ถ้าคุณกำลังมองหาวิธีเพิ่มทราฟฟิกและโปรโมทสินค้าโดยไม่ต้องเสียเงินมากอยู่ล่ะก็ วันนี้เราจะมาพูดถึงกลยุทธ์การตลาดดิจิทัลง่ายๆ ที่ผู้ประกอบการทุกคนสามารถใช้ดึงทราฟฟิกเข้าร้านได้ฟรี สิ่งที่คุณต้องลงทุนมีอย่างเดียวคือแรงกายแรงใจล้วนๆ
แม้แคมเปญโฆษณาแบบจ่ายเงินจะช่วยสร้างทราฟฟิกได้เยอะในระยะสั้น แต่มันก็มีต้นทุนสูง และต้องลงทุนซ้ำเรื่อยๆ โชคดีที่ยังมีอีกหลายวิธีที่คุณใช้ได้ในการเพิ่มทราฟฟิกให้กับเว็บไซต์ของคุณ
นั่นคือ Organic Marketing ซึ่งหมายถึงทุกอย่างที่อยู่นอกเหนือจากการโฆษณาแบบจ่ายเงิน Organic Marketing (หรือที่รู้จักในชื่อ Inbound Marketing) ซึ่งจะเน้นไปที่การใช้กลยุทธ์ที่เรียบง่ายและลงมือทำได้จริง เพื่อดึงทราฟฟิกฟรีด้วยการสร้างจุดขายให้กับกลุ่มเป้าหมาย
เคล็ดลับสำคัญที่คุณห้ามลืมก็คือ คุณต้องโฟกัสทราฟฟิกที่ตรงเป้าหมายที่สุดและเลือกกลยุทธ์ที่ทำได้อย่างสม่ำเสมอ ตั้งหลักใช้แนวทางเดียวก่อนจนได้ผลลัพธ์ แล้วค่อยขยายไปแนวทางอื่น ถ้าพยายามทำหลายอย่างพร้อมกันเกินไป อาจรู้สึกหัวหมุนและหมดกำลังใจเอาดื้อๆ ได้เลย
4 ข้อเตรียมความพร้อม ก่อนเริ่มดึงทราฟฟิกแบบ Organic
ก่อนจะลงแรงทำ Organic Marketing คุณต้องแน่ใจว่าเตรียมพร้อมรับทราฟฟิกนั้นอย่างถูกต้อง เป้าหมายไม่ใช่แค่ได้ทราฟฟิกมาเฉยๆ แต่ต้องการกระแสลูกค้าที่มีคุณภาพ และแปลงทราฟฟิกให้กลายเป็นรายได้และกำไร แต่ก่อนอื่น มาตรวจสอบกันก่อนว่าคุณมีสิ่งเหล่านี้ครบแล้ว
- สินค้าที่ดีและทำกำไรได้จริง ลองตรวจสอบผลิตภัณฑ์ที่ต้องคุณต้องการขายก่อนว่าน่าจะขายได้จริง ก่อนจะเริ่มใช้กลยุทธ์ Organic Marketing ขั้นตอนนี้เรียกได้ว่าสำคัญมากเลยทีเดียว
- กลุ่มเป้าหมายที่มีขนาดใหญ่พอ คุณต้องการคนที่สนใจซื้อสินค้าประเภทนั้นในจำนวนที่เพียงพอ
- ตลาดเป้าหมายที่ชัดเจน คือกลุ่มคนในตลาดที่มีค่านิยม พฤติกรรม หรือคุณลักษณะร่วมกัน ซึ่งคุณสามารถโฟกัสได้
- เรื่องราวสินค้าที่น่าสนใจ คอนเทนต์ของเว็บไซต์และคำอธิบายสินค้าของคุณต้องน่าสนใจพอที่จะเปลี่ยนผู้เยี่ยมชมให้เป็นลูกค้าได้
พอเตรียมพร้อมครบแล้ว เริ่มลุยได้เลย!
ทำไมคอนเทนต์ถึงเป็นหัวใจของ Organic Marketing
คอนเทนต์คือหนึ่งในเหตุผลหลักที่ผู้คนใช้อินเทอร์เน็ต และการสร้างคอนเทนต์ที่ถูกต้องสามารถช่วยดึงทราฟฟิกได้จำนวนมหาศาล
การตลาดคอนเทนต์ คือการสร้างคอนเทนต์คุณภาพสูง ให้ข้อมูล และน่าสนใจ เพื่อดึงดูดลูกค้าเข้ามาที่ร้านออนไลน์ของคุณ มันเป็นวิธีสร้างทราฟฟิกที่ทรงพลัง เพราะช่วยสร้างแบรนด์และวางตำแหน่งธุรกิจของคุณให้เป็นผู้นำความคิดในอุตสาหกรรม
"คอนเทนต์ไม่ใช่แค่ราชา แต่คอนเทนต์คืออาณาจักรทั้งอาณาจักร"
Lee Odenv
อย่างไรก็ตาม คุณต้องจำไว้ว่า นี่คือกลยุทธ์ระยะยาว ต้องอาศัยความสม่ำเสมอและความอดทน แต่ผลตอบแทนคุ้มค่าอย่างแน่นอน แบรนด์ที่ใช้ Content Marketing มีอัตราการเติบโตของทราฟฟิกเว็บไซต์ต่อปีสูงกว่าถึง 7.8 เท่า
นอกจากนี้ คอนเทนต์แบบ Organic ยังช่วยให้คุณ
- สร้างความเชื่อมั่นกับลูกค้า
- เพิ่มอัตราการ Conversion
- สร้าง Lead ได้อย่างคุ้มค่า
- เสริม SEO (Search Engine Optimization) อย่างมีนัยสำคัญ
คุณควรผลิตคอนเทนต์คุณภาพสูงในหลากหลายรูปแบบ เช่น บทความ eBook วิดีโอ โดยเน้นที่สิ่งอื่นนอกจากสินค้าและบริษัท เพื่อไม่ให้ดูโปรโมทตัวเองเกินไป กุญแจสำคัญของ Content Marketing คือการสร้างคุณค่าที่แท้จริงผ่านคอนเทนต์ที่ลูกค้าอยากอ่านและอยากดู
5 ไอเดีย Organic Marketing สำหรับผู้ประกอบการ
- ทำบล็อก
- สร้างคอนเทนต์วิดีโอ
- การตลาดโซเชียลมีเดียแบบ Organic
- โปรแกรม Affiliate
- การปรับแต่งเว็บไซต์ให้ติดอันดับการค้นหา (SEO)
1. ทำบล็อก
การเริ่มทำบล็อกไม่ได้หมายความว่าจะเขียนแค่ความคิดหรือความรู้สึกของตัวเองแล้วหวังว่าจะมีคนมาซื้อของ แต่คุณต้องสร้างคอนเทนต์เชิงให้ความรู้ที่แก้ปัญหาให้กับกลุ่มเป้าหมาย และหาง่ายผ่านเครื่องมือค้นหา
เทคนิคการทำบล็อก #1: คำหลักแบบยาว
การให้ความสำคัญกับ SEO ตั้งแต่ตอนวางแผนคอนเทนต์และเขียนบทความ จะช่วยดึงทราฟฟิกแบบ Organic ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เริ่มจากการวิจัยคำหลัก เพื่อหาโอกาสในการติดอันดับสำหรับคำค้นหาเชิงให้ความรู้ ที่เกี่ยวข้องกับตลาดเฉพาะกลุ่มของคุณ โดยมีหลาอย่าง เช่น "วิธีทำ..." หรือ "X ที่ดีที่สุด..." ที่คุณสามารถทำเป็นบทความบล็อกได้
แม้คำค้นสั้นๆ ที่มีปริมาณการค้นหาสูงจะดูน่าดึงดูด แต่อย่าลืมคำหลักแบบยาวด้วย เพราะคำเหล่านี้ยาวและเฉพาะเจาะจงกว่า ติดอันดับง่ายกว่า และมักได้รับการคลิกเข้ามาดูสูงกว่าคำทั่วไปมาก สำหรับเว็บไซต์ใหม่ที่มีทราฟฟิกน้อยและมีลิงก์น้อย คำหลักแบบยาวจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมาก
การมุ่งเน้นคอนเทนต์เชิงให้ความรู้แบบไม่ตกยุค จะเป็นประโยชน์ในระยะยาวมากกว่าบทความข่าว เพราะให้คุณค่ากับผู้อ่านได้เสมอ ไม่ว่าจะพบบทความนั้นเมื่อไหร่ก็ตาม คุณยังสอดแทรกลิงก์ไปยังสินค้าได้ ถ้าสินค้านั้นแก้ปัญหาให้ผู้อ่านได้จริงๆ
นอกจากการเลือกคำหลักแล้ว ก็อย่าลืมทำ SEO ให้กับคอนเทนต์ด้วย ดังนี้
- ตรวจสอบว่าชื่อบทความของบล็อก ตรงกับความตั้งใจในการค้นหา
- เขียน Meta Description ที่น่าคลิก
- ใช้ Header Tags เป็นลำดับชั้นเพื่อจัดระเบียบคอนเทนต์
- ทำให้ URL สั้นและคำหลักอยู่ในนั้นด้วย
นอกจากนี้ คุณยังสามารถใช้เช็กลิสต์ SEO นี้ เพื่อประเมินเนื้อหาทุกชิ้นที่คุณสร้าง และตรวจสอบให้แน่ใจว่าบล็อกของคุณพร้อมสำหรับเครื่องมือค้นหาแล้ว
เทคนิคการทำบล็อก #2: สัมภาษณ์และร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญ
แม้จะยังมีทราฟฟิกน้อย อย่ากลัวที่จะติดต่อขอสัมภาษณ์หรือร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญในวงการ คนส่วนใหญ่ยินดีให้สัมภาษณ์ถ้าคอนเทนต์ที่คุณสร้างสอดคล้องกับพันธกิจของพวกเขา หลายคนยังยินดีแชร์คอนเทนต์ผ่านโซเชียลมีเดีย หรือเขียนโพสต์แขกรับเชิญเองด้วย ซึ่งช่วยขยายการเข้าถึงและดึงทราฟฟิกเพิ่มได้อีก
ลองทำคอนเทนต์รวบรวมคำแนะนำกับ 10, 50 หรือ 100 ผู้นำในอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นวิธีที่ทรงพลังในการกระตุ้นให้คนมีอิทธิพลแชร์บทความไปยังกลุ่มผู้ติดตามของพวกเขา ยิ่งถ้าคุณสร้าง Badge หรือภาพประกอบที่พวกเขาสามารถนำไปติดบนเว็บไซต์ได้ พร้อมลิงก์กลับมาบทความต้นฉบับ ยิ่งได้ผลมากขึ้นไปอีก
2. สร้างคอนเทนต์วิดีโอ
คุณไม่จำเป็นต้องมีกล้องราคาแพงเพื่อดึงทราฟฟิกผ่านวิดีโอ คุณภาพของคอนเทนต์สำคัญกว่าคุณภาพการผลิตมาก
จากข้อมูลของ Cisco วิดีโอออนไลน์คิดเป็นมากกว่า 82% ของทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตทั้งหมด และ YouTube คือเครื่องมือค้นหาที่ได้รับความนิยมสูงสุดเป็นอันดับ 2 ของโลก
ไม่ใช่ว่าวิดีโอทุกอันจะสร้างทราฟฟิกและผลตอบแทนได้เท่ากัน แทนที่จะพยายามสร้างวิดีโอไวรัล ให้โฟกัสที่ 3E นี้แทน
- น่าสนใจ (Engaging)
- ให้ความรู้ (Educational)
- ไม่ตกยุค (Evergreen)
เหตุผลเบื้องหลังเรื่องนี้เรียบง่ายมาก การสร้างคอนเทนต์ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ชม ไม่ว่าพวกเขาจะดูในวันนี้ พรุ่งนี้ หรืออีกสองปีข้างหน้า ล้วนช่วยสร้างกลุ่มเป้าหมาย (Leads) ให้คุณได้อย่างต่อเนื่องไปอีกหลายปี
เพื่อให้กลยุทธ์นี้ได้ผล คุณต้องแน่ใจว่าวิดีโอได้รับการปรับแต่งให้เหมาะสมกับการค้นหาแล้ว
ตัวอย่างเช่น Beardbrand ที่สร้างวิดีโอสาธิตการดูแลตัวเองสำหรับผู้ชาย ในวิดีโอยอดนิยมตัวหนึ่งบน YouTube พวกเขาเจาะจงไปที่คำค้นหา "วิธีเล็มเคราสั้น" ซึ่งข้อมูลจาก ahrefs Keyword Explorer ระบุว่ามีการค้นหาถึง 600 ครั้งต่อเดือน ทางแบรนด์มีกลยุทธ์ YouTube SEO ที่ดีเยี่ยม โดยมุ่งเน้นเนื้อหาวิดีโอให้ครอบคลุมคีย์เวิร์ด การใช้ชื่อชื่อคลิปที่ชัดเจน การเขียนคำอธิบายวิดีโอที่ละเอียด และการจัดหมวดหมู่ไว้ในเพลย์ลิสต์ของช่อง
เทคนิควิดีโอ #1: การอัปเกรดเนื้อหา
การเพิ่มมูลค่าเนื้อหาคือการจัดทำส่วนเสริมหรือข้อมูลพิเศษที่ช่วยเติมเต็มเนื้อหาหลัก เมื่อสร้างวิดีโอควรพิจารณาการแนบสิ่งที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เช่น สรุปใจความสำคัญ กรณีศึกษา ภาพประกอบข้อมูล รายการตรวจสอบ การสัมมนาผ่านเครือข่าย หรือแบบฟอร์มสำเร็จรูปในหัวข้อเดียวกัน หรือหากคุณมีผลิตภัณฑ์ที่มีความซับซ้อนหรือเป็นสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง การทำเอกสารสรุปข้อมูลเชิงลึกให้ดาวน์โหลดก็เป็นวิธีที่ได้ผล
เทคนิคนี้เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการรวบรวมที่อยู่อีเมลของลูกค้าเพื่อสร้างรายชื่ออีเมลของคุณ ทำให้คุณสามารถส่งมอบความคุ้มค่าได้อย่างต่อเนื่องและสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นผ่านการตลาดทางอีเมล
เทคนิควิดีโอ #2: วิดีโอไลฟ์สด
วิดีโอถ่ายทอดสดเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้มีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์โดยตรง ช่วยให้เกิดความผูกพันทางอารมณ์ที่แท้จริง ดังนั้นแม้ว่าจำนวนผู้เข้าชมจากการถ่ายทอดสดอาจจะน้อยกว่าวิธีอื่น แต่คุณภาพของผู้เข้าชมนั้นถือว่าอยู่ในระดับที่สูงมาก
วิดีโอถ่ายทอดสดเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับกิจกรรม Organic Marketing ของแบรนด์ Camille Rose แบรนด์ดูแลผิวพรรณนี้จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การตลาดในปี 2020 เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 จึงหันมาใช้แพลตฟอร์ม Instagram โดยทางแบรนด์ได้จัดกิจกรรมถ่ายทอดสดร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร ทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง นักจิตวิทยา นักออกแบบภาพลักษณ์แบรนด์ ครูสอนโยคะ และผู้เชี่ยวชาญด้านอื่นอีกมากมาย “เราพูดทุกเรื่อง ทำทุกอย่าง และร่วมมือกับอินฟลูเอ็นเซอร์” Janell Stephens ผู้ก่อตั้งแบรนด์ กล่าว “เราจึงนำงบประมาณการตลาดของปี 2021 มาใช้กับช่องทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และหน้าสื่อโซเชียลมีเดียของตัวเองทั้งหมด”
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง: วิธีทำเงินจาก Youtube
3. การตลาดโซเชียลมีเดียแบบ Organic
โซเชียลมีเดียไม่ใช่แค่เรื่องการได้ไลก์เยอะๆ หรือการบอกให้คนซื้อของเพราะหัวใจสำคัญที่แท้จริงคือการส่งเสริมให้เกิดการสนทนา การสร้างชุมชน และการผลักดันให้เกิดความตื่นเต้นในตัวแบรนด์
การสร้างผู้ติดตามโซเชียลมีเดียมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการส่งเสริมและสร้างการรับรู้ถึงแบรนด์ แต่เป้าหมายหลักของคุณคือการดึงผู้เข้าชมกลับมายังเว็บไซต์ ดังนั้นกลยุทธ์ด้านล่างนี้จะมุ่งเน้นไปที่การช่วยคุณบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว
กลยุทธ์โซเชียลมีเดีย #1: การแจกของและการประกวด
การประกวดและการแจกของรางวัลเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการดึงผู้เข้าชมไปยังเว็บไซต์ และยังส่งผลกระทบเชิงบวกอย่างมากต่อจำนวนผู้ติดตามและการมีส่วนร่วม
ของรางวัลและสิทธิประโยชน์ต่างๆ เป็นแรงจูงใจที่ทรงพลังในการทำให้ผู้คนช่วยโปรโมทธุรกิจของคุณ แทนที่จะให้รางวัลเพียงแค่การลงชื่อสมัคร ให้ลองสร้างวงจรการบอกต่อแบบไวรัลด้วยระบบสะสมคะแนน ที่ผู้คนจะได้รับคะแนนจากการช่วยโปรโมท วิธีนี้จะเปลี่ยนกระบวนการให้กลายเป็นเหมือนการเล่นเกม ซึ่งผู้คนจะเพิ่มโอกาสในการชนะตามจำนวนเพื่อนที่พวกเขาชวนมาสมัครได้ พร้อมกับช่วยขยายการเข้าถึงแบบออร์แกนิกให้กับบัญชีสื่อโซเชียลมีเดียของคุณ โดยคุณสามารถใช้ลิงก์อ้างอิงเพื่อติดตามผลลัพธ์นี้ได้
กลยุทธ์โซเชียลมีเดีย #2: การเสนอส่วนลดแบบจำกัดเวลา
การกำหนดวันหมดเขตของส่วนลดเป็นการใช้ประโยชน์หลักจิตวิทยาเกี่ยวกับ “ความขาดแคลย” ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นการขายที่ทรงพลัง ดังนั้นการเสนอส่วนลดแบบจำกัดเวลาจึงช่วยสร้างทราฟฟิกและยอดขายได้มาก
เนื่องจากกลยุทธ์นี้เป็นเพียงตัวขับเคลื่อนทราฟฟิกในระยะสั้น โปรดตรวจสอบด้วยว่า ได้มีการเก็บข้อมูลอีเมลของลูกค้าและเปิดโอกาสให้พวกเขาเลือกสมัครรับข่าวสารจากคุณ เพื่อที่คุณจะได้ส่งเนื้อหาที่มีคุณค่าให้พวกเขาอย่างต่อเนื่องและดึงดูดใจให้พวกเขากลับมาที่เว็บไซต์อีกครั้ง
กลยุทธ์โซเชียลมีเดีย #3: ใช้ประโยชน์จากโซเชียลคอมเมิร์ซ
โซเชียลคอมเมิร์ซ คือจุดบรรจบกันระหว่างสื่อสังคมออนไลน์และการค้า แพลตฟอร์มต่างๆ เช่น พินเทอเรสต์ และ อินสตาแกรม ได้ช่วยให้กระบวนการซื้อสินค้าของลูกค้าง่ายดายขึ้น โดยลูกค้าที่เห็นสินค้าที่ถูกใจสามารถเพิ่มลงในรถเข็นได้โดยตรงบนแพลตฟอร์มนั้นๆ และผู้บริโภคยังสามารถเลือกชำระเงินให้เสร็จสิ้นได้ทันทีหรือจะเปลี่ยนไปยังเว็บไซต์ทางการของผู้ค้าก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละแพลตฟอร์มก
ด้วยความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของสมาร์ทโฟนและสื่อโซเชียลมีเดีย ทำให้โซเชียลคอมเมิร์ซกลายเป็นกระแสหลักมากขึ้นทุกวัน แม้ว่ากระแสนี้จะยังไม่ถึงจุดสูงสุดในสหรัฐอเมริกา แต่ในประเทศจีน โซเชียลคอมเมิร์ซมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 11.6 ของยอดขายปลีกผ่านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด โดยยอดขายผ่านช่องทางนี้ในจีนพุ่งสูงเกิน 186,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2019 ซึ่งมากกว่ายอดขายในลักษณะเดียวกันของสหรัฐอเมริกาถึงประมาณ 10 เท่า กล่าวโดยสรุปคือ โซเชียลคอมเมิร์ซในอเมริกาเหนือยังมีโอกาสเติบโตอีกมหาศาล และนี่คือโอกาสในการสร้างจำนวนผู้เข้าชมและยอดขายที่คุณไม่ควรละเลย
อ่านเพิ่มเติม: วิธีขายของบน Instagram
4. โปรแกรม Affiliate
คุณอาจเคยได้ยินเรื่องการตลาดผ่านอินฟลูเอ็นเซอร์ ซึ่งเหล่าคนดังในโลกโซเชียลจะได้รับค่าตอบแทนเป็นจำนวนเงินคงที่ต่อการโพสต์แนะนำสินค้าหนึ่งครั้ง แต่นอกเหนือจากต้นทุนที่ต้องจ่ายล่วงหน้าแล้ว การไม่ทราบจำนวนยอดขายที่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นยังถือเป็นความเสี่ยงอย่างมากสำหรับผู้ประกอบการที่เพิ่งเริ่มต้นหรือต้องระมัดระวังเรื่องงบประมาณ
โปรแกรม Affiliate มีลักษณะคล้ายกับกลยุทธ์การตลาดผ่านอินฟลูเอ็นเซอร์ แต่คุณไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินล่วงหน้าเพื่อจ้างผู้ช่วยประชาสัมพันธ์เหล่านี้ ในทางกลับกัน ผู้ร่วมทำโปรแกรมนี้จะได้รับค่าคอมมิชชันจากทุกยอดขายที่เกิดขึ้นจากการที่พวกเขาช่วยทำการตลาดให้สินค้าของคุณ ให้ลองนึกถึงการตลาดแบบ Affiliate ว่าเป็นการตลาดแบบปากต่อปากในรูปแบบดิจิทัล โดยผู้ร่วมทำโปรแกรมจะช่วยประชาสัมพันธ์สินค้าของคุณอย่างเป็นธรรมชาติ จากนั้นจึงรับส่วนแบ่งกำไรจากแต่ละยอดขายที่พวกเขาทำได้ ซึ่งยอดขายเหล่านี้จะถูกติดตามผ่านลิงก์เฉพาะจากเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่ง
การเริ่มต้นโปรแกรม Affiliate ร่วมกับบล็อกเกอร์และอินฟลูเอ็นเซอร์เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมและยอดขาย ซึ่งช่วยสร้างสถานการณ์ที่ได้รับประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย โดยเป็นแรงจูงใจให้อินฟลูเอ็นเซอร์พยายามสร้างยอดขายเพราะพวกเขามีโอกาสสร้างรายได้มหาศาล ทั้งนี้ ส่วนแบ่งค่าคอมมิชชันของโปรแกรม Affiliate อาจแตกต่างกันไปตามข้อตกลงของอินฟลูเอ็นเซอร์ ประเภทของบล็อก อุตสาหกรรม หรือบริษัทนั้นๆ
แม้ว่าคุณจะได้รับกำไรต่อหน่วยน้อยลงจากยอดขายผ่านโปรแกรม Affiliate แต่คุณสามารถชดเชยส่วนต่างนี้ได้ด้วยปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นจากการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ที่คุณอาจไม่เคยเข้าถึงได้มาก่อน
5. การปรับแต่งเว็บไซต์ให้ติดอันดับการค้นหา (SEO)
แม้ว่าการโฆษณาผ่านระบบจ่ายเงินเมื่อมีการคลิกจะช่วยให้คุณขึ้นไปอยู่ด้านบนสุดของหน้าผลลัพธ์การค้นหาได้ทันที แต่สิ่งสำคัญที่ต้องรู้คือ 75 % ของการคลิกทั้งหมดมักจะเกิดขึ้นกับผลลัพธ์แบบออร์แกนิกใน 3 อันดับแรก เมื่อคำนึงถึงจุดนี้ การทำให้ร้านค้าของคุณปรากฏอยู่ในอันดับต้นๆ ของการค้นหาแบบออร์แกนิกเมื่อลูกค้าค้นหาสินค้า จึงมีผลกระทบที่ส่งพลังมากกว่าอย่างมหาศาล แม้ว่ากลยุทธ์การปรับแต่งเว็บไซต์ที่ดีที่สุดคือการสร้างเนื้อหาที่มีคุณค่าและไม่มีวันหมดอายุซึ่งกลุ่มเป้าหมายจำเป็นต้องใช้เสมอ แต่ยังมีสิ่งพื้นฐานอื่นๆ ที่คุณควรดำเนินการให้ถูกต้องเช่นกัน ดังนี้
- ปรับแต่งโครงสร้างเว็บไซต์ของคุณให้เหมาะสมกับ SEO
- สร้างและส่งแผนผังเว็บไซต์ไปยัง Google Search Console
- เพิ่มแถบนำทางระบุตำแหน่งบนหมวดหมู่สินค้าเพื่อสร้างการเชื่อมโยงภายในเว็บไซต์ทันที
- ระบุหน้าบนเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือและมีอันดับสูงสุดในปัจจุบัน โดยคุณสามารถใช้เครื่องมือฟรีเพื่อตรวจสอบข้อมูลนี้ได้ เช่น MozBar จาก Moz สำหรับ Chrome
- เพิ่มลิงก์จากหน้าที่มีความน่าเชื่อถือสูงไปยังหน้าสินค้าหรือที่อยู่อินเทอร์เน็ตอื่นๆ บนเว็บไซต์ที่คุณต้องการเพิ่มทราฟฟิก
- ใส่ลิงก์เหล่านั้นอย่างเป็นธรรมชาติบนหน้าที่มีความน่าเชื่อถือ โดยใช้ข้อความที่เกี่ยวข้องกับคำสำคัญที่คุณต้องการให้หน้านั้นติดอันดับ เพื่อดึงดูดผู้เข้าชมจากการค้นหาแบบออร์แกนิกให้มากขึ้น
เริ่มทำการตลาดร้านค้าอีคอมเมิร์ซของคุณวันนี้
ตอนนี้คุณมีไอเดียการตลาดดิจิทัลที่แข็งแกร่ง ที่คุณสามารถใช้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ Organic Marketing เพื่อเพิ่มทราฟฟิกและยอดขายได้โดยไม่ต้องใช้เงินทุนมหาศาลแล้ว แม้รายการเหล่านี้จะไม่ใช่ทั้งหมดที่มี แต่ก็นับว่าเป็นวิธีที่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ หากคุณมุ่งมั่น ลงมือทำอย่างจริงจัง และประยุกต์ใช้บทเรียนที่ได้รับระหว่างทาง คุณจะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าในระยะยาวแน่นอน
ภาพประกอบโดย Pete Ryan
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Organic Marketing
Organic Marketing คืออะไร
Organic Marketing คือกลยุทธ์ที่เน้นการดึงดูดและสร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้า ผ่านการเผยแพร่เนื้อหาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยอาศัยเนื้อหาที่มีคุณภาพและการปรับแต่งเว็บไซต์ให้ติดอันดับการค้นหา (SEO) เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการเขียนบทความลงบล็อก การใช้ประโยชน์จากสื่อสังคมออนไลน์ และการปรับปรุงเนื้อหาบนเว็บไซต์ ความพยายามเหล่านี้จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ในระยะยาว ช่วยให้อันดับบนเครื่องมือค้นหาดีขึ้น รวมถึงดึงดูดผู้เข้าชมและการเปลี่ยนเป็นยอดขายได้อย่างยั่งยืน
Organic Marketing เชื่อถือได้จริงหรือไม่
Organic Marketing เป็นวิธีที่เชื่อถือได้จริง บางคนอาจโต้แย้งว่าวิธีนี้มีประสิทธิภาพมากกว่าการตลาดแบบจ่ายเงินด้วยซ้ำ เพราะมุ่งเน้นไปที่การสร้างฐานลูกค้าและยอดขายที่ไหลเวียนเข้ามาอย่างยั่งยืนมากกว่า
การตลาดผ่านโซเชียลมีเดียแบบ Organic คืออะไร
การตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์แบบ Organic คือการใช้กลวิธีบนสื่อสังคมออนไลน์แบบไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งรวมถึงการโพสต์รูปภาพหรือข้อความทั่วไป ตลอดจนการใช้ฟีเจอร์อย่างสตอรี่ การถ่ายทอดสด การตอบกลับ การแสดงความคิดเห็น และวิธีการอื่นๆ ที่ช่วยสร้างการมีส่วนร่วมได้ฟรี
จะทำ Organic Marketing อย่างไรดี
คุณสามารถทำ Organic Marketing ได้โดยทำตามกลยุทธ์และกลวิธีที่ระบุไว้ในบทความนี้ ตัวอย่างแนวคิด ได้แก่
- เริ่มทำบล็อก
- สร้างวิดีโอ
- ใช้สื่อสังคมออนไลน์
- เริ่มทำโปรแกรม Affiliate
- ใช้ประโยชน์จากการปรับแต่งเว็บไซต์ให้ติดอันดับการค้นหา


