย Shopify Forms หรือหากคุณทำธุรกิจถ่ายภาพ เว็บไซต์พอร์ตโฟลิโอที่รวมผลงานที่ผ่านมา พร้อมหน้าติดต่อ ก็น่าจะตอบโจทย์ได้ดีที่สุด
2. จดทะเบียนโดเมนเนม
โดเมนเนม (เช่น thisismybusiness.com) คือที่อยู่เว็บไซต์ของคุณ ก่อนจะเปิดเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ คุณจำเป็นต้องจดทะเบียนโดเมนเนมเสียก่อน ซึ่งเปรียบเสมือนการเช่าพื้นที่ของคุณบนโลกออนไลน์
คุณสามารถจดโดเมนเนมพร้อมกับการวิธีทำเว็บไซต์ผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Shopify ได้ทันที หรือหากยังไม่พร้อมเลือกแพลตฟอร์มวิธีทำเว็บไซต์ และต้องการเพียงจองชื่อโดเมนไว้ก่อน ก็สามารถใช้บริการจากผู้ให้บริการจดโดเมน เช่น GoDaddy หรือ Bluehost ได้เช่นกัน
ข้อควรพิจารณาในการเลือกโดเมนเนม
- สั้นกระชับ: โดเมนที่สั้นจะช่วยให้ลูกค้าจดจำได้ง่าย แนะนำให้ยาวไม่เกิน 15 ตัวอักษร
- ใช้ชื่อแบรนด์ของคุณ: การใส่ชื่อธุรกิจลงในโดเมนช่วยให้ผู้เข้าชมรู้ทันทีว่ากำลังอยู่บนเว็บไซต์ของแบรนด์คุณ และยังช่วยตอกย้ำอัตลักษณ์ของแบรนด์ คุณไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนเป็นบริษัทหรือ LLC ก็สามารถซื้อโดเมนได้ และโดเมนเนมไม่จำเป็นต้องตรงกับชื่อทางกฎหมายของธุรกิจ
- หลีกเลี่ยงอักขระพิเศษ: ตัวเลขและขีดกลางอาจทำให้ลูกค้าสับสนและพิมพ์ผิดได้ง่าย อีกทั้งผู้ใช้มือถือยังต้องสลับคีย์บอร์ดเพื่อพิมพ์อักขระเหล่านี้ ซึ่งอาจสร้างความไม่สะดวก
คุณสามารถใช้เครื่องมือตรวจสอบโดเมนของ Shopify เพื่อดูว่าชื่อโดเมนที่ต้องการยังว่างอยู่หรือไม่ หลายธุรกิจเลือกทำขั้นตอนนี้ตั้งแต่ก่อนตั้งชื่อแบรนด์ เพื่อให้แน่ใจว่าชื่อบริษัทและโดเมนสอดคล้องกัน แม้จะไม่ใช่ข้อบังคับก็ตาม
ตัวอย่างเช่น เอเจนซีด้านแบรนด์อย่าง Gander ใช้โดเมน takeagander.com ส่วนแบรนด์เครื่องครัว Anyday ใช้โดเมน cookanyday.com
3. เลือกบริการโฮสติ้งเว็บไซต์
นอกจากการจดทะเบียนโดเมนเนมแล้ว คุณยังต้องมีเว็บโฮสติ้ง ซึ่งเป็นบริการที่ใช้จัดเก็บไฟล์เว็บไซต์ และทำให้เว็บไซต์ของคุณสามารถเข้าถึงได้บนโลกออนไลน์ แพลตฟอร์มวิธีทำเว็บไซต์อย่าง Shopify สามารถดูแลเรื่องโฮสติ้งให้คุณได้ครบจบในที่เดียว ช่วยลดความซับซ้อน และประหยัดค่าใช้จ่ายจากการสมัครหลายบริการแยกกัน นอกจากนี้ ผู้ให้บริการจดโดเมนบางรายก็มีแพ็กเกจโฮสติ้งให้เลือกเช่นกัน
แต่หากคุณใช้แพลตฟอร์มอื่น เช่น WordPress คุณจะต้องเลือกผู้ให้บริการโฮสติ้งด้วยตัวเอง ซึ่งมักจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ตัวอย่างผู้ให้บริการโฮสติ้งยอดนิยม ได้แก่ IONOS DreamHost และ HostGator
4. เลือกแพลตฟอร์มวิธีทำเว็บไซต์
ปัจจุบันมีแพลตฟอร์มวิธีทำเว็บไซต์ให้เลือกมากมาย เช่น Shopify, Wix, Squarespace และ WordPress การเลือกแพลตฟอร์มที่เหมาะสมควรพิจารณาจากปัจจัยต่อไปนี้
ธีมและเทมเพลต
ธีมและเทมเพลตที่ออกแบบโดยมืออาชีพช่วยให้คุณวิธีทำเว็บไซต์ได้ง่าย โดยไม่จำเป็นต้องมีทักษะด้านการเขียนโค้ดหรือออกแบบกราฟิก ลองเลือกดูแพลตฟอร์มที่มีดีไซน์ร่วมสมัย ดูสะอาดตา และสอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์คุณ
อีกสิ่งสำคัญคือเทมเพลตควรรองรับ Responsive Web Design เพื่อให้เว็บไซต์แสดงผลได้สวยงามบนทุกขนาดหน้าจอ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือสมาร์ตโฟน แม้ว่าปัจจุบันผู้เข้าชมส่วนใหญ่จะเข้าเว็บไซต์ผ่านเดสก์ท็อป แต่การออกแบบแบบ Responsive จะช่วยรองรับการเติบโตในอนาคตได้ดีกว่า
“เมื่อคุณเริ่มใช้ช่องทางการตลาดใหม่ๆ กลุ่มผู้ชมอาจเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ใช้อย่างสิ้นเชิงได้ในเวลาไม่นาน” Rembrant Van der Mijnsbrugge นักพัฒนาเว็บไซต์และผู้ร่วมก่อตั้ง Mote Agency กล่าว
ยกตัวอย่างเช่น หากคุณเริ่มทำแคมเปญบน Instagram และทราฟฟิกส่วนใหญ่เริ่มมาจากมือถือ คุณไม่ควรต้องมาแก้เว็บไซต์ทีหลัง “คุณควรพร้อมไปพบลูกค้า ด้วยข้อความที่ใช่ ในเวลาที่เหมาะสม และบนแพลตฟอร์มที่เขาใช้อยู่” เขากล่าวเสริม
ฟีเจอร์อีคอมเมิร์ซ
หากคุณวางแผนจะขายสินค้าออนไลน์ แพลตฟอร์มที่เลือกควรมีเครื่องมือพื้นฐานที่จำเป็น เช่น:
- เครื่องมือจัดการการจัดส่งสินค้า ที่สามารถซื้อและพิมพ์ใบส่งของในราคาพิเศษ พร้อมติดตามสถานะการจัดส่ง
- ระบบชำระเงินที่ผสานรวมมาในตัว เช่น Shopify Payments Stripe หรือ Square เพื่อการทำธุรกรรมที่ปลอดภัย
- ระบบวิเคราะห์ข้อมูลอีคอมเมิร์ซ เพื่อดูแนวโน้มการซื้อและพฤติกรรมลูกค้า
- เครื่องมือจัดการสต็อกสินค้า เพื่อดูแลแคตตาล็อกสินค้าได้อย่างเป็นระบบ
ควรทราบว่าแพลตฟอร์มบางแห่ง เช่น WordPress ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่ออีคอมเมิร์ซโดยตรง และอาจไม่รองรับการรับชำระเงินออนไลน์ในแพ็กเกจระดับเริ่มต้น ในขณะที่ Shopify เปิดให้ขายสินค้าได้ตั้งแต่แพ็กเกจพื้นฐาน หากคุณกำลังเปรียบเทียบราคา อย่าลืมดูว่าแพ็กเกจระดับใดตอบโจทย์ธุรกิจของคุณจริงๆ
เครื่องมือ AI
เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) สามารถช่วยคุณได้ตั้งแต่การเขียนเนื้อหาเว็บไซต์ ไปจนถึงการเลือกธีมที่เหมาะสม ตัวอย่างเช่น Shopify Magic ที่ช่วยเร่งกระบวนการสร้างร้านค้า ด้วยการช่วยสร้างหน้า Landing Page เขียนคำอธิบายสินค้า และงานอื่นๆ อีกมากมาย
ขณะที่โครงสร้างธีมใหม่อย่าง Horizon ก็มาพร้อมฟีเจอร์ AI เพิ่มเติม ช่วยให้คุณปรับแต่งเว็บไซต์ด้วยบล็อกเนื้อหาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้ง่ายขึ้น
สินค้าดิจิทัล ระบบสมาชิก และการจองบริการ
หากธุรกิจของคุณไม่ได้ขายเพียงสินค้าจับต้องได้เพียงอย่างเดียว ควรเลือกแพลตฟอร์มที่รองรับรูปแบบการขายที่หลากหลาย เช่น สินค้าดิจิทัล หรือระบบสมัครสมาชิก ซึ่ง Shopify ก็รองรับฟีเจอร์เหล่านี้เช่นกัน
สำหรับธุรกิจบริการที่ต้องการระบบจองคิวหรือการนัดหมาย คุณสามารถเพิ่มแอปอย่าง BookX เพื่อเปิดให้ลูกค้าจองบริการผ่านเว็บไซต์ได้โดยตรง
App Store
การเลือกแพลตฟอร์มที่มี App Store ขนาดใหญ่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณต่อยอดได้ง่ายในอนาคต เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น คุณอาจต้องการฟีเจอร์เฉพาะทางที่ไม่มีมาให้ในระบบพื้นฐาน
Shopify มีแอปมากกว่า 8,000 แอป ที่ช่วยเพิ่มความสามารถให้เว็บไซต์ เช่น ระบบแจ้งเตือนสินค้าใกล้หมด รีวิววิดีโอสินค้า หรือการเชื่อมต่อกับพาร์ตเนอร์ดรอปชิปปิ้ง
การเชื่อมต่อโซเชียลมีเดียและมาร์เก็ตเพลส
การนำสินค้าไปแสดงบนโซเชียลมีเดียอย่าง Instagram และ Facebook รวมถึงมาร์เก็ตเพลสอย่าง Etsy จะช่วยให้คุณเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้กว้างขึ้น หากคุณวางแผนขายบนหลายแพลตฟอร์ม ควรเลือกเครื่องมือที่สามารถเชื่อมต่อระบบเหล่านี้ได้อย่างราบรื่น
Shopify มีเครื่องมืออย่างแอป Facebook และ Instagram และ แอป Marketplace Connect ที่ช่วยให้คุณจัดการสต็อกและยอดขายจากหลายช่องทางได้จากหลังบ้านเดียว
เครื่องมืออีเมลมาร์เก็ตติ้ง
อีเมลมาร์เก็ตติ้งยังคงเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุด โดยรายงาน HubSpot State of Marketing 2025 ระบุว่า ทุกๆ 30 บาท ที่ลงทุนไป สามารถสร้างผลตอบแทนได้เฉลี่ยถึง 1000 บาท
แพลตฟอร์มวิธีทำเว็บไซต์ส่วนใหญ่มักเชื่อมต่อกับเครื่องมืออีเมลยอดนิยม เช่น Mailchimp และ Klaviyo ขณะที่ Shopify ก็มีเครื่องมือในตัวอย่าง Shopify Email ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการสมัครบริการภายนอก
การเชื่อมระบบอีเมลเข้ากับเว็บไซต์ช่วยให้คุณส่งอีเมลอัตโนมัติแบบเฉพาะบุคคลได้ เช่น การแจ้งเตือนตะกร้าสินค้าที่ถูกทิ้งไว้ หรืออัปเดตสถานะการจัดส่ง นอกจากนี้ยังช่วยเก็บรายชื่อผู้สนใจ และสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าผ่านโปรโมชั่นหรือจดหมายข่าวเชิงลึก
5. สร้างหน้าเพจที่จำเป็น
ยังไม่เร็วเกินไปที่จะเริ่มวางโครงวิธีทำเว็บไซต์ ลองคิดล่วงหน้าว่าควรวางลิงก์ไปยังหน้าเพจสำคัญ เช่น หน้าเกี่ยวกับเรา และหน้าติดต่อ ไว้ตรงไหน รวมถึงการจัดวางองค์ประกอบหลักอย่างเมนูนำทาง นอกจากนี้ ควรเตรียมพื้นที่สำหรับข้อมูลสำคัญที่ลูกค้ามักมองหา เช่น นโยบายการคืนสินค้า เวลาทำการ หรือข้อมูลการให้บริการต่างๆ
หากคุณใช้ Shopify เป็นแพลตฟอร์มวิธีทำเว็บไซต์ สามารถเริ่มต้นจากเทมเพลตที่มีหน้าเพจสำคัญออกแบบไว้ล่วงหน้าแล้ว จากนั้นค่อยเพิ่มหน้าอื่นๆ ตามความจำเป็น สิ่งที่คุณต้องทำมีเพียงการใส่ข้อความและรูปภาพให้ตรงกับธุรกิจของคุณ
องค์ประกอบสำคัญที่เว็บไซต์ควรมี
(เราจะลงรายละเอียดเรื่องเนื้อหาและวิธีทำเว็บไซต์ให้กับธุรกิจในแต่ละหน้าภายหลัง)
- หน้าแรก
- หน้าเกี่ยวกับเรา
- หน้าติดต่อ
- หน้าสินค้า
- หน้าคอลเลกชันสินค้า
- ส่วนหัวเว็บไซต์
- ส่วนท้ายเว็บไซต์
ขณะจัดโครงวิธีทำเว็บไซต์ อย่าลืมคำนึงถึงช่องทางการขายหรือเส้นทางการตัดสินใจซื้อของลูกค้า “ตามหลักแล้ว ลูกค้าจะเริ่มจากหน้าแรก ไปยังหน้าคอลเลกชันสินค้า ต่อด้วยหน้าสินค้า จากนั้นเข้าสู่ตะกร้า และจบที่ขั้นตอนชำระเงิน” Sara Mote ผู้ร่วมก่อตั้ง Mote กล่าว “ทุกครั้งที่คุณออกแบบแต่ละหน้า ลองถอยออกมาหนึ่งก้าว แล้วถามตัวเองว่าอะไรจะทำให้ประสบการณ์ของผู้ใช้งานราบรื่นและประสบความสำเร็จมากที่สุด”
เพื่อช่วยให้เห็นภาพรวมของโครงวิธีทำเว็บไซต์ คุณอาจเริ่มต้นด้วยการวาด Wireframe หรือโครงร่างเว็บไซต์แบบคร่าวๆ “Wireframe คือภาพสเก็ตช์หรือแผนผังที่แสดงโครงสร้างและการจัดวางของเว็บไซต์ เปรียบเสมือนพิมพ์เขียว” Sara อธิบาย “คุณจะโฟกัสที่ตำแหน่งขององค์ประกอบต่างๆ โดยยังไม่ต้องใส่รายละเอียดด้านดีไซน์ วิธีนี้ช่วยให้คุณคิดเรื่องโครงสร้าง การนำทาง และลำดับความสำคัญของส่วนต่างๆ ได้ชัดเจนขึ้น”
6. ใส่อัตลักษณ์แบรนด์
นี่คือวิธีทำเว็บไซต์ให้กับธุรกิจที่สำคัญอย่างหนึ่ง ที่จะช่วยเพิ่มองค์ประกอบด้านภาพลักษณ์ของแบรนด์ เช่น โลโก้ สีประจำแบรนด์ ฟอนต์ และสไตล์ภาพถ่าย ให้สอดคล้องกันในทุกหน้าเว็บไซต์ สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ผู้เข้าชมสัมผัสได้ถึงบุคลิกและตัวตนของแบรนด์ตั้งแต่แรกเห็น
ในอุดมคติ คุณควรใช้ชุดองค์ประกอบเดียวกันนี้กับแพ็กเกจสินค้า และสื่อการตลาดอื่นๆ ด้วย เริ่มรวบรวมไฟล์และแนวทางเหล่านี้ไว้ใน Brand Guideline หรือคู่มือแบรนด์ ซึ่งเป็นเหมือนตำราที่อธิบายองค์ประกอบทั้งหมดที่ประกอบขึ้นเป็นตัวตนของแบรนด์
“Brand Toolkit คือชุดวัตถุดิบที่เราใช้วิธีทำเว็บไซต์ที่ดี” Ky Allport ครีเอทีฟไดเรกเตอร์จากเอเจนซีด้านแบรนด์ Outline กล่าว “หากยังไม่มีสิ่งเหล่านี้ตั้งแต่ต้น เว็บไซต์ก็มีขีดจำกัดว่ามันจะพาคุณไปได้ไกลแค่ไหน”
หากคุณวิธีทำเว็บไซต์ด้วย Shopify คุณสามารถอัปโหลดโลโก้ เลือกฟอนต์จากคลังที่มีให้ หรือเพิ่มฟอนต์ของคุณเอง รวมถึงปรับสีของเทมเพลตให้ตรงกับสีประจำแบรนด์ได้อย่างง่ายดาย
เมื่อเริ่มใช้สีบนเว็บไซต์ อย่าลืมคำนึงถึง "ความอ่านง่าย" เป็นหลัก การเลือกสีตัวอักษรและสีพื้นหลังที่มีคอนทราสต์สูงจะช่วยให้เนื้อหาอ่านได้ชัดเจนยิ่งขึ้น คุณสามารถตรวจสอบความเหมาะสมด้านการเข้าถึงได้ด้วยเครื่องมืออย่าง WebAIM Contrast Checker
เมื่อธุรกิจของคุณเติบโตขึ้น อย่าลืมตรวจสอบให้แน่ใจว่าดีไซน์เว็บไซต์สอดคล้องกับจุดสัมผัสอื่นๆ ของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์สินค้า หรือโฆษณาแบบชำระเงิน เพื่อรักษาความสม่ำเสมอของแบรนด์ “ความสม่ำเสมอช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค เมื่อลูกค้ารู้สึกว่าแบรนด์มีมุมมองที่ชัดเจนและต่อเนื่อง” Ky กล่าว
7. เพิ่มเนื้อหา
เมื่อคุณสร้างหน้าเพจต่างๆ ตามเทมเพลตเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการใส่เนื้อหา ทั้งข้อความ รูปภาพ และสื่ออื่นๆ อย่าลืมว่าคอนเทนต์ไม่ได้มีแค่ในหน้าเพจหลักเท่านั้น แต่ยังรวมถึงส่วนหัวและส่วนท้ายของเว็บไซต์ด้วย
ต่อไปนี้คือวิธีทำเว็บไซต์ให้กับธุรกิจและแนวทางในการใส่เนื้อหาสำหรับองค์ประกอบสำคัญแต่ละส่วนของเว็บไซต์
หน้าแรก
ที่มา: Shopify
หน้าแรกมักเป็นจุดแรกที่ลูกค้าได้รู้จักกับแบรนด์ของคุณ จึงควรสื่อสารตัวตนของแบรนด์และสิ่งที่คุณขายให้ชัดเจนตั้งแต่แรกเห็น พร้อมทั้งออกแบบให้ใช้งานง่าย เพราะผู้เข้าชมจะใช้หน้านี้เป็นประตูเข้าสู่ส่วนอื่นๆ ของเว็บไซต์
คุณไม่จำเป็นต้องใส่ข้อมูลทุกอย่างลงในหน้าแรก “สิ่งสำคัญคือเมื่อใครก็ตามเข้ามาที่หน้าแรก เขาควรเข้าใจทันทีว่าแบรนด์ของคุณคืออะไร และคุณขายอะไร” Sara Mote กล่าว “จากนั้นค่อยพาเขาไปรู้รายละเอียดเพิ่มเติมผ่านหน้าอื่นๆ ของเว็บไซต์”
องค์ประกอบสำคัญของหน้าแรกที่ดี
- ประสบการณ์ใช้งานที่ลื่นไหล หน้าเว็บควรโหลดเร็ว แสดงผลได้ดีบนมือถือ และมีระบบนำทางที่ใช้งานง่าย เพื่อให้ผู้เข้าชมไปยังส่วนอื่นๆ ของเว็บไซต์ได้อย่างสะดวก
- การสื่อสารแบรนด์อย่างชัดเจน ใช้โลโก้ โทนสี และฟอนต์ประจำแบรนด์ เพื่อถ่ายทอดอัตลักษณ์ด้านภาพให้ผู้เข้าชมรับรู้ได้ทันที
- CTA บอกให้ชัดเจนว่าคุณต้องการให้ผู้เข้าชมทำอะไรต่อ เช่น “เลือกซื้อสินค้า” “จองบริการ” หรือ “ดูรายละเอียดเพิ่มเติม”
- ภาพและสื่อที่ดึงดูดสายตา รูปภาพหรือวิดีโอคุณภาพสูงช่วยสร้างความประทับใจ และถ่ายทอดตัวตนของแบรนด์ได้อย่างทรงพลัง ลองใช้ภาพไลฟ์สไตล์หรือวิดีโอที่แสดงให้เห็นว่าสินค้าหรือบริการของคุณถูกใช้งานจริงอย่างไร
หน้าเกี่ยวกับเรา
ที่มา: Shopify
หน้า "หน้าเกี่ยวกับเรา" คือพื้นที่สำหรับเล่าเรื่องราวของแบรนด์ ถ่ายทอดคุณค่า วิสัยทัศน์ และเหตุผลที่ธุรกิจของคุณมีอยู่ สิ่งที่ควรใส่ในหน้านี้ ได้แก่
- เรื่องราวของแบรนด์ คุณเริ่มต้นจากจุดไหน และเดินทางมาถึงวันนี้ได้อย่างไร เรื่องเล่าที่จริงใจช่วยสร้างสายใยทางอารมณ์กับผู้อ่าน
- ผู้ก่อตั้งหรือทีมงานหลัก หากมีผู้ก่อตั้งหรือบุคคลที่เป็นหน้าตาของแบรนด์ นี่คือพื้นที่สำหรับแนะนำตัวตนของพวกเขา
- ใครคือคนที่คุณดูแล พูดถึงกลุ่มลูกค้าของคุณ และอธิบายว่าสินค้าหรือบริการช่วยแก้ปัญหาอะไรให้พวกเขาได้บ้าง
- วิธีการทำงานของคุณ เล่าถึงจุดเด่นของโมเดลธุรกิจ เช่น การใช้วัสดุที่ยั่งยืน หรือการทำงานร่วมกับผู้ผลิตท้องถิ่น
- CTA คิดว่าคุณอยากให้ผู้อ่านทำอะไรต่อ เช่น สมัครรับข่าวสาร ติดตามโซเชียลมีเดีย หรือเข้าไปอ่านบทความในบล็อก และเชื่อมลิงก์ให้ชัดเจน
หน้าติดต่อ
ที่มา: Shopify
ควรทำให้หน้าติดต่อหาเจอได้ง่าย โดยวางลิงก์ไว้ในเมนูหลักหรือส่วนท้ายเว็บไซต์ แนวทางสำหรับหน้าติดต่อที่มีประสิทธิภาพ
- มีช่องทางติดต่อหลากหลาย นอกจากอีเมลแล้ว อาจระบุช่องทางอื่นๆ เช่น โทรศัพท์ หรือข้อความทางโซเชียลมีเดีย
- มีแบบฟอร์มติดต่อ ฟอร์มช่วยให้ลูกค้าส่งข้อความถึงคุณได้โดยไม่ต้องออกจากเว็บไซต์
- ระบุระยะเวลาการตอบกลับ บอกให้ชัดเจนว่าธุรกิจของคุณใช้เวลาประมาณเท่าใดในการตอบกลับ เพื่อสร้างความคาดหวังที่ตรงกัน
- ที่อยู่และเวลาทำการ หากมีหน้าร้านจริง ควรใส่ที่อยู่ เวลาทำการ และอาจฝังแผนที่ เพื่อให้ลูกค้าเดินทางมาหาคุณได้ง่ายขึ้น
หน้าสินค้า
ที่มา: Shopify
หน้าสินค้าคือหัวใจของการขาย เป็นพื้นที่สำหรับนำเสนอสินค้าแต่ละชิ้น และกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อ สิ่งที่ควรมีในหน้าสินค้า ได้แก่
- ภาพสินค้าแบบคุณภาพสูง ทั้งภาพรายละเอียดสินค้า และภาพไลฟ์สไตล์ที่แสดงการใช้งานจริง
- คำอธิบายสินค้าที่น่าสนใจ คำอธิบายสินค้าและจุดเด่นของสินค้า โดยให้ข้อมูลที่จำเป็นโดยไม่ยาวหรือแน่นเกินไป
- หลักฐานทางสังคม เช่น รีวิวจากลูกค้า คะแนนดาว หรือคอนเทนต์ที่ลูกค้าสร้างขึ้น เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้ผู้ซื้อรายใหม่
- CTA ที่ชัดเจน ปุ่มอย่าง “ซื้อเลย” หรือ “เพิ่มลงตะกร้า” ควรมองเห็นได้ชัด
- คำตอบสำหรับข้อกังวลของลูกค้า ลองคาดเดาข้อสงสัยก่อนตัดสินใจซื้อ และตอบไว้ในคำอธิบายหรือส่วนคำถามที่พบบ่อย เช่น เรื่องคุณสมบัติ การใช้งาน หรือการคืนสินค้า
Sara แนะนำว่าข้อมูลในหน้าสินค้าควรถูกจัดวาง “อย่างเป็นธรรมชาติและเข้าใจง่าย” “เริ่มจากข้อมูลที่สำคัญที่สุดก่อน แล้วค่อยถามตัวเองว่าลูกค้าอาจอยากรู้รายละเอียดอะไรเพิ่มเติมอีก” เธอกล่าว ตัวอย่างเช่น คุณอาจวางคำอธิบายสั้นๆ ไว้ด้านบน และแยกรายละเอียดวัสดุหรือนโยบายคืนสินค้าไว้ในหัวข้อย่อยด้านล่าง
หน้าคอลเลกชันสินค้า
ที่มา: Shopify
จัดกลุ่มสินค้าให้เป็นหมวดหมู่ และรวบรวมไว้ในหน้าคอลเลกชัน เพื่อช่วยให้ลูกค้าหาสินค้าที่ต้องการได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างเช่น หากคุณขายเสื้อผ้าผู้หญิง อาจแยกคอลเลกชันเป็นเสื้อ แจ็กเก็ต หรือเดรส นอกจากนี้ยังสามารถสร้างคอลเลกชันสำหรับสินค้าใหม่ หรือสินค้าตามฤดูกาลได้ด้วย
หากไม่แน่ใจว่าจะจัดกลุ่มสินค้าอย่างไร ลองใช้แนวคิดด้าน SEO โดยตั้งชื่อหมวดหมู่ให้สอดคล้องกับคำค้นหายอดนิยมบนอินเทอร์เน็ต
“นี่คือหนึ่งในวิธีที่ง่ายและมีประสิทธิภาพที่สุดในการเพิ่มทราฟฟิกและรายได้แบบออร์แกนิก โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มสินค้าใหม่เลยด้วยซ้ำ” Kyle Risley หัวหน้าทีม SEO ของ Shopify กล่าว “เหตุผลคือ Google มักจัดอันดับหน้าคอลเลกชันสูงกว่าหน้าสินค้า สำหรับคำค้นเชิงพาณิชย์ เพราะผู้ใช้มีตัวเลือกให้เลือกมากกว่า”
Kyle แนะนำว่า ก่อนสร้างหน้าคอลเลกชัน ให้ลองดูว่าคำค้นไหนกำลังติดอันดับใน Google และหน้าไหนถูกจัดอันดับอยู่ ตัวอย่างเช่น หากคุณกำลังจะสร้างคอลเลกชันกางเกงเอวสูง ระหว่าง “กางเกงเอวสูง” กับ “ยีนส์เอวสูง” ให้ดูว่าคำค้นแต่ละคำแสดงผลหน้าแบบเดียวกันหรือไม่ หากผลลัพธ์ต่างกัน นั่นหมายความว่าคุณควรสร้างหน้าคอลเลกชันแยกกันสำหรับแต่ละกลุ่มสินค้า
ส่วนหัวเว็บไซต์
ที่มา: Shopify
โดยทั่วไป ส่วนหัวเว็บไซต์ควรแสดงชื่อธุรกิจและโลโก้อย่างชัดเจน เพื่อบอกผู้เข้าชมว่านี่คือเว็บไซต์ทางการของคุณ ควรมีเมนูนำทางและช่องค้นหา เพื่อให้ลูกค้าสามารถไปยังส่วนต่างๆ ของเว็บไซต์ได้สะดวก ไม่ว่าจะอยู่หน้าใดก็ตาม
คุณสามารถเพิ่มแบนเนอร์เหนือส่วนหัว เพื่อสื่อสารข้อมูลสำคัญตามช่วงเวลา เช่น โปรโมชั่นตามฤดูกาล หรือแคมเปญจัดส่งฟรี
ส่วนท้ายเว็บไซต์
ที่มา: Shopify
ส่วนท้ายเว็บไซต์ คือส่วนสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเป็นพื้นที่สำหรับรวบรวมลิงก์ข้อมูลจำเป็น เช่น นโยบายการจัดส่งและการคืนสินค้า ที่ตั้งร้าน ช่องทางติดต่อ รวมถึงลิงก์ไปยังโซเชียลมีเดีย นอกจากนี้ยังเป็นจุดที่เหมาะสำหรับใส่ฟอร์มสมัครรับอีเมล เพื่อสร้างฐานลูกค้าในระยะยาว
ขณะเพิ่มเนื้อหาให้เว็บไซต์ อย่าลืมยึดหลัก ความเรียบง่ายและเข้าใจง่าย Sara เรียกแนวคิดนี้ว่า Cognitive Ease หรือการทำให้ผู้ใช้งานไม่รู้สึกว่าต้องคิดมากเกินไป “การให้ข้อมูลทุกอย่างในหน้าเดียวอาจทำให้ผู้ใช้รู้สึกหนักเกินไป” เธอกล่าว พร้อมยกตัวอย่างเรื่องนโยบายการคืนสินค้า ลูกค้าอาจอยากรู้ข้อมูลนี้ก่อนซื้อ แต่ไม่จำเป็นต้องเห็นมันในทุกหน้า
“ข้อมูลเหล่านี้ควรอยู่ในจุดที่หาเจอง่าย และอ้างอิงได้โดยไม่ต้องค้นหานาน ขณะเดียวกันก็ต้องจัดวางอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ผู้ใช้งานรู้สึกข้อมูลล้นเกินในคราวเดียว”
8. ปรับเว็บไซต์ให้เหมาะกับการค้นหาบนเสิร์ชเอนจิน
การทำ Search Engine Optimization (SEO) ช่วยให้เว็บไซต์ของคุณมีโอกาสติดอันดับสูงขึ้นในผลการค้นหา โครงสร้างทางเทคนิคของหน้าเว็บมีผลต่อ SEO โดยตรง และแพลตฟอร์มวิธีทำเว็บไซต์ส่วนใหญ่มักออกแบบเทมเพลตให้รองรับ SEO อยู่แล้ว คุณจึงไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องการเขียนโค้ด สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือการใส่ "ชื่อหน้า" และ "คำอธิบายเมตา" ให้ครบถ้วน เพื่อใช้ประโยชน์จากโครงสร้างที่เป็นมิตรกับเสิร์ชเอนจินเหล่านี้อย่างเต็มที่
อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญคือการใช้ "คีย์เวิร์ด" การทำ Keyword Research จะช่วยให้คุณเข้าใจว่าลูกค้าที่มีแนวโน้มจะซื้อ กำลังใช้คำใดค้นหาธุรกิจหรือสินค้าของคุณบนเสิร์ชเอนจิน ซึ่งยังช่วยเปิดเผยเจตนาในการค้นหาของผู้ใช้งานอีกด้วย คุณสามารถนำคีย์เวิร์ดเหล่านี้ ซึ่งหาได้จากเครื่องมือ SEO อย่าง Surfer หรือ Semrush มาปรับใช้กับเนื้อหาบนเว็บไซต์ เพื่อเพิ่มโอกาสในการจัดอันดับ
นอกจากนี้ Content Marketing ยังเป็นอีกวิธีที่ช่วยผสานคีย์เวิร์ดเข้ากับเนื้อหาได้อย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมกับมอบคุณค่าให้กับผู้เข้าชมเว็บไซต์ไปพร้อมกัน การเริ่มต้นทำคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งที่ดีคือการเพิ่มบล็อกลงในเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถตอบคำถามที่ผู้คนค้นหาบ่อย และสร้างความน่าเชื่อถือในระยะยาว
เมื่อเว็บไซต์ของคุณเปิดใช้งานแล้ว ควรใช้เครื่องมืออย่าง Google Analytics เพื่อติดตามผลการทำงานของเว็บไซต์บนหน้าผลการค้นหา และปรับกลยุทธ์ตามข้อมูลจริงอย่างสม่ำเสมอ
9. เปิดตัว ติดตามผล และพัฒนาเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง
ก่อนเปิดเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ ควรทดสอบทุกส่วนอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นลิงก์ การแสดงผลบนอุปกรณ์ต่างๆ หรือขั้นตอนการใช้งานสำคัญต่างๆ หลังจากเว็บไซต์เริ่มใช้งานแล้ว ให้ติดตามทราฟฟิกและพฤติกรรมผู้ใช้อย่างสม่ำเสมอผ่านเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูล นอกจากนี้ คุณยังสามารถใช้เครื่องมือตรวจสอบประสิทธิภาพเพื่อดูว่าเว็บไซต์ทำงานได้ดีในเชิงเทคนิคหรือไม่ เช่น ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บ
ควรทำ Website Audit เป็นระยะ และอัปเดตเนื้อหาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เว็บไซต์ดูสดใหม่และทันสมัยอยู่เสมอ แพลตฟอร์มอย่าง Shopify เองก็มีการอัปเดตฟีเจอร์และดีไซน์ใหม่ๆ อยู่ตลอด เช่น โครงสร้างธีม Horizon ที่ช่วยให้เว็บไซต์ของคุณดูร่วมสมัยและพร้อมรองรับการเติบโตของธุรกิจ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวิธีทำเว็บไซต์ให้กับธุรกิจของคุณ
วิธีทำเว็บไซต์ให้กับธุรกิจด้วยตัวเอง?
มีวิธีทำเว็บไซต์ให้กับธุรกิจด้วยตัวเอง โดยสามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ ด้วยการเลือกชื่อโดเมนและบริการโฮสติ้ง จากนั้นเลือกแพลตฟอร์มวิธีทำเว็บไซต์ เช่น Shopify หรือ WordPress แล้วปรับแต่งเทมเพลตให้สอดคล้องกับแบรนด์ของคุณ
เมื่อโครงสร้างและดีไซน์พร้อมแล้ว ให้เพิ่มเนื้อหาที่จำเป็น เช่น ข้อมูลธุรกิจ สินค้า หรือบริการ รวมถึงช่องทางการติดต่อ จากนั้นก็สามารถเผยแพร่เว็บไซต์ให้พร้อมใช้งานได้ทันที
การทำเว็บไซต์สำหรับธุรกิจมีค่าใช้จ่ายเท่าไร?
ค่าใช้จ่ายในการวิธีทำเว็บไซต์มีความหลากหลาย ขึ้นอยู่กับระดับความซับซ้อนและทรัพยากรที่คุณเลือกใช้
Brooks Bostic ผู้ก่อตั้ง on/Sight อธิบายไว้ว่า “คุณอาจเลือกใช้เครื่องมือวิธีทำเว็บไซต์ฟรี ลงทุนกับภาพถ่ายสินค้าและโลโก้ราว 3 หมื่นบาท รวมถึงใช้เวลาและแรงของตัวเอง ก็สามารถสร้างแบรนด์ที่ดูดีได้แล้ว แต่ในระดับสูงสุด ค่าใช้จ่ายอาจขยับไปถึงหลักล้านบาทได้” สิ่งสำคัญคือการเลือกลงทุนให้เหมาะสมกับช่วงเวลาการเติบโตของธุรกิจ ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยงบประมาณสูงเสมอไป
ทำไมธุรกิจของคุณจึงควรมีเว็บไซต์?
เว็บไซต์ช่วยให้ลูกค้าที่มีแนวโน้มสนใจสามารถทำความรู้จักธุรกิจของคุณได้ง่ายขึ้น ตั้งแต่ตัวตนของแบรนด์ สินค้าและบริการที่คุณนำเสนอ ไปจนถึงแนวคิดและภาพลักษณ์โดยรวม นอกจากนี้ เว็บไซต์ยังเป็นพื้นที่สำหรับสื่อสารข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญ เช่น ชื่อธุรกิจ เวลาทำการ หรือช่องทางติดต่อ และยังสามารถทำหน้าที่เป็นร้านค้าออนไลน์ เพื่อขายสินค้าได้โดยตรงอีกด้วย
เว็บไซต์มีประโยชน์เฉพาะกับธุรกิจอีคอมเมิร์ซหรือไม่?
ไม่เลย เว็บไซต์คือทรัพยากรสำคัญสำหรับธุรกิจทุกประเภท ไม่ว่าคุณจะขายสินค้าผ่านร้านค้าออนไลน์หรือไม่ก็ตาม เว็บไซต์ช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าใหม่ โดยเฉพาะเมื่อเว็บไซต์ของคุณปรากฏในผลการค้นหาบนเสิร์ชเอนจิน ผู้ใช้งานอาจค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่คุณทำ หรือค้นหาชื่อธุรกิจของคุณโดยตรง หลังจากได้ยินมาจากแหล่งอื่น เช่น โซเชียลมีเดีย หรือการบอกต่อ
ไม่ว่าธุรกิจของคุณจะอยู่ในรูปแบบใด เว็บไซต์คือจุดศูนย์กลางที่ช่วยเชื่อมโยงความสนใจ ให้กลายเป็นความเชื่อมั่น และต่อยอดไปสู่โอกาสทางธุรกิจในระยะยาว


