การทำโฆษณาช่วยให้ธุรกิจของคุณเป็นที่รู้จักในกลุ่มเป้าหมาย และจูงใจให้พวกเขาตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการที่คุณนำเสนอ
แม้ว่าแพลตฟอร์มส่วนใหญ่จะเก็บค่าพื้นที่โฆษณา แต่คุณก็สามารถทำโฆษณาฟรีได้ กลยุทธ์อย่างการบอกต่อแบบปากต่อปาก การลงชื่อในไดเรกทอรีออนไลน์ และการส่งจดหมายข่าวทางอีเมล ล้วนเป็นวิธีเข้าถึงลูกค้าในอนาคตโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
หากคุณยังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มจากตรงไหน ไอเดียด้านล่างนี้จะช่วยคุณสื่อสารให้ธุรกิจของคุณเป็นที่รู้จักมากขึ้นได้
11 ไอเดียการโฆษณาฟรี ต้นทุนต่ำ
- การบอกต่อแบบปากต่อปาก
- จดหมายข่าวทางอีเมล
- การตลาดคอนเทนต์
- การประชาสัมพันธ์
- คอนเทนต์ที่สร้างโดยผู้ใช้
- การส่งสินค้าให้ครีเอเตอร์
- ลงประกาศโฆษณา
- โซเชียลมีเดียแบบออร์แกนิก
- เว็บไซต์รีวิว
- Google Business Profile
- หอการค้าท้องถิ่น
เมื่อเริ่มทำธุรกิจใหม่ คุณอาจจะยังไม่มีเงินทุนสำหรับแคมเปญโฆษณาขนาดใหญ่ แต่นี่กลับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเริ่มทำโฆษณา และนี่คือ 11 ไอเดียที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณเป็นที่รู้จักโดยใช้เงินเพียงเล็กน้อยหรือไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเลย
1. การบอกต่อแบบปากต่อปาก
การบอกต่อแบบปากต่อปากคือแคมเปญโฆษณาฟรีรูปแบบดั้งเดิม หากผู้คนชอบสินค้าของคุณ พวกเขาจะบอกต่อเพื่อน และเพื่อนก็จะบอกต่อเพื่อนคนอื่นๆ คุณคงพอจะนึกภาพออกว่ามันจะได้ผลลัพธ์อย่างไร
การบอกต่อจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเมื่อสินค้าของคุณดี แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณจะช่วยส่งเสริมมันไม่ได้ เริ่มต้นจากการติดต่อเครือข่ายคนรู้จักของคุณ
Jing Gao ผู้ก่อตั้งแบรนด์เครื่องปรุง Fly By Jing ส่งอีเมลส่วนตัวหาคนถึง 400 คนในช่วงเปิดตัวแบรนด์ เธอกล่าวกับ Shopify Masters ว่า "ฉันพยายามหาทุกคนที่เคยพบ และเขียนจดหมายเล่าสิ่งที่ฉันกำลังทำอยู่ให้พวกเขาฟัง มันเป็นกระบวนการที่ใช้เวลามาก แต่ก็คุ้มค่า เพราะสุดท้ายแล้วคุณจะได้ฐานลูกค้าที่อาจจะกลับมาซื้อสินค้าในอนาคต"
หลังจากติดต่อครอบครัว เพื่อน และคนรู้จักแล้ว ให้ลองติดต่อองค์กรที่เกี่ยวข้องกับสินค้าของคุณ Curt Nichols ผู้ก่อตั้ง Glade Optics เชื่อว่าความสำเร็จส่วนหนึ่งของแบรนด์มาจาก "การลงมือทำด้วยตัวเองในช่วงแรกที่ยังขยายผลในวงกว้างไม่ได้" อย่างเช่นการส่งอีเมลหาชมรมสกีแต่ละแห่งเพื่อแนะนำแว่นตาสกีของเขา
"ถ้าเราแจกแว่นตาสกีออกไปได้ 10 อัน จะมี 5 คนในนั้นไปบอกต่อเพื่อนบนกระเช้าสกีเกี่ยวกับ Glade และนั่นจะทำให้เราได้ลูกค้าใหม่เพิ่มมา 2 คน วงจรการตลาดแบบนี้มีประสิทธิภาพสูงมากจริงๆ" Curt กล่าวกับ Shopify Masters
2. จดหมายข่าวทางอีเมล
การเริ่มต้นจดหมายข่าวทางอีเมลแทบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเลย นอกจากเวลา แต่สำหรับหลายแบรนด์ ช่องทางนี้กลับกลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญ “ทุกครั้งที่คุณมีช่องทางอย่างอีเมล ที่คุณเป็นเจ้าของความสัมพันธ์กับลูกค้าเอง และไม่ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มของคนอื่นในการสื่อสาร นั่นถือว่าเป็นประโยชน์เสมอ” Curt กล่าว
อีเมลช่วยให้คุณติดต่อกับลูกค้าปัจจุบันได้อย่างต่อเนื่อง และใช้โปรโมตสินค้าหรือข้อเสนอใหม่ๆ ได้ ขณะเดียวกัน เมื่อสร้างรายชื่ออีเมลของคุณได้เยอะขึ้น คุณก็จะเข้าถึงกลุ่มคนที่สนใจแบรนด์ แต่ยังไม่เคยซื้อสินค้าได้ด้วย
แพลตฟอร์มอีเมลมาร์เก็ตติ้งหลายแห่งมีแพ็กเกจฟรีให้เริ่มต้นใช้งาน เมื่อรายชื่อผู้ติดตามเพิ่มขึ้นหรือแคมเปญซับซ้อนขึ้น คุณอาจต้องลงทุนเพิ่ม แต่ค่าใช้จ่ายก็ยังต่ำมากเมื่อเทียบกับช่องทางแบบเสียเงินอย่างโฆษณาดิจิทัล
3. การตลาดคอนเทนต์
คอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งคือการสร้างเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ เช่น บทความบล็อกหรือวิดีโอ เพื่อดึงดูดและมีส่วนร่วมกับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งต้นทุนหลักก็คือเวลาเท่านั้น Anaita Sakar ผู้ร่วมก่อตั้ง Hero Packaging เคยกล่าวในรายการ Shopify Masters ว่า “คอนเทนต์ก็เหมือนเครื่องมือฟรีที่ช่วยสร้างการรับรู้แบรนด์และดึงทราฟฟิกเข้าสู่เว็บไซต์ โดยไม่ต้องจ่ายเงินสักดอลลาร์เดียว”
ตัวอย่างเช่นการตลาดคอนเทนต์ SEO คือการทำให้แบรนด์ของคุณปรากฏต่อหน้าลูกค้าผ่านการค้นหาแบบออร์แกนิก แทนที่จะต้องพึ่ง (หรือเพิ่ม) งบโฆษณา Google Ads ราคาแพง คุณสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ด้วยการใช้คีย์เวิร์ดที่ตรงจุด และทำตามแนวทาง SEO ที่ดีบนหน้าสินค้า บล็อก และคอนเทนต์รูปแบบอื่นๆ
“เมื่อคุณเริ่มต้นธุรกิจแบบใช้งบจำกัด สิ่งสำคัญมากคือการผลิตคอนเทนต์ออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นคอนเทนต์ให้ความรู้หรือคอนเทนต์เกี่ยวกับสินค้า และเผยแพร่ไปทุกแพลตฟอร์มที่คุณมี” Anaita กล่าว
4. ประชาสัมพันธ์
PR หรือประชาสัมพันธ์ คือวิธีที่ธุรกิจของคุณนำเสนอตัวเองต่อสาธารณชน โดยเฉพาะผ่านสื่อ บริษัทขนาดใหญ่มักจ้างนักประชาสัมพันธ์เพื่อผลักดันให้แบรนด์ไปปรากฏในหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และสื่อออนไลน์ต่างๆ แต่ในความเป็นจริง คุณก็สามารถสร้างกระแสและการรับรู้แบบไม่เสียค่าใช้จ่ายได้ด้วยตัวเองเช่นกัน
เริ่มต้นจากการค้นหานักข่าวที่เขียนเรื่องในกลุ่มหรืออุตสาหกรรมเดียวกับคุณ “ฉันส่งอีเมลไปหาบรรณาธิการหลายคนแบบไม่ได้นัดหมายล่วงหน้า เพราะรู้ว่าพวกเขาสนใจเขียนเรื่องอาหารเอเชีย และสุดท้ายก็มีสองคนที่เขียนบทความเกี่ยวกับแคมเปญคราวด์ฟันดิงของ Fly by Jing” Jing เล่า การติดต่อสื่อจะยิ่งได้ผลดี ถ้าคุณมีประเด็นที่น่าสนใจหรือทันกระแสไปนำเสนอ เช่น การเปิดตัวสินค้าใหม่ แคมเปญคราวด์ฟันดิง หรืออีเวนต์พิเศษต่างๆ
(ที่มา: Saveur)
5. คอนเทนต์ที่สร้างโดยผู้ใช้
เนื้อหาที่ผู้ใช้สร้างขึ้นเอง หรือ User-generated content (UGC) คือคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียที่ลูกค้าสร้างขึ้นโดยมีสินค้าของคุณเป็นส่วนหนึ่ง พูดง่ายๆ คือการบอกต่อแบบปากต่อปากในยุคดิจิทัล
เนื้อหาที่สร้างโดยผู้ใช้มักเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่คุณก็สามารถกระตุ้นให้ลูกค้าอยากโพสต์ได้ เช่น
- จัดกิจกรรมหรือแจกของรางวัล โดยให้ผู้เข้าร่วมแชร์รูปหรือวิดีโอที่ใช้สินค้าของคุณจริง
- สร้างแฮชแท็กบน Instagram ที่เป็นของแบรนด์
- เริ่มเทรนด์บน TikTok
- มีปฏิสัมพันธ์กับ UGC ด้วยการกดไลก์ คอมเมนต์ และรีโพสต์ (พร้อมให้เครดิตผู้สร้าง)
- ออกแบบประสบการณ์แกะกล่องให้น่าสนุก จนลูกค้าอยากหยิบมาแชร์ลงโซเชียล
“การให้ความสำคัญกับแพ็กเกจไม่ได้ทำให้ธุรกิจของคุณดูน่าเบื่อเลย” Anaita Sakar ผู้ร่วมก่อตั้ง Hero Packaging กล่าวในรายการ Shopify Masters “ประสบการณ์ตอนแกะกล่องของลูกค้านี่แหละ สำคัญมากจริงๆ”
Anaita เล่าว่า การทำซองพัสดุแบบย่อยสลายได้ของ Hero ให้เป็นสีชมพู ช่วยเพิ่มความตื่นเต้นให้กับการรับของ “ทันทีที่คนเห็น พวกเขาจะคิดว่า ‘นี่คืออะไรนะ?’ แล้วก็เอาไปลงสตอรี่ พูดถึงถุงสีชมพูสดใสที่ย่อยสลายได้ จากนั้นก็ตัดมันแล้วเอาไปใส่ถังปุ๋ยหมักที่บ้าน มันกลายเป็นคอนเทนต์จากผู้ใช้ที่ดีมากๆ โดยอัตโนมัติ”
(ที่มา: Instagram)
6. การส่งสินค้าให้ครีเอเตอร์
Creator seeding คือการส่งสินค้าฟรีให้ครีเอเตอร์หรืออินฟลูเอนเซอร์ โดยหวังว่าพวกเขาจะนำสินค้าไปใช้และปรากฏอยู่ในคอนเทนต์ตามธรรมชาติของตัวเอง วิธีนี้ไม่ใช่ฟรี 100% เพราะคุณต้องเสียต้นทุนสินค้าและค่าส่ง แต่ถ้าทำได้ดี จะเกิดเอฟเฟกต์แบบลูกโซ่ที่คุ้มค่าในระยะยาว
ก่อนจะส่งสินค้าให้ครีเอเตอร์ ควรคิดให้รอบคอบว่ามีโอกาสแค่ไหนที่เขาจะหยิบสินค้าไปใช้จริงหน้ากล้อง “คนเหล่านี้ได้รับกล่องพัสดุวันละเป็นร้อยกล่อง ได้ DM วันละเป็นร้อยข้อความ” Andrew Benin ผู้ก่อตั้ง Graza เล่าใน Shopify Masters ไมโครอินฟลูเอนเซอร์มักจะมีโอกาสเปิดกล่องของคุณมากกว่า แต่พวกเขาจะใช้สินค้าจริงก็ต่อเมื่อมันเกี่ยวข้องกับตัวตนและคอนเทนต์ของเขา ดังนั้นควรศึกษาครีเอเตอร์แต่ละคนให้ดีก่อนส่งอะไรไปให้
แพ็กเกจสินค้ามีผลโดยตรงต่อความสำเร็จของแคมเปญ creator seeding ถ้าสินค้าของคุณมีเอกลักษณ์ ก็จะดึงดูดสายตาได้ทันที อย่างน้ำมันมะกอก Graza ที่มีฝาบีบสีเขียวเป็นซิกเนเจอร์ เวลาอยู่ในวิดีโอหรือภาพถ่ายตอนทำอาหาร ก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นแบรนด์อะไร “บางครั้งคุณอาจไม่ได้เห็นทั้งขวดด้วยซ้ำ” Andrew บอก “แต่เห็นฝาสีเขียวตรงนี้ เห็นฝาสีเขียวตรงนั้น”
“โมเมนต์เล็กๆ แบบนี้ในโลกของครีเอเตอร์และการสร้างคอนเทนต์แหละ คือสิ่งที่สำคัญจริงๆ” Andrew กล่าว
(ที่มา: Instagram)
7. ลงประกาศโฆษณา
การลงประกาศโฆษณาฟรีอาจไม่ใช่ช่องทางที่หลายคนนึกถึงเป็นอันดับแรก แต่จริงๆ แล้วเหมาะมากสำหรับการเข้าถึงลูกค้าในพื้นที่ โดยเฉพาะธุรกิจที่เน้นงานบริการ เว็บไซต์ประกาศส่วนใหญ่เปิดให้ลงโพสต์ได้ฟรี
แค่เลือกหมวดหมู่สินค้า หรือบริการของคุณบนเว็บไซต์โฆษณาฟรี แล้วทำตามแนวทางของแต่ละแพลตฟอร์มในการสร้างโพสต์ เว็บไซต์ประกาศที่น่าลอง เช่น
8. โซเชียลมีเดียแบบออร์แกนิก
การลงโฆษณาบนโซเชียลมีเดียอาจมีค่าใช้จ่ายสูง แต่การสร้างแอคเคานต์และโพสต์คอนเทนต์ที่น่าสนใจนั้นมักจะฟรี และยังเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ ใช้ข้อมูลประชากรเพื่อดูว่ากลุ่มเป้าหมายของคุณอยู่บนแพลตฟอร์มไหน แล้วเริ่มสร้างแอคเคานต์และโพสต์อย่างสม่ำเสมอ
“ถ้าคุณเริ่มทำธุรกิจโดยไม่มีเงินทุนหนา หรือไม่มีเงินจากสถาบันใหญ่ๆ ต้องรู้จักลุยและประยุกต์เอาเอง” Charlotte Palermino ผู้ร่วมก่อตั้ง Dieux Skin บอกกับ Shopify Masters “มันน่าทึ่งมากว่าคุณสามารถสร้างอะไรได้ด้วยตัวเอง TikTok นี่แทบจะเป็นการตลาดฟรี ถ้าคุณจับทางมันได้”
Charlotte มักโพสต์วิดีโอที่เป็นตัวเองจริงๆ พูดถึงเรื่องที่เธอสนใจ เช่น กฎหมายเกี่ยวกับครีมกันแดด หรือแพ็กเกจพลาสติกเทียบกับอลูมิเนียม “ถ้าคุณรู้สึกว่าสามารถพูดเรื่องไหนได้ยาว 10 นาที ก็ลองทำวิดีโอเรื่องนั้น แล้วค่อยตัดให้เหลือสัก 2 นาที” เธอกล่าว
ด้าน Kamil Sattar ผู้ประกอบการสายดรอปชิป ก็แนะนำกลยุทธ์ TikTok แบบออร์แกนิกเช่นกัน “สิ่งที่เวิร์กบน TikTok คือวิดีโอที่ดูไม่เหมือนโฆษณาเลย” Kamil บอกกับ Shopify Masters “ควรมีคำชวนให้ลงมือทำแบบเบาๆ ตอนท้าย เพราะถ้าดูขายของจ๋าเกินไป คนจะรู้สึกว่านี่คือโฆษณา แล้วก็ไม่อยากซื้อ”
9. เว็บไซต์รีวิว
เว็บไซต์รีวิวธุรกิจฟรีอย่าง Yelp ซึ่งเป็นหนึ่งในเว็บไซต์ไดเรกทอรีและข้อมูลสาธารณะที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในโลก ไม่ได้มีดีแค่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือทางสังคมเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ลูกค้าใหม่ค้นพบธุรกิจในพื้นที่ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
รายชื่อธุรกิจบน Yelp เหมาะกับกิจการที่มีหน้าร้านหรือสถานที่จริง เช่น ร้านค้า ฟิตเนส หรือร้านอาหาร ส่วนเว็บไซต์อย่าง Trustpilot จะครอบคลุมธุรกิจออนไลน์เป็นหลัก เริ่มจากการสร้างโปรไฟล์ธุรกิจของคุณ (หรืออ้างสิทธิ์โปรไฟล์ที่มีอยู่แล้ว) จากนั้นกระตุ้นให้ลูกค้ารีวิว และอย่าลืมตอบรีวิวอย่างสม่ำเสมอ ธุรกิจที่ได้คะแนนรีวิวสูงมักจะแสดงอยู่ด้านบนของผลการค้นหาในพื้นที่บน Yelp
10. Google Business Profile
Google Business Profile หรือชื่อเดิมคือ Google My Business เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กปรากฏในผลการค้นหาของ Google ซึ่งเป็นจุดที่นักค้นหาถึง 98% ใช้ในการพิจารณาธุรกิจในพื้นที่ ช่องทางนี้มีประโยชน์มากเป็นพิเศษสำหรับร้านค้าที่มีหน้าร้านจริง
คุณสามารถอ้างสิทธิ์ Google Business Profile ได้ฟรี และกรอกข้อมูลธุรกิจให้ครบถ้วน เช่น เวลาทำการ สถานที่ตั้ง และหมายเลขโทรศัพท์ โปรไฟล์ที่ปรับแต่งอย่างดีจะปรากฏทั้งในหน้าผลการค้นหาและบน Google Maps เมื่อผู้ใช้ค้นหาธุรกิจในพื้นที่เดียวกัน
ตัวอย่างเช่น Strawberries & Cream ปรากฏในผลลัพธ์ Google Maps เมื่อมีคนค้นหาคำว่า “เสื้อผ้าเด็ก” ซึ่งช่วยให้แบรนด์ได้รับการโปรโมตฟรีจาก Google

11. หอการค้าท้องถิ่น
ประเทศไทยมีหอการค้าไทยและหอการค้าจังหวัดต่างๆ ที่ทำหน้าที่เป็นแหล่งอ้างอิงสำหรับผู้ประกอบการ
การเข้าร่วมเป็นสมาชิกหอการค้าอาจมีค่าใช้จ่ายรายปี แม้ว่าการเป็นสมาชิกจะไม่ฟรี แต่สิทธิประโยชน์อาจรวมถึงการโฆษณา โอกาสในการสร้างเครือข่าย และการส่งอีเมลรายเดือนถึงผู้ติดต่อหลายหมื่นคน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโฆษณาฟรี
จะโฆษณาฟรีอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร
การใช้การโฆษณาฟรีที่ได้ผลมักเริ่มจากการใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย บอร์ดชุมชนในท้องถิ่น และการบอกต่อแบบปากต่อปาก คอนเทนต์ที่น่าสนใจและมีประโยชน์ เช่น บทความให้ความรู้หรือวิดีโอ สามารถดึงดูดความสนใจได้โดยไม่ต้องลงทุนเงิน และยังเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้แบบออร์แกนิก
ทำไมถึงควรใช้โฆษณาฟรี
ต้นทุนของช่องทางโฆษณาแบบเสียเงินสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กต้องแข่งขันเพื่อสร้างการมองเห็นของแบรนด์ การโฆษณาออนไลน์แบบฟรีช่วยให้ผู้ประกอบการควบคุมค่าใช้จ่าย ทดลองช่องทางใหม่ๆ และเรียนรู้การมีส่วนร่วมของกลุ่มเป้าหมายไปพร้อมกับการเติบโตของธุรกิจ
กลยุทธ์การโฆษณาฟรีมีอะไรบ้าง
กลยุทธ์การโฆษณาฟรีบางอย่างคือแคมเปญการบอกต่อ การลงรายชื่อในไดเรกทอรีออนไลน์ และจดหมายข่าวทางอีเมล ช่องทางเหล่านี้ทำให้สามารถเข้าถึงลูกค้าที่มีศักยภาพโดยไม่ต้องใช้จ่าย
สามารถโฆษณาสินค้าฟรีได้ที่ไหน
ไดเรกทอรีออนไลน์ เว็บไซต์รีวิว และเว็บประกาศขายหรือบริการฟรี ล้วนเป็นช่องทางโฆษณาฟรีที่เปิดโอกาสให้ธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจท้องถิ่น ลงประกาศเพื่อเข้าถึงลูกค้าที่มีแนวโน้มสนใจได้


