ในปี 1944 ขวดโค้กใบหนึ่งเกิดระเบิดขึ้นในมือของ Gladys Escola ขณะเธอกำลังจัดเรียงสินค้าอยู่บนชั้นวาง ทำให้เธอได้รับบาดแผลลึกยาวถึงห้านิ้ว คดีฟ้องร้องของเธอต่อบริษัท Coca-Cola Bottling Co. กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ส่งผลต่อการพัฒนากฎหมายความรับผิดจากสินค้าในสหรัฐอเมริกาจนถึงปัจจุบัน
ทุกวันนี้ ความรับผิดจากสินค้ายังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ธุรกิจไม่อาจมองข้ามได้ ในคู่มือนี้ คุณจะได้เรียนรู้พื้นฐานที่ควรรู้เกี่ยวกับประกันสินค้า และวิธีปกป้องธุรกิจของคุณจากความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
ประกันความรับผิดจากสินค้า คืออะไร?
ประกันสินค้า ช่วยคุ้มครองธุรกิจของคุณจากการเรียกร้องทางกฎหมาย กรณีที่สินค้าที่คุณผลิต จัดจำหน่าย หรือซ่อมแซม ก่อให้เกิดการบาดเจ็บต่อร่างกายหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินของผู้อื่น ประกันประเภทนี้ช่วยปกป้องธุรกิจจากค่าใช้จ่ายสูงที่อาจเกิดจากการฟ้องร้อง หากสินค้าไปก่อให้เกิดอันตรายโดยไม่ได้ตั้งใจ แม้บางกรณีของความเสียหายหรือการบาดเจ็บจะอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของประกันความรับผิดทั่วไป แต่ประกันสินค้าให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมและตรงจุดมากกว่า เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบและมั่นใจยิ่งขึ้น
ลักษณะและข้อดีของประกันสินค้า
หากคุณเป็นผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายสินค้า ธุรกิจของคุณอาจต้องรับผิดชอบต่อความเสียหาย หากสินค้าก่อให้เกิดอันตรายกับลูกค้า แม้ในกรณีที่ลูกค้าใช้งานสินค้าไม่ถูกวิธีก็ตาม
ประกันสินค้าเข้ามาช่วยคุ้มครองธุรกิจจากผลกระทบทางกฎหมายและการเงินที่อาจเกิดขึ้น โดยประกันประเภทนี้เป็นความคุ้มครองต่อบุคคลที่สาม ซึ่งหมายความว่า
- ค่าสินไหมหรือค่าเสียหายจะจ่ายให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือได้รับบาดเจ็บ (บุคคลที่สาม)
- ธุรกิจของคุณ (ผู้เอาประกัน) จะไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายโดยตรงตามเงื่อนไขความคุ้มครอง
รูปแบบการทำงานเช่นนี้ช่วยให้ธุรกิจสามารถบริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้น และดำเนินกิจการต่อไปได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
ประกันสินค้าคุ้มครองอะไรบ้าง
ประกันสินค้าให้ความคุ้มครองต่อความเสียหายที่เกิดจากตัวสินค้าในหลายกรณีหลัก ได้แก่
- ข้อบกพร่องด้านการออกแบบ การออกแบบสินค้าไม่เหมาะสมหรือมีจุดเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดอันตราย
- ข้อบกพร่องในกระบวนการผลิต ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการผลิต ทำให้สินค้าไม่เป็นไปตามมาตรฐาน
- ข้อมูลการตลาดหรือฉลากผิดพลาด เช่น การระบุข้อมูลสินค้าไม่ครบถ้วน หรือสื่อสารสรรพคุณคลาดเคลื่อน
- คำเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยงไม่เพียงพอ ไม่มีหรือมีคำเตือนที่ไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการใช้งานหรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้น
- ความเสียหายที่เกิดจากตัวสินค้าโดยตรง แม้ธุรกิจจะไม่ได้ตั้งใจหรือไม่ได้ประมาทโดยตรง แต่หากสินค้าก่อให้เกิดอันตราย ประกันสินค้าสามารถเข้ามาช่วยคุ้มครองได้ตามเงื่อนไขกรมธรรม์
โดยทั่วไปประกันสินค้าจะไม่ครอบคลุมกรณีต่อไปนี้ และอาจต้องใช้ประกันประเภทอื่นร่วมด้วย
- ความเสียหายจากสินค้าดิจิทัลหรือบริการด้านเทคโนโลยี มักต้องใช้ประกันความรับผิดทางวิชาชีพหรือประกันความผิดพลาดในการให้บริการ
- การบาดเจ็บของพนักงาน อยู่ภายใต้ประกันอุบัติเหตุหรือประกันแรงงาน
- การบาดเจ็บของลูกค้าที่เกิดขึ้นภายในสถานที่ประกอบการ มักอยู่ในความคุ้มครองของประกันความรับผิดทั่วไป
- การเรียกคืนสินค้า (Product Recall) ต้องใช้ประกันเฉพาะด้านสำหรับการเรียกคืนสินค้า
- อุบัติเหตุจากยานพาหนะที่ใช้ในธุรกิจอยู่ภายใต้ประกันรถยนต์เชิงพาณิชย์
- ความเสียหายต่อทรัพย์สินของธุรกิจเองต้องใช้ประกันทรัพย์สินธุรกิจ
ประกันสินค้า ช่วยคุ้มครองค่าใช้จ่ายทางการเงินในกรณีสำคัญ เช่น
- ค่าใช้จ่ายทางกฎหมาย เมื่อมีการเรียกร้องค่าเสียหายหรือดำเนินคดีเกี่ยวกับสินค้า
- ค่าเสียหายต่อทรัพย์สินของลูกค้า หากสินค้าทำให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย
- ค่ารักษาพยาบาล กรณีสินค้าก่อให้เกิดการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วย
- กรณีเสียชีวิตจากการใช้สินค้าตามเงื่อนไขความคุ้มครองของกรมธรรม์
ใครบ้างที่ควรทำประกันสินค้า
ประกันสินค้าเหมาะสำหรับธุรกิจที่ผลิต จัดจำหน่าย หรือซ่อมแซมสินค้า ที่เป็นสินค้าจับต้องได้ โดยควรเข้าใจว่า คำว่า “สินค้า” ในที่นี้มีความหมายกว้างกว่าที่หลายคนคิด ตัวอย่างเช่น หากคุณขายอาหารและมีลูกค้าเจ็บป่วยจากการบริโภคสินค้า ประกันสินค้าจะช่วยดูแลความเสี่ยงในกรณีลักษณะนี้ได้
ธุรกิจในอุตสาหกรรมต่อไปนี้ควรพิจารณาทำประกันสินค้าเป็นพิเศษ
- การผลิต คุ้มครองความรับผิดกรณีสินค้าที่ผลิตก่อให้เกิดการบาดเจ็บต่อร่างกายหรือความเสียหายต่อผู้อื่น
- การจัดจำหน่าย ป้องกันความเสี่ยงจากความเสียหายที่เกิดจากสินค้าที่มีข้อบกพร่อง แม้ธุรกิจจะเป็นเพียงผู้จัดจำหน่าย
- ค้าปลีก คุ้มครองความรับผิดจากสินค้าที่จำหน่ายให้ลูกค้า แม้จะไม่ได้เป็นผู้ผลิตโดยตรง
- อาหารและเครื่องดื่ม คุ้มครองการเรียกร้องค่าเสียหายจากอาหารเป็นพิษ อาการแพ้ หรือปัญหาที่เกิดจากการบริโภคสินค้า
- ก่อสร้างและงานช่าง เหมาะสำหรับช่างไฟ ผู้รับเหมาทั่วไป ช่างประปา และงานช่างอื่นๆ ในกรณีเกิดความเสียหายหรือการบาดเจ็บในหน้างาน
- ความงามและเครื่องสำอาง ป้องกันความเสี่ยงจากอาการแพ้ การระคายเคือง หรืออันตรายทางกายภาพที่เกิดจากผลิตภัณฑ์ความงาม
- งานซ่อมแซม คุ้มครองกรณีที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือทรัพย์สินเสียหายจากงานซ่อม ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานพาหนะ หรือสินค้าอื่นๆ
ประเภทของการเรียกร้องค่าเสียหายที่ประกันสินค้าคุ้มครอง
การเข้าใจประเภทของการเรียกร้องค่าเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ช่วยให้คุณเลือกความคุ้มครองของประกันสินค้าได้เหมาะสมกับธุรกิจมากขึ้น โดยทั่วไป การเรียกร้องหลักๆ ที่พบได้ มีดังนี้
- การเรียกร้องจากข้อบกพร่องในกระบวนการผลิต
- การเรียกร้องจากข้อบกพร่องด้านการออกแบบ
- การให้คำแนะนำหรือคำเตือนไม่เพียงพอ
- การเรียกร้องจากการไม่เป็นไปตามการรับประกันสินค้า
- ความเสียหายที่เกิดจากตัวสินค้าโดยตรง
- การเรียกร้องจากความประมาท
การเรียกร้องจากข้อบกพร่องในกระบวนการผลิต
ข้อบกพร่องในกระบวนการผลิตเกิดขึ้นเมื่อสินค้าไม่เป็นไปตามสเปกหรือมาตรฐานที่ควรจะเป็น โดยการเรียกร้องลักษณะนี้จะโฟกัสที่ปัญหาของสินค้าบางชิ้นเป็นรายกรณี ไม่ใช่ปัญหาจากการออกแบบทั้งระบบ ซึ่งมักพบในสัดส่วนเพียงเล็กน้อยของสินค้าทั้งหมด ตัวอย่างเช่น
- ผลิตภัณฑ์อาหารปนเปื้อนสิ่งแปลกปลอมระหว่างขั้นตอนการผลิต
- จักรยานที่โครงแตกร้าวจากการเชื่อมที่ไม่ได้มาตรฐาน
โดยทั่วไป ผู้บริโภคต้องสามารถพิสูจน์ได้ว่าสินค้าอยู่ในสภาพมีข้อบกพร่องตั้งแต่ตอนออกจากความควบคุมของผู้ผลิต ไม่ใช่ความเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังจากการใช้งาน
การเรียกร้องจากข้อบกพร่องด้านการออกแบบ
การเรียกร้องประเภทนี้เกิดจากการที่ตัวการออกแบบสินค้าเองมีความเสี่ยงหรือไม่ปลอดภัย แม้ว่าสินค้าจะถูกผลิตอย่างถูกต้องตามขั้นตอนก็ตาม ส่งผลให้สินค้าทั้งไลน์มีความเสี่ยงต่อผู้บริโภค ตัวอย่างเช่น ของเล่นเด็กที่มีชิ้นส่วนขนาดเล็กซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายจากการสำลัก
การเรียกร้องจากข้อบกพร่องด้านการออกแบบมักส่งผลกระทบในวงกว้าง และอาจนำไปสู่การเรียกคืนสินค้า รวมถึงภาระความรับผิดทางกฎหมายที่สูงสำหรับธุรกิจ
การให้คำแนะนำหรือคำเตือนไม่เพียงพอ
การเรียกร้องลักษณะนี้เกิดขึ้นเมื่อสินค้าผลิตและออกแบบมาอย่างถูกต้องแล้ว แต่กลับถูกมองว่ามีข้อบกพร่อง เนื่องจากไม่มีคำแนะนำหรือคำเตือนที่ชัดเจนเกี่ยวกับการใช้งานหรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น หากคุณจำหน่ายเครื่องมือไฟฟ้าโดยไม่มีคำแนะนำด้านความปลอดภัยหรือแนวทางการใช้งานที่เหมาะสม ธุรกิจอาจต้องรับผิดชอบต่อการบาดเจ็บที่เกิดจากการใช้งานผิดวิธีซึ่งสามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า
การเรียกร้องจากการไม่เป็นไปตามการรับประกันสินค้า
การไม่เป็นไปตามการรับประกันสินค้าเกิดขึ้นเมื่อสินค้าไม่ตรงตามคำสัญญาหรือการรับประกันที่ผู้ผลิตหรือผู้ขายได้ให้ไว้ โดยทั่วไป การรับประกันที่ประกันสินค้ามักครอบคลุม มีอยู่ 2 ประเภทหลัก ได้แก่
- การรับประกันโดยชัดแจ้ง คำรับรองหรือคำสัญญาเฉพาะเกี่ยวกับประสิทธิภาพ ความทนทาน หรือคุณสมบัติของสินค้า ซึ่งอาจระบุไว้เป็นลายลักษณ์อักษร (เช่น คู่มือ ฉลาก หรือบรรจุภัณฑ์) หรือสื่อสารด้วยวาจา (เช่น คำอธิบายจากพนักงานขาย)
- การรับประกันโดยนัย การรับประกันที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติว่าสินค้าสามารถใช้งานได้ตามปกติ เช่น ตู้เย็นต้องสามารถทำความเย็นได้ และใช้งานได้ในระยะเวลาที่เหมาะสมตามสมควร
การเรียกร้องในลักษณะนี้มักเป็นกรณีที่ผู้บริโภคพิสูจน์ได้ไม่ยากนัก เพียงแสดงให้เห็นว่าสินค้าไม่เป็นไปตามเงื่อนไขการรับประกันที่ระบุไว้ ทั้งนี้ ประกันสินค้าที่มีความคุ้มครองครบถ้วนสามารถช่วยรับภาระค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนสินค้าใหม่ตามเงื่อนไขการรับประกันได้
ความเสียหายที่เกิดจากตัวสินค้าโดยตรง
การเรียกร้องประเภทนี้เป็นกรณีที่ ผู้ผลิตหรือผู้ขายต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดจากสินค้า แม้จะได้ใช้ความระมัดระวังอย่างเหมาะสมแล้ว หรือแม้ผู้บริโภคจะมีส่วนในการใช้งานที่ไม่รอบคอบก็ตาม
ในกรณีลักษณะนี้ ลูกค้าสามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากข้อบกพร่องด้านการผลิต การออกแบบ หรือการขาดคำเตือนที่เหมาะสมได้ โดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าผู้ผลิตหรือผู้ขายมีความประมาทโดยตรง ซึ่งแตกต่างจากการเรียกร้องบางประเภทที่ต้องแสดงหลักฐานเรื่องความประมาทอย่างชัดเจน
การเรียกร้องจากความประมาท
การเรียกร้องจากความประมาทเกิดขึ้นเมื่อ ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย หรือผู้ขาย ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร ในการออกแบบ ผลิต หรือจำหน่ายสินค้า ซึ่งเกี่ยวข้องกับหน้าที่ในการดูแลความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยหน้าที่ดังกล่าวครอบคลุมถึงการ
- ออกแบบและผลิตสินค้าให้ปลอดภัยต่อการใช้งาน
- ทดสอบสินค้าก่อนวางจำหน่ายอย่างเหมาะสม
- ให้คำเตือนและคำแนะนำในการใช้งานที่ชัดเจน
- ตรวจสอบข้อบกพร่องและควบคุมคุณภาพสินค้า
- ติดตามข้อมูลด้านความปลอดภัยและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับสินค้าอย่างสม่ำเสมอ
หากผู้บริโภคสามารถพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายเกิดจากความประมาทในกระบวนการเหล่านี้ ก็อาจมีสิทธิได้รับการชดเชยตามกฎหมายและเงื่อนไขความคุ้มครองของประกันสินค้า
ความสำคัญของประกันสินค้าสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก
ประกันสินค้าเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันความเสี่ยงทางการเงิน สำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่มีต้นทุนและกำไรค่อนข้างจำกัด หากไม่มีประกันนี้ เพียงการเรียกร้องค่าเสียหายจากสินค้าเพียงครั้งเดียว ก็อาจส่งผลกระทบหนักถึงขั้นทำให้ธุรกิจไปต่อไม่ไหวได้
ประกันสินค้าช่วยคุ้มครองความเสี่ยงได้หลากหลาย ตั้งแต่ข้อบกพร่องด้านการออกแบบไปจนถึงความประมาทในการดำเนินงาน ตัวอย่างเช่น
- บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กผลิตอุปกรณ์ที่เกิดความร้อนสูงผิดปกติและทำให้เกิดไฟไหม้
- ร้านเบเกอรี่ท้องถิ่นมีลูกค้าเจ็บป่วยจากอาหารเป็นพิษ
ในกรณีเหล่านี้ ประกันสินค้าสามารถช่วยรับภาระค่าใช้จ่าย เช่น ค่าทนาย ค่าชดเชย และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเรียกร้องค่าเสียหาย
แม้ประกันสินค้าในบางกรณีอาจถูกรวมอยู่ในประกันความรับผิดทั่วไป แต่หากธุรกิจของคุณเกี่ยวข้องกับสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง อาจจำเป็นต้องทำประกันสินค้าแยกต่างหาก ควรปรึกษาบริษัทประกันเพื่อให้มั่นใจว่าคุณมีความคุ้มครองที่เพียงพอและเหมาะสมกับลักษณะธุรกิจ
วิธีทำประกันสินค้า
หากต้องการเลือกประกันสินค้าให้เหมาะกับธุรกิจของคุณ สามารถเริ่มต้นได้จากขั้นตอนต่อไปนี้
-
ขอใบเสนอราคาจากหลายบริษัทประกัน เพื่อเปรียบเทียบความคุ้มครองและค่าเบี้ย อาจสอบถามคำแนะนำจากเครือข่ายธุรกิจ หรือค้นหาข้อมูลเบื้องต้นผ่านการค้นหาออนไลน์
-
ตรวจสอบความคุ้มครองที่มีอยู่แล้ว ประกันความรับผิดทั่วไปที่คุณทำอยู่อาจมีความคุ้มครองด้านประกันสินค้าอยู่บางส่วน ควรตรวจสอบรายละเอียดกรมธรรม์ว่าจำเป็นต้องเพิ่มความคุ้มครองหรือไม่
-
เลือกวงเงินความคุ้มครองให้เหมาะสม พิจารณาทั้งจำนวนเงินคุ้มครอง และขอบเขตพื้นที่ที่ประกันให้ความคุ้มครอง โดยเฉพาะหากมีการขายสินค้านอกพื้นที่หรือข้ามประเทศ
-
พิจารณาการทำประกันแบบแพ็กเกจธุรกิจ (BOP) แพ็กเกจประกันธุรกิจบางประเภทอาจรวมประกันสินค้า ประกันความรับผิดทั่วไป ประกันทรัพย์สินธุรกิจ และความคุ้มครองอื่นๆ ไว้ด้วยกัน ทั้งนี้ ความคุ้มครองจะแตกต่างกันไปตามบริษัทประกันและประเภทธุรกิจ ควรตรวจสอบรายละเอียดให้ชัดเจน
- เจรจาเงื่อนไขก่อนตัดสินใจ อย่าลังเลที่จะสอบถามหรือเจรจาเรื่องค่าเบี้ย วงเงินคุ้มครอง หรือเงื่อนไขเพิ่มเติม ก่อนลงนามในสัญญา
ลดความเสี่ยงให้ธุรกิจของคุณ
ประกันสินค้าเป็นส่วนสำคัญในการช่วยปกป้องธุรกิจจากความเสี่ยงที่คาดไม่ถึง แม้อุบัติเหตุหรือปัญหาจากสินค้าอาจไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย แต่การเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้าจะช่วยให้คุณดำเนินธุรกิจได้อย่างสบายใจ และมีเวลาโฟกัสกับการเติบโตของธุรกิจได้มากขึ้น
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับประกันสินค้า
ต้องใช้ประกันอะไรบ้างในการขายสินค้า
ประกันสินค้าเป็นสิ่งจำเป็น นอกจากนี้ ควรพิจารณาทำประกันความรับผิดทั่วไปควบคู่กันไป เพื่อเพิ่มความคุ้มครองในภาพรวมของธุรกิจ
ถ้าขายสินค้าออนไลน์ จำเป็นต้องทำประกันธุรกิจหรือไม่
จำเป็น หากคุณขายสินค้าที่จับต้องได้ เพราะยังมีความเสี่ยงด้านความรับผิดจากสินค้า แต่หากคุณขายสินค้าดิจิทัลหรือบริการ เช่น ซอฟต์แวร์ หรือออกแบบเว็บไซต์ ควรพิจารณาประกันความรับผิดทางวิชาชีพ หรือประกันความผิดพลาดในการให้บริการแทน
ผู้ค้าส่งต้องมีประกันสินค้าหรือไม่
จำเป็น ผู้ค้าส่งควรมีประกันสินค้า เพื่อคุ้มครองความเสี่ยงจากสินค้าที่จัดจำหน่าย แม้จะไม่ได้เป็นผู้ผลิตโดยตรง
ประกันสินค้าอยู่ในประกันความรับผิดทั่วไปหรือไม่
ขึ้นอยู่กับกรมธรรม์ ประกันความรับผิดทั่วไปบางกรมธรรม์อาจรวมความคุ้มครองด้านประกันสินค้าไว้ด้วย แต่ไม่ใช่ทุกกรณี และความคุ้มครองอาจไม่เพียงพอกับลักษณะธุรกิจของคุณ ควรตรวจสอบรายละเอียดกรมธรรม์ให้ชัดเจน
ใครบ้างควรทำประกันสินค้า
ประกันสินค้าเหมาะสำหรับธุรกิจในกลุ่มต่อไปนี้
- ผู้ผลิตสินค้า
- ผู้ค้าส่งและผู้จัดจำหน่าย
- ผู้ค้าปลีก
- ผู้นำเข้าสินค้า
- ผู้ออกแบบสินค้า
- ธุรกิจที่ประกอบ ติดตั้ง หรือจัดการสินค้าให้ลูกค้า


