แม้ TikTok จะขึ้นชื่อเรื่องเทรนด์มาแรง คอมมูนิตี้เฉพาะทาง และแฮชแท็กชาเลนจ์ แต่ในปัจจุบันแพลตฟอร์มมีการพัฒนาไปไกลกว่าคำจำกัดความเหล่านั้นมากจนกลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับธุรกิจ แบรนด์ที่อยากเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่จึงหันมาใช้จุดเด่นของ TikTok มากขึ้นเรื่อย ๆ
ต่อไปนี้จะเป็นการรวบรวมวิธีที่แบรนด์จะสามารถใช้งาน TikTok เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ เพิ่มการรับรู้แบรนด์ และบรรลุเป้าหมายด้านการสร้างอัตราคอนเวิร์สชันด้วยกลยุทธ์คอนเทนต์แบบออร์แกนิกและพลังของวิดีโอโฆษณา
ทำไมร้านค้าควรใช้ TikTok ทำการตลาด

ไม่ว่าจะขายต้นไม้หรือเครื่องปั้นดินเผา TikTok ก็ช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงกลุ่มผู้ชมที่ใช่ได้
TikTok นับเป็นแพลตฟอร์มที่ให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะหากต้องการเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้หลักอย่างผู้บริโภค Gen Z เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่คนรุ่นนี้ใช้ค้นหาเทรนด์ แบรนด์ และสินค้าใหม่ ๆ จึงเหมาะสมหากต้องการวางตำแหน่งธุรกิจให้ถูกค้นพบได้อย่างง่ายดายขึ้น
ข้อดีอื่น ๆ ของการใช้ TikTok for Business มีดังนี้
- Engagement สูง ผู้ใช้ใช้เวลาเฉลี่ย 95 นาที ต่อวันบนแพลตฟอร์มนี้
- มีโอกาสไวรัล หากเกาะกระแสหรือเข้าร่วมเทรนด์ที่กำลังมาแรง คอนเทนต์ของแบรนด์ก็มีโอกาสกลายเป็นไวรัลได้
- การเจาะกลุ่มเป้าหมายที่แม่นยำ อัลกอริทึมของ TikTok ช่วยนำคอนเทนต์ไปหาคอมมูนิตี้เฉพาะทางและกลุ่มเป้าหมายได้ดี
- ตัวเลือกแคมเปญโฆษณาที่เข้าถึงได้ สามารถกำหนดงบในแอปได้เมื่อใช้งาน TikTok ads
- มีโอกาสสร้างความสัมพันธ์แบบพาร์ตเนอร์ ผู้ใช้จะสามารถเข้าถึงครีเอเตอร์ และ อินฟลูเอนเซอร์ เพื่อทำคอนเทนต์สปอนเซอร์หรือร่วมงานกันได้ผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Shopify Collabs
- เชื่อมต่ออีคอมเมิร์ซได้ เชื่อมต่อเข้ากับร้านค้าออนไลน์ ได้โดยตรงผ่าน TikTok Shop
วิธีใช้ TikTok for Business ใน 9 ขั้นตอน
- สร้างบัญชี TikTok Business
- ทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายและคอมมูนิตี้บน TikTok
- ตั้งเป้าหมายให้ชัด
- วางกลยุทธ์คอนเทนต์บน TikTok
- ทำคอนเทนต์แบรนด์ที่ดึงดูดคนดู
- ลองใช้ Collabs และ influencer marketing
- สำรวจแพลตฟอร์มโฆษณาของ TikTok
- เริ่มใช้ช่องทางการขายของ TikTok ผ่าน Shopify
- ทำความเข้าใจ TikTok Analytics
หากธุรกิจพร้อมใช้งานวิดีโอมาร์เก็ตติ้งบน TikTok เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมกับแบรนด์ ก็นับว่าเป็นทิศทางที่ถูกต้องแล้ว ต่อไปนี้จึงจะเป็นวิธีการที่จะดึงคุณค่าจากฟีเจอร์ต่าง ๆ ของ TikTok ออกมาให้ได้มากที่สุด
1. สร้างบัญชี TikTok Business
หากยังไม่มีบัญชีก็ควรสมัคร TikTok ก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงจะเปลี่ยนบัญชีส่วนตัวให้เป็นบัญชีธุรกิจ
ตามขั้นตอนบนเบราว์เซอร์ดังต่อไปนี้
1. เข้าไปที่แท็บ “Business account” ในการตั้งค่า TikTok แล้วเปิดปุ่ม “Business account” เป็น On

ไปที่ส่วน “Business account” ในการตั้งค่า TikTok เพื่อเริ่มตั้งค่าโปรไฟล์ธุรกิจ
2. เลือกหมวดหมู่ธุรกิจ แล้วคลิกปุ่ม “Become a Business”

ดูข้อดีของบัญชี TikTok Business เช่น การเข้าถึงเครื่องมือการตลาดและฟีเจอร์เฉพาะ
3. เริ่มทดลองใช้บัญชีธุรกิจ 30 วัน หรือลงทะเบียนธุรกิจ

เริ่มทดลองใช้บัญชีธุรกิจที่ลงทะเบียนกับ TikTok เพื่อเข้าถึงเครื่องมือและฟีเจอร์เฉพาะสำหรับแบรนด์
4. หากต้องการลงทะเบียนธุรกิจทันที ให้ยอมรับ Terms of Service และ Privacy Policy จากนั้นคลิกปุ่ม “Get started”

ส่งเอกสารเพื่อยืนยันธุรกิจและปลดล็อกเครื่องมือรวมถึงฟีเจอร์เพิ่มเติมบน TikTok
5. กรอกข้อมูลพื้นฐานของธุรกิจ เพื่อดำเนินการลงทะเบียนต่อ

กรอกรายละเอียด เช่น ชื่อธุรกิจตามกฎหมาย ที่อยู่ และเลขใบอนุญาตประกอบธุรกิจ เพื่อให้ขั้นตอนลงทะเบียนเสร็จสมบูรณ์
6. เลือกข้อมูลจากรายการสาธารณะ หรือยืนยันคุณสมบัติของธุรกิจ เพื่อดำเนินการลงทะเบียนต่อ

อัปโหลดเอกสารคุณสมบัติของธุรกิจเพื่อยืนยันตัวตนบน TikTok
7. ยืนยันสิทธิ์การเข้าถึงธุรกิจผ่านการโทรด้วยเสียงหรือข้อความ SMS

เลือกวิธียืนยันสิทธิ์การเข้าถึงธุรกิจ โดยจะใช้การโทรด้วยเสียงหรือ SMS ก็ได้
เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้ประกอบการจะสามารถเข้าถึงเครื่องมือการตลาดขั้นสูง ข้อมูลเชิงลึกของกลุ่มเป้าหมาย และฟีเจอร์เฉพาะที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้แบรนด์เติบโตและสร้างรายได้บน TikTok ได้
2. ทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายและคอมมูนิตี้บน TikTok

คอมมูนิตี้ #booktok บน TikTok เป็นหนึ่งในหลายวัฒนธรรมย่อยที่มีผู้ชมมีส่วนร่วมสูง
หากต้องการทราบว่าผู้ใช้ TikTok กำลังมองหาอะไร วิธีที่ดีที่สุดคือการใช้เวลาอยู่บนแพลตฟอร์มสักพัก โดยเทรนด์ยอดนิยมจะดูได้จากหน้า For You หรือ FYP และหน้า Discover ซึ่งนอกจากเทรนด์ใหญ่ ๆ แล้ว ก็ควรมองหาแฮชแท็กและวัฒนธรรมเฉพาะทางที่ตรงกับโปรไฟล์ลูกค้าของแบรนด์ด้วย
ยกตัวอย่างเช่น หากเปิดร้านหนังสือออนไลน์และกลุ่มเป้าหมายคือหนอนหนังสือ ก็ควรเข้าไปสำรวจ #booktok นั่นเอง โดยเทรนด์ต่าง ๆ จะช่วยเป็นแนวทางในการทำคอนเทนต์ได้ แม้การโฟกัสที่เทรนด์ซึ่งตรงกับกลุ่มเป้าหมายจริง ๆ ก็นับเป็นเรื่องสำคัญด้วย
3. ตั้งเป้าหมายให้ชัด
การโพสต์บน TikTok แบบไม่มีแผนการ ก็คล้ายการหว่านแหแบบสุ่ม ๆ กล่าวคือ อาจมีบางสิ่งที่อาจงอกเงยขึ้นมา แต่ก็ยากที่จะรู้ว่าควรคาดหวังอะไรและดูแลต่ออย่างไร เช่นเดียวกัน แผนการตลาดทุก ๆ แบบบน TikTok จะได้ผลที่สุดก็ต่อเมื่อมีเป้าหมายที่ชัดเจน และมีการวัดความคืบหน้าอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากTikTok ตอบโจทย์ธุรกิจได้หลายแบบ ต่อไปนี้จึงจะเป็นตัวอย่างเป้าหมายที่พบบ่อย
- สร้างคอมมูนิตี้ เพิ่มจำนวนผู้ติดตามขึ้น 20% ในไตรมาส 3 และรักษา engagement rate ของโพสต์ไว้ที่ 5%
- กระตุ้น UGC ให้มีวิดีโอจากผู้ใช้ที่ใช้แฮชแท็กของแบรนด์ 50 ชิ้น ภายในเดือนแรกของแคมเปญ UGC
- เพิ่มการรับรู้สินค้า ให้คลิปสินค้าได้ 10,000 วิวภายใน 1 สัปดาห์แรกหลังโพสต์
- เพิ่มทราฟฟิกเข้าร้านค้าออนไลน์ กระตุ้นการคลิกไปยังเว็บไซต์ให้ถึง 400 ครั้งต่อเดือนจากลิงก์บน TikTok
จะสังเกตว่าเป้าหมายเหล่านี้จะกำหนดประเภทคอนเทนต์ที่ควรทำไปโดยธรรมชาติ เช่น หากต้องการสร้างคอมมูนิตี้ที่เหนียวแน่น อาจทำคอนเทนต์เบื้องหลังเพื่อให้ผู้ชมเห็นการทำงานของธุรกิจได้มากขึ้น แต่หากสนใจการดึงทราฟฟิกเข้าร้านค้าออนไลน์ การร่วมงานกับครีเอเตอร์ผ่าน influencer marketing หรือแคมเปญ TikTok Affiliate Marketing ก็อาจเหมาะสมกว่า เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเป้าหมายจะเป็นแบบไหน การกลับมาทบทวนเป้าหมายบน TikTok เป็นประจำจะช่วยให้เห็นว่าอะไรได้ผล อะไรยังไม่ได้ผล พร้อมทั้งควรปรับกลยุทธ์ตรงไหนเพื่อให้ผลลัพธ์ดีขึ้นด้วยนั่นเอง
4. วางกลยุทธ์คอนเทนต์บน TikTok
กลยุทธ์ TikTok คือปัจจัยที่เปลี่ยนเป้าหมายใหญ่ให้กลายเป็นการลงมือทำอย่างต่อเนื่องได้ ดังนั้นแม้ TikTok จะเป็นแพลตฟอร์มสบาย ๆ ผู้ประกอบการก็ควรมีแผนที่ชัดเจนเนื่องจาก TikTok มีความเคลื่อนไหวที่รวดเร็วกว่าหลายแพลตฟอร์มอยู่มาก ทำให้คอนเทนต์ดูเก่าได้ไวและจะต้องโพสต์ถี่กว่าที่เคย
เมื่อวางกลยุทธ์คอนเทนต์บน TikTok แล้วจึงควรจะคำนึงถึงองค์ประกอบดังต่อไปนี้ด้วย
- เวลาและความถี่ กำหนดว่าจะโพสต์บ่อยแค่ไหน และเฟ้นหาช่วงเวลาที่เหมาะกับการโพสต์บน TikTok สำหรับกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด ซึ่งอาจต้องอาศัยการทดลองรวมถึงการดูข้อมูล engagement
- ปฏิทินคอนเทนต์ ปฏิทินคอนเทนต์ที่วางแผนไว้ดีจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถโพสต์ได้อย่างสม่ำเสมอและเตรียมตัวสำหรับวันสำคัญ ๆ ได้ดี จึงควรวางคอนเทนต์ล่วงหน้าให้สอดคล้องกับการเปิดตัวสินค้า โปรโมชัน และเทศกาลต่าง ๆ เช่น หากจำหน่ายของเล่นสัตว์เลี้ยง ก็อาจทำคอนเทนต์สำหรับวันสุนัขโลกในวันที่ 26/08 เป็นต้น
- งบประมาณ แบ่งสันปันส่วนทรัพยากรไว้สำหรับการทำคอนเทนต์ โฆษณาแบบเสียเงิน และเครื่องมือหรือซอฟต์แวร์ที่ต้องใช้งาน เช่น CapCut สำหรับตัดต่อวิดีโอ เนื่องจากการมีงบประมาณชัดเจนจะช่วยให้วางแผนการทำงานได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น
- Brand guidelines กำหนดโทนเสียง สไตล์ และภาพลักษณ์ให้สม่ำเสมอบน TikTok ไม่ว่าจะเป็น ฮุคที่น่าจดจำ หน้าเดิม ๆ ที่คนคุ้นเคย หรือสไตล์การตัดต่อเฉพาะตัว เนื่องจากสิ่งเหล่านี้ช่วยให้คอนเทนต์โดดเด่นและทำให้คนหยุดดูได้ท่ามกลางฟีด For You ที่หลากหลาย
- รูปแบบคอนเทนต์ ตัดสินใจว่าจะทำคอนเทนต์แบบไหน เช่น สอนใช้สินค้า หรือพาไปดูเบื้องหลัง รวมถึงทดลองใช้งานรูปแบบคอนเทนต์อื่น ๆ อย่าง TikTok Stories เพื่อให้คอนเทนต์ไม่น่าเบื่อด้วย
- การโต้ตอบกับลูกค้า วางแนวทางบทสนทนากับผู้ชม ทั้งใต้คลิปของแบรนด์เองและคลิปที่พูดถึงแบรนด์ โดยควรคิดไว้ล่วงหน้าว่าจะตอบแบบไหน ตอบบ่อยแค่ไหน และจะรับมือกับคอมเมนต์ คำถาม รวมถึงการ mention อย่างไร
- การกระจายคอนเทนต์และรีโพสต์ วางแผนว่าจะนำคอนเทนต์ TikTok ไปแชร์ต่อบนแพลตฟอร์มอื่นอย่างไร และจะรีโพสต์คอนเทนต์จากผู้ใช้หรือไม่ เช่น การนำไปลงต่อบน Instagram Reels หรือ YouTube Shorts ช่วยขยายการเข้าถึงได้

ตัวอย่างคอนเทนต์ TikTok ที่ผูกกับวันสำคัญของแต่ละแบรนด์ได้ดี เช่น แบรนด์คู่มือจัดดินเนอร์ปาร์ตี้ Hauste ฉลองวันวาฟเฟิลโลก ส่วน YETI นำเสนอไอเดียของขวัญให้คุณพ่อก่อนวันพ่อ
กลยุทธ์ไม่ใช่สิ่งตายตัว ผู้สร้างจึงควรปรับเปลี่ยนตามสิ่งที่เรียนรู้มาระหว่างทาง รวมถึงสร้างพื้นที่ให้สามารถทดลอง และพร้อมทำซ้ำหรือลงแรงเพิ่มเติมกับสิ่งที่ทดลองได้ผลด้วย เช่น หากคลิปแพ็กของแบบ ASMR มีผลงานดี ก็อาจต่อยอดเพิ่มเติมได้นั่นเอง
5. ทำคอนเทนต์แบรนด์ที่ผู้ใช้ TikTok อยากดู

อย่าขายสินค้าอย่างเดียว ลองทำคอนเทนต์ให้มีคุณค่าและสร้างสรรค์ เพื่อให้เข้าถึงผู้ชมได้ดีที่สุด
วิธีดึงดูดผู้ใช้บน TikTok ที่ได้ผลที่สุดคือการทำวิดีโออย่างสร้างสรรค์ โดยคอนเทนต์แบรนด์ในฟีดควรดูจริงใจและกลมกลืนกับคอนเทนต์ของผู้ใช้ โดยเฉพาะกับผู้บริโภค Gen Z ที่มองหาความสัมพันธ์ที่มีความหมายกับแบรนด์มากขึ้น การใส่คนจริงเข้าไปในคอนเทนต์จึงจะยิ่งช่วยสร้างความน่าเชื่อถือได้มาก
วิธีง่าย ๆ ที่อาจดึงความสนใจของผู้ใช้ TikTok ได้คือการใช้งานคลิปเสียงที่กำลังมาแรง หรือเข้าร่วมชาเลนจ์ไวรัลที่เข้ากัน ทำคอนเทนต์ที่สนุกสนาน ทันกระแส และสอดคล้องกับความสนใจรวมถึงคุณค่าที่กลุ่มเป้าหมายให้ความสำคัญ
นอกจากนี้ยังอาจทำคอนเทนต์ให้น่าสนใจโดยดูตัวอย่างจากแบรนด์อื่นบน TikTok ด้วย
ซึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจคือ Lazy Oaf แบรนด์สตรีทแวร์สายกวน ที่โชว์รองเท้าบน TikTok ด้วยเสียงที่กำลังเป็นเทรนด์จากซีรีส์ Scream Queens และซิงค์การนำเสนอรองเท้าให้เข้ากับเสียงได้อย่างลงตัว
หรือแม้กระทั่ง Rothy’s แบรนด์รองเท้าสายยั่งยืน ที่ใช้เทรนด์ “of course” บน TikTok พาผู้ชมไปสำรวจบรรยากาศเบื้องหลังในออฟฟิศผ่านพนักงานหลายคน ทำให้แบรนด์ดูมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น และยังเปิดให้ผู้ใช้เห็นวัฒนธรรมองค์กรในแบบที่ดูสนุกด้วย
นอกจากนี้ Olipop แบรนด์โซดาพรีไบโอติกก็ได้ใช้สินค้ารส Lemon Lime มาทำเครื่องดื่มไวรัล “Sleepy Girl Mocktail” พร้อมทั้งผลักดันให้ Sara Crane ผู้เชี่ยวชาญคอนเทนต์ TikTok ภายในทีมเป็นที่คุ้นตาในฟีด ทำให้คอนเทนต์มีความต่อเนื่องและเข้าถึงง่ายด้วย
จะสังเกตว่าทั้ง 3 แบรนด์ใช้วิธีการที่แตกต่างกัน แต่มีจุดร่วมเหมือนกันคือคอนเทนต์ดูกลมกลืนและเป็นธรรมชาติบนแพลตฟอร์ม กล่าวคือหัวใจของการตลาดบน TikTok ที่ประสบความสำเร็จจึงจะอยู่ที่การทำคอนเทนต์ของแบรนด์ให้ดูไม่เหมือนโฆษณาจนเกินไป และเข้ากับประสบการณ์ที่ผู้ชมบน TikTok คุ้นเคยรวมถึงชอบดูได้
6. ลองใช้ Collabs และ influencer marketing
ครีเอเตอร์บน TikTok จำนวนมากกำลังมองหาแบรนด์เพื่อร่วมงานด้วย โดยสิ่งสำคัญคือการเฟ้นหาคนที่เหมาะสมอย่างแท้จริง ซึ่งความสัมพันธ์แบบพาร์ตเนอร์ที่ดีควรเป็นประโยชน์ทั้งกับธุรกิจและอินฟลูเอนเซอร์ Shopify Collabs จึงเป็นอีกเครื่องที่จะสามารถใช้เฟ้นหาครีเอเตอร์บน TikTok ที่ใกล้เคียงกับลูกค้าในอุดมคติ และเสนอคอนเทนต์สปอนเซอร์ได้ภายในงบที่มีได้ที่สุด นอกจากนี้ผู้ประกอบการยังสามารถร่วมมือกับแบรนด์อื่นที่ไปด้วยกันได้ เพื่อโปรโมตกิจกรรมหรือโปรโมชันข้ามกันและเข้าถึงผู้ชมกลุ่มใหม่ด้วย
ตัวอย่างเช่น Luxy Hair แบรนด์ต่อผม ที่ร่วมงานกับ Alix Earle หนึ่งในครีเอเตอร์ยอดนิยมของ TikTok เพื่อทำวิดีโอ “get ready with me” ซึ่งในคลิปนี้ Alix ติดผมต่อพร้อมพูดถึงสินค้า โดยเมื่อถ่ายทำเสร็จแล้ววิดีโอก็ถูกโพสต์บนฟีดของ Alix เพื่อใช้ประโยชน์จากผู้ติดตามหลายล้านคน ก่อนจะนำมาใช้ต่อบนฟีดของ Luxy Hair เองเพื่อขยายการเข้าถึงให้มากขึ้น
อย่างไรก็ตามหากงบประมาณจ้างครีเอเตอร์ระดับใหญ่สุดของแพลตฟอร์มยังไม่เพียงพอก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เนื่องจาก nano influencer หรือครีเอเตอร์ที่มีผู้ติดตามไม่มากแต่มี engagement สูงก็สามารถช่วยสร้างคลิกและคอนเวิร์สชันได้ดีไม่แพ้กัน อีกทั้งในหลาย ๆ โอกาสก็ยังให้ความรู้สึกจริงใจมากกว่า และเหมาะกับการเจาะสินค้ากลุ่มเฉพาะทางด้วย
7. สำรวจแพลตฟอร์มโฆษณาของ TikTok

โฆษณา TikTok แบบในฟีด อย่างตัวอย่างจาก Magic Spoon ดูคล้ายคอนเทนต์ออร์แกนิก แต่มีป้าย “Sponsored” และปุ่ม call-to-action เพิ่มเข้ามา
วิดีโอโฆษณากำลังเติบโตอย่างมาก โดยมีเจ้าของธุรกิจ 91% ระบุว่าใช้โฆษณารูปแบบนี้กับแบรนด์ เพราะแม้คอนเทนต์ออร์แกนิกจะยังช่วยให้เติบโตบน TikTok ได้ แต่หากต้องการขยายการเข้าถึงให้มากขึ้น การรันแคมเปญโฆษณาแบบเจาะกลุ่มก็เป็นทางเลือกที่คุ้มค่า โดยผู้ประกอบการจะสามารถปรับ TikTok Ads ให้ตรงกับสิ่งที่ต้องการได้ ทั้งในด้านข้อมูลประชากรของกลุ่มเป้าหมายและเป้าหมายของแคมเปญ
8. เริ่มใช้ช่องทางการขายของ TikTok ผ่าน Shopify
การเชื่อมต่อบัญชี TikTok เข้ากับช่องทางการขายเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการลดขั้นตอนการสั่งซื้อและเปลี่ยนผู้ใช้ TikTok ให้กลายเป็นลูกค้า เนื่องจากการเชื่อมต่อ TikTok กับ Shopify จะทำให้ผู้ประกอบการสามารถจำหน่ายสินค้าบน TikTok ได้โดยตรง พร้อมทั้งทำการซิงค์ข้อมูลสต๊อก ลูกค้า และยอดขายเข้ากับ Shopify ด้วย
นั่นจึงจะหมายถึงการจัดการยอดขายทุกช่องทางออนไลน์ได้ในที่เดียวผ่าน Shopify admin นอกจากนี้ฟีเจอร์ TikTok Shopping ยังจะช่วยให้สร้างคอนเทนต์ที่ผู้ชมสามารถใช้ช้อปได้ทันที ทำให้สามารถเลือกดูและซื้อสินค้าได้โดยไม่ต้องออกจากแอป
9. ทำความเข้าใจ TikTok Analytics
TikTok มีเครื่องมือวิเคราะห์ที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถวัดผลและปรับปรุงประสิทธิภาพบนแพลตฟอร์มได้ โดยข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ปรับกลยุทธ์วิดีโอได้แม่นขึ้น และขยับเข้าใกล้เป้าหมายการตลาดในภาพรวม ไม่ว่าจะเป็นจำนวนผู้ติดตามหรือผลตอบแทนทางธุรกิจ หากต้องการเข้าใช้ TikTok Analytics ให้ไปที่ Settings → Creator tools → Analytics ในแอปมือถือ
ตัวชี้วัดสำคัญที่ควรติดตาม
แดชบอร์ด Analytics ของ TikTok แสดงภาพรวมผลงานของบัญชี รวมถึงตัวเลขเชิงลึกของคอนเทนต์และผู้ชมด้วย โดยมีสิ่งที่ควรโฟกัสดังนี้
- ยอดวิวโพสต์ ตัวเลขนี้จะบ่งบอกว่าวิดีโอถูกรับชมไปกี่ครั้ง จะช่วยประเมินการเข้าถึงโดยรวมได้
- ยอดเข้าชมโปรไฟล์ ดูว่ามีผู้ใช้เข้าชมโปรไฟล์บ่อยแค่ไหน ซึ่งสะท้อนความสนใจในตัวแบรนด์นอกเหนือจากวิดีโอแต่ละชิ้น
- ไลก์ จำนวนไลก์สะท้อน engagement และความน่าสนใจของคอนเทนต์
- คอมเมนต์ จำนวนคอมเมนต์ช่วยบอกว่าคอนเทนต์กระตุ้นบทสนทนาและการมีส่วนร่วมได้ดีแค่ไหน
- แชร์ การแชร์แสดงให้เห็นว่าคอนเทนต์น่าแชร์มากเพียงใด และสามารถช่วยขยายการเข้าถึงไปยังผู้ชมกลุ่มใหม่ได้เท่าไหน
- แหล่งที่มาของทราฟฟิก ช่วยให้ทราบว่าผู้ชมมาจากที่ไหน เพื่อนำไปปรับกลยุทธ์ข้ามแพลตฟอร์มไว้
- คำค้นหา ดูว่าผู้ใช้ค้นหาคำไหนแล้วมาเจอคอนเทนต์ของแบรนด์ เพื่อนำไปใช้วางแผนคอนเทนต์และแฮชแท็ก
และหากต้องการตรวจดูข้อมูลเชิงลึกของวิดีโอมากขึ้น ก็ให้เข้าไปที่แท็บ Content นอกจากนี้ตัวชี้วัดเหล่านี้ก็จะช่วยให้เห็นว่าคอนเทนต์แบบไหนโดนใจผู้ชมมากที่สุดเช่นกัน
- โพสต์ที่ทำผลงานดีที่สุด ระบุคอนเทนต์ที่ประสบความสำเร็จที่สุด เพื่อนำสูตรที่ได้ผลไปใช้งานต่อ
- ยอดวิวสูงสุด ดูว่าคอนเทนต์ประเภทไหนดึงสายตาคนดูได้มากที่สุด
- ผู้ชมใหม่มากที่สุด ช่วยให้ทราบว่าคอนเทนต์แบบไหนพาผู้ชมหน้าใหม่เข้ามาที่โปรไฟล์ได้
- ไลก์มากที่สุด วิเคราะห์ว่าวิดีโอแบบไหนโดนใจผู้ชมมากเป็นพิเศษ
- ผู้ติดตามใหม่ ดูว่าคอนเทนต์ชิ้นไหนทำให้คนกดติดตามบัญชี
วิเคราะห์ข้อมูลประชากรของผู้ชม
การเข้าใจผู้ชมมีคุณค่ามากในการทำคอนเทนต์ให้ตรงกลุ่มและจัดตารางโพสต์ให้เหมาะ TikTok ด้วย เนื่องจากจะมีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผู้ชมและผู้ติดตามอย่างละเอียด เช่น
- จำนวนผู้ชม/ผู้ติดตามทั้งหมด ใช้ติดตามการเติบโตของกลุ่มผู้ติดตามโดยรวม
- ผู้ชม/ผู้ติดตามใหม่สุทธิ แสดงว่าช่วงเวลาหนึ่งมีผู้ติดตามเพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่าไร
- สัดส่วนเพศ ช่วยให้เห็นโครงสร้างเพศของผู้ชม
- ช่วงอายุ ทำให้รู้ว่าคอนเทนต์โดนใจคนช่วงอายุไหนบ้าง
- พื้นที่ที่อยู่ ระบุได้ว่าผู้ชมและผู้ติดตามอยู่ในพื้นที่ใด
- ช่วงเวลาที่ผู้ชมแอ็กทิฟมากที่สุด ช่วยให้ทราบว่าควรโพสต์ตอนไหนเพื่อเพิ่ม engagement
- ครีเอเตอร์ที่คล้ายกันที่ผู้ชมดู ใช้หาโอกาสร่วมงาน หรือแม้แต่ระบุคู่แข่งที่มีผู้ชมใกล้เคียงกัน
- โพสต์อื่นที่ผู้ชมดู ช่วยให้เข้าใจความสนใจในภาพกว้างของผู้ชมบน TikTok
เมื่อกลับมาพิจารณาตัวเลขเหล่านี้เป็นประจำ ก็จะเข้าใจผลงานของแบรนด์บน TikTok ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น มองเห็นจุดที่ควรปรับ รวมถึงการตัดสินใจจากข้อมูลจริงเพื่อพัฒนากลยุทธ์การตลาดบน TikTok ให้ดีขึ้น
ไอเดียใช้งาน TikTok เพื่อการเติบโตของธุรกิจขนาดเล็ก
- ใช้คอนเทนต์เบื้องหลัง
- ชูประโยชน์ของสินค้า
- ใช้ TikTok เปิดตัวสินค้าใหม่
- หยิบเทรนด์ดังมาปรับให้เป็นสไตล์แบรนด์
ธุรกิจขนาดเล็กสามารถใช้ TikTok ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ด้วยการนำเสนอคอนเทนต์เบื้องหลัง สาธิตสินค้า เผยตัวอย่างสินค้าก่อนเปิดตัว และสร้างคอนเทนต์ตามกระแส ต่อไปนี้คือตัวอย่างจากเจ้าของร้านค้าในหลากหลายหมวดหมู่ ซึ่งรวบรวมโดย Erin Dubs ผู้ก่อตั้ง Azur Fit แบรนด์ชุดออกกำลังกาย
ใช้คอนเทนต์เบื้องหลัง
การพาให้เห็นการทำงานภายในธุรกิจ เป็นหนึ่งในวิดีโอของแบรนด์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดบน TikTok “คนอยากเห็นหลักฐานว่าสิ่งที่ (แบรนด์) ทำอยู่เป็นเรื่องจริง ไม่ว่าจะเป็นการแพ็กออร์เดอร์แรก หรือการกล่าวถึงยอดขายในวันเปิดตัว” Erin กล่าว โดยคอนเทนต์แบบนี้จะตอบสนองต่อความอยากรู้อยากเห็นของลูกค้า ทำให้แบรนด์ดูเข้าถึงง่ายขึ้น ทั้งยังช่วยสะท้อนความนิยมของสินค้าได้ด้วย
ชูประโยชน์ของสินค้า
Erin ใช้ประโยชน์จากไอเดียนี้โดยให้พนักงาน นางแบบ หรือครีเอเตอร์พาร์ตเนอร์สวมเสื้อผ้าของแบรนด์ ทำให้คอนเทนต์มักเป็นการขยับตัวในชุด การใช้ทรานซิชัน คำแนะนำด้านการสไตลิ่ง หรือการโชว์ฟีเจอร์เด่นของเสื้อผ้า ซึ่งคอนเทนต์ในเชิงนี้จาก Girlfriend Collective แสดงให้เห็นนางแบบกำลังเคลื่อนไหวในชุดออกกำลังกายของแบรนด์ พร้อมสาธิตฟีเจอร์เด่นของสินค้าอย่างกระเป๋านั่นเอง
ใช้ TikTok เปิดตัวสินค้าใหม่
สร้างกระแสให้การเปิดตัวสินค้าทั้งก่อนและระหว่างวันเปิดตัวผ่านการปล่อยทีเซอร์สินค้าใหม่ช่วยเพิ่มความตื่นเต้น และทำให้ผู้ใช้มีเหตุผลที่จะติดตามรวมถึงกลับมาดูคอนเทนต์อีกครั้งเนื่องจากรอการอัปเดต
ตัวอย่างคือ Erin ที่ใช้บัญชี personal brand ที่มีผู้ติดตามจำนวนมากในการโปรโมตสินค้าและการเปิดตัวของแบรนด์ โดยในตัวอย่างนี้ Erin กำลังลองใส่สินค้าชิ้นต่าง ๆ จากคอลเลกชันใหม่อย่าง Comfort Zone ของ Azur เพื่อให้เห็นความแตกต่างของไซซ์
หยิบเทรนด์ดังมาปรับให้เป็นสไตล์แบรนด์
นอกจากนี้ TikTok ก็ยังเป็นแพลตฟอร์มที่มีเสียง สติกเกอร์ มีม และชาเลนจ์ที่กำลังมาแรงอยู่ตลอด “ถ้ามีเวลาว่างคนเดียว ฉันก็จะไถ TikTok สัก 1 ชั่วโมง” Erin กล่าว “จะฟังเสียงต่าง ๆ แล้วคิดว่าเอามาใช้กับออฟฟิศยังไงได้บ้าง จะทำเป็นแก็กหรือโยงกับเรื่องขำ ๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันก่อนยังไง ถึงจะไม่ได้เกี่ยวกับธุรกิจโดยตรงก็ตาม”
เมื่อเทรนด์ Wes Anderson มาแรงในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2023 หลายแบรนด์จึงหยิบคอนเซปต์นี้ไปตีความในแบบของตัวเอง อย่างพิพิธภัณฑ์ Musee D’Orsay ที่ปารีสก็นับว่าเข้ากับเทรนด์นี้อย่างมาก โดยใช้สไตล์ของผู้กำกับมาถ่ายทอดความงดงามของภายในพิพิธภัณฑ์ได้
ดูตัวอย่างแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จบน TikTok
มีหลายแบรนด์ที่ใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อเปิดตัวสินค้า หาผู้ชม และสร้างคอนเทนต์ไวรัลบน TikTok ได้สำเร็จ โดยต่อไปนี้คือผู้ก่อตั้ง 3 รายที่มาแชร์กลยุทธ์การเติบโตบน TikTok ของตัวเอง
Sana และ Will Saleh จาก Lala Hijabs
Sana และ Will Saleh ก่อตั้ง Lala Hijabs หลังจากตกงานในช่วงการระบาดของ COVID-19 ทำให้ทั้งคู่เริ่มออกแบบฮิญาบมัดย้อมเล่น ๆ ก่อนจะนำผลงานไปแชร์กับผู้ใช้ TikTok “พอเริ่มมีคนถามว่าซื้อ [ฮิญาบ] มาจากไหน เราเลยตัดสินใจสร้างกระแสให้ธุรกิจก่อนจะเริ่มก่อตั้งจริง ๆ ด้วยซ้ำ แล้วคนก็ชอบมากและรอการเปิดตัวครั้งใหญ่” Sana เล่า
หลังจากที่วิดีโอหนึ่งของทั้งคู่กลายเป็นไวรัล บัญชีจึงมียอดผู้ติดตามเพิ่มเกิน 50,000 คน และกลายมาเป็นแรงผลักสำคัญให้เปิดตัว Lala Hijabs อย่างเป็นทางการ รวมถึงการใช้ TikTok เป็นช่องทางการตลาดหลักด้วย โดยธุรกิจครอบครัวนี้โพสต์คอนเทนต์เบื้องหลัง วิธีการใส่ฮิญาบ และการเปิดตัวสินค้า ซึ่งได้ผลชัดเจนเมื่อ 60% ของยอดขายแบรนด์มาจากแพลตฟอร์มนี้
Chioma Ngwudo จาก CeeCee’s Closet NYC
Chioma Ngwudo มีภารกิจชัดเจนในการสร้างแรงบันดาลใจและเฉลิมฉลองผู้หญิงผิวดำรวมถึงวัฒนธรรมแอฟริกันผ่านแบรนด์ CeeCee’s Closet NYC โดยทำงานร่วมกับ Uchenna น้องสาวและครีเอทีฟไดเรกเตอร์ เพื่อจับมือกับผู้ผลิตงานฝีมือในไนจีเรียสร้างสินค้าตั้งแต่ผ้าโพกศีรษะไปจนถึงผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกาย โดย Chioma ใช้บัญชี TikTok ให้ความรู้กับผู้ชมเกี่ยวกับสินค้าที่ไม่ได้หาซื้อได้ทั่วไปในสหรัฐฯ รวมถึงสกินแคร์ที่ออกแบบมาเพื่อผิวของผู้หญิงผิวดำโดยเฉพาะ เนื่องจากแนวทางที่เน้นให้ความรู้ลูกค้านี้ช่วยให้บัญชีเติบโตจนมีผู้ติดตามที่มีส่วนร่วมมากกว่า 260,000 คน
Yvonne และ Renee de la Cruz จาก Topicals
Topicals เป็นแบรนด์สกินแคร์ที่พัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวเรื้อรัง โดยเติบโตผ่าน TikTok ด้วยการสร้างคอนเทนต์ที่พูดถึงปัญหาอย่างผื่นผิวหนังอักเสบและรอยดำอย่างตรงไปตรงมา นอกจากนี้ แบรนด์ยังร่วมงานกับอินฟลูเอนเซอร์สายความงามและผู้เชี่ยวชาญในวงการบน TikTok เพื่อแบ่งปันคำแนะนำในการดูแลปัญหาผิวที่มักไม่ได้รับการนำเสนออย่างครอบคลุมในสื่อการตลาดด้านความงาม
การสื่อสารบน TikTok ช่วยให้ Topicals สร้างความไว้วางใจในกลุ่มผู้ชมที่รู้สึกว่าแบรนด์เข้าใจปัญหาของพวกเขา และความไว้วางใจดังกล่าวก็นำไปสู่ยอดขายอย่างชัดเจน จากเดิมที่เป็นสตาร์ทอัพขายตรงถึงผู้บริโภค ปัจจุบัน Topicals เติบโตจนมีสินค้าวางจำหน่ายในร้านค้าปลีกรายใหญ่อย่าง Sephora
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ TikTok for Business
TikTok และ TikTok for Business แตกต่างกันอย่างไร
TikTok คือแอปสำหรับผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการรับชมและโพสต์วิดีโอ ส่วน TikTok for Business คือชุดเครื่องมือสำหรับร้านค้าและแบรนด์ เช่น Ads Manager, TikTok Shop, Creator Marketplace และเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งช่วยให้ผู้ขายสร้างแคมเปญโฆษณา ขายสินค้า และวัดผลลัพธ์ได้ในที่เดียว
TikTok for Business ใช้ทำอะไรได้บ้าง
TikTok for Business มีเครื่องมือที่ช่วยให้ร้านค้าเข้าถึงลูกค้าผ่านโฆษณาแบบเสียเงิน ขายสินค้าโดยตรงผ่าน TikTok Shop ค้นหาครีเอเตอร์มาร่วมโปรโมตสินค้า และติดตามผลลัพธ์ผ่านแดชบอร์ดวิเคราะห์ข้อมูล โดยจัดการทั้งหมดได้จากบัญชีธุรกิจที่เชื่อมต่อกับร้านค้า
โฆษณาบน TikTok มีค่าใช้จ่ายเท่าไร
ข้อมูลจาก Gupta Media ในเดือนมิถุนายน 2025 ระบุว่า โฆษณาบน TikTok มีต้นทุนเฉลี่ยต่อการแสดงผล 1,000 ครั้ง (CPM) อยู่ที่ 6.21 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 200 บาท และมีต้นทุนเฉลี่ยต่อการคลิกลิงก์ (CPLC) อยู่ที่ 0.31 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 10 บาท
TikTok กำหนดงบขั้นต่ำไว้ที่ 50 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน หรือประมาณ 1,600 บาทในระดับแคมเปญ และ 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน หรือประมาณ 650 บาทในระดับกลุ่มโฆษณา ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายจริงอาจแตกต่างกันตามกลุ่มเป้าหมาย รูปแบบโฆษณา และการแข่งขันในช่วงเวลานั้น
TikTok for Business ใช้งานฟรีไหม
บัญชี TikTok Business สมัครและใช้งานได้ฟรี แต่ฟีเจอร์บางประเภทมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น การลงโฆษณาผ่าน TikTok Ads Manager
การใช้ TikTok for Business มีข้อเสียอะไรบ้าง
เทรนด์บน TikTok เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ร้านค้าจึงต้องใช้เวลาในการติดตามกระแสและโพสต์คอนเทนต์อย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ ผู้ใช้ส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มอายุน้อย หากลูกค้าหลักของร้านมีอายุมากกว่า 35 ปี แพลตฟอร์มอื่นอาจให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า
อัลกอริทึมของ TikTok ก็คาดเดาได้ยาก คอนเทนต์ที่เคยทำผลงานดีอาจมียอดเข้าถึงลดลงในเดือนถัดไป จึงเป็นเรื่องยากที่จะวางสูตรการทำคอนเทนต์ที่ใช้ได้ผลอย่างสม่ำเสมอ ในด้านโฆษณา บางแคมเปญอาจต้องใช้งบขั้นต่ำรวม 500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 16,000 บาท และต้นทุนมีแนวโน้มสูงขึ้นในช่วงที่การแข่งขันรุนแรง เช่น Black Friday ร้านค้าควรติดตามข้อกำหนดและสถานการณ์ด้านกฎระเบียบของ TikTok ในแต่ละประเทศด้วย ก่อนเลือกใช้เป็นช่องทางการตลาดหลักเพียงช่องทางเดียว


