คอนเทนต์ครีเอเตอร์สามารถสร้างรายได้จาก Facebook ได้หลายช่องทาง ทั้งการใช้ฟีเจอร์สร้างรายได้ภายในแพลตฟอร์ม และการต่อยอดฐานผู้ติดตามเพื่อเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง ซึ่งช่วยให้บริหารและควบคุมรายได้ได้มากขึ้น
ในปี 2025 Facebook จ่ายเงินให้ครีเอเตอร์รวมเกือบ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 95,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% จากปีก่อนหน้า และในเดือนมีนาคม 2026 ยังเปิดตัวช่องทางสร้างรายได้ใหม่อีก 2 รูปแบบ ได้แก่ Creator Fast Track และโปรแกรม Affiliate ภายในแอปที่มีลักษณะคล้ายกับ TikTok
คู่มือนี้รวบรวม 8 วิธีทำเงินจาก Facebook พร้อมแนะนำวิธีใช้ฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดเพื่อเปลี่ยนคอนเทนต์และฐานผู้ติดตามให้กลายเป็นรายได้
8 วิธีทำเงินจาก Facebook
- เปิดระบบสมาชิกแบบชำระเงิน
- ร่วมงานกับแบรนด์
- ทำ Affiliate Marketing
- รับรายได้ผ่าน Facebook Stars
- เข้าร่วมโปรแกรมสร้างรายได้จากคอนเทนต์
- สมัครเข้าร่วม Creator Fast Track
- ขายสินค้าผ่านโปรไฟล์
- ขายสินค้าบน Facebook Marketplace
ก่อนเริ่มสร้างรายได้ ควรตรวจสอบว่าบัญชีของคุณปฏิบัติตามมาตรฐานชุมชนของ Facebook ซึ่งกำหนดให้ผู้ใช้เผยแพร่คอนเทนต์ที่เป็นของจริง ไม่สร้างอันตราย ข่มขู่ หรือคุกคามผู้อื่น รวมถึงปฏิบัติตามข้อกำหนดอื่นๆ ของแพลตฟอร์ม
วิธีสร้างรายได้บางข้อด้านล่างกำหนดให้บัญชีต้องผ่านมาตรฐานชุมชน แต่ไม่ว่าจะเลือกช่องทางใด การปฏิบัติตามกฎเหล่านี้ก็ช่วยลดความเสี่ยงที่คอนเทนต์หรือบัญชีจะถูกลบออกจากแพลตฟอร์มได้
1. เปิดระบบสมาชิกแบบชำระเงิน
ครีเอเตอร์สามารถสร้างรายได้ประจำทุกเดือนด้วยการเปิดให้ผู้ติดตามสมัครสมาชิกเพื่อเข้าถึงคอนเทนต์พิเศษ วิธีนี้ช่วยสร้างชุมชนที่มีส่วนร่วมกับเพจอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปลี่ยนผู้ติดตามที่ชื่นชอบผลงานให้กลายเป็นแหล่งรายได้ที่คาดการณ์ได้
ตัวอย่างเช่น เปื่อยDay ครีเอเตอร์สายวาไรตี้และไลฟ์สไตล์ของไทย เปิดให้แฟนคลับผู้ติดตามเข้ามา สมัครสมาชิกรายเดือนในราคาประมาณ 35 บาทต่อเดือน เพื่อสนับสนุนช่องและรับชมคอนเทนต์พิเศษเฉพาะกลุ่มสมาชิก รวมถึงสิทธิประโยชน์และกิจกรรมพิเศษอื่น ๆ ที่จัดขึ้นสำหรับแฟนพันธุ์แท้โดยเฉพาะ

วิธีเริ่ม: ครีเอเตอร์ต้องปฏิบัติตามนโยบายการสร้างรายได้สำหรับพาร์ทเนอร์ของ Facebook เช่น สร้างคอนเทนต์ต้นฉบับที่น่าเชื่อถือ ไม่เผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือใช้พาดหัวล่อให้คลิก มีฐานผู้ชมบนแพลตฟอร์มอยู่แล้ว และตั้งค่าโปรไฟล์เป็นโหมดมืออาชีพ (Professional Mode)
เกณฑ์ที่ Facebook ระบุสำหรับการเปิดระบบสมาชิก ได้แก่ มีผู้ติดตามมากกว่า 10,000 คน หรือมีผู้ชมที่กลับมารับชมซ้ำมากกว่า 250 คน นอกจากนี้ เพจต้องมียอดมีส่วนร่วมกับโพสต์มากกว่า 50,000 ครั้ง หรือมียอดรับชมรวมมากกว่า 180,000 นาทีในช่วง 60 วันที่ผ่านมา
ปัจจุบัน Facebook เปิดให้ครีเอเตอร์ใน 37 ประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกาและแคนาดา สมัครใช้ฟีเจอร์นี้ได้เมื่อมีคุณสมบัติครบ ส่วนครีเอเตอร์ในไทยควรตรวจสอบสิทธิ์ผ่าน Professional Dashboard หรือ Meta Business Suite โดยตรง เนื่องจากบัญชีในประเทศที่ยังไม่เปิดให้สมัครทั่วไปอาจใช้งานได้เฉพาะเมื่อได้รับคำเชิญจาก Facebook เท่านั้น ทั้งนี้ เกณฑ์และการรองรับอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบัญชีและเปลี่ยนแปลงได้ตามนโยบายของแพลตฟอร์ม
2. ร่วมงานกับแบรนด์
การร่วมงานกับแบรนด์เป็นช่องทางที่บริษัทจ่ายค่าตอบแทนให้ครีเอเตอร์หรืออินฟลูเอนเซอร์สร้างคอนเทนต์เกี่ยวกับสินค้า เพื่อให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มผู้ติดตามของครีเอเตอร์ โดยอาจตกลงค่าจ้างเป็นรายโพสต์หรือเหมารวมคอนเทนต์หลายโพสต์ในหนึ่งแคมเปญ
เมื่อสร้าง Branded Content บน Facebook ต้องติดป้าย “พาร์ทเนอร์แบบชำระเงิน” (Paid Partnership) ไม่ว่าจะได้รับค่าจ้างเป็นเงินหรือได้รับสินค้าฟรีจากแบรนด์ ป้ายนี้ช่วยให้ผู้ชมทราบอย่างชัดเจนว่าครีเอเตอร์ได้รับค่าตอบแทนในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งจากแบรนด์ที่กล่าวถึง
วิธีเพิ่มป้าย Paid Partnership: อัปโหลดคอนเทนต์ให้เรียบร้อยก่อน แต่ยังไม่ต้องเผยแพร่ จากนั้นไปที่รายละเอียดโพสต์ เลือก “ฟีเจอร์เพิ่มเติม” (More features) แตะสัญลักษณ์รูปจับมือ แล้วค้นหาและเลือกบัญชีของแบรนด์พาร์ทเนอร์
หลังจากติดป้าย Paid Partnership แล้ว แบรนด์พาร์ทเนอร์สามารถนำโพสต์นั้นไปโปรโมตเป็นโฆษณา เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการเพิ่มเติมได้
วิธีเริ่ม: ครีเอเตอร์ต้องมีตัวตนและผลงานบน Facebook มาแล้วระยะหนึ่ง รวมถึงมีฐานผู้ติดตามในระดับที่เหมาะสม จึงจะเผยแพร่คอนเทนต์จากการร่วมงานแบบมีค่าตอบแทนได้ นอกจากนี้ ยังต้องปฏิบัติตามนโยบายการสร้างรายได้สำหรับพาร์ทเนอร์และนโยบาย Branded Content ของ Facebook ด้วย
3. ทำ Affiliate Marketing
Affiliate Marketing คือการที่แบรนด์จ่ายค่าคอมมิชชันให้ครีเอเตอร์เมื่อผู้ชมซื้อสินค้าของแบรนด์ โดยแบรนด์จะให้ลิงก์ Affiliate หรือโค้ดเฉพาะ และเมื่อมีคนซื้อสินค้าผ่านลิงก์หรือโค้ดนั้น ครีเอเตอร์จะได้รับค่าคอมมิชชัน
หนึ่งในวิธีเริ่มทำ Affiliate Marketing บน Facebook คือการใช้ฟีเจอร์ Facebook Affiliate Partnerships ของ Meta ปัจจุบัน Meta มี Amazon เป็นพาร์ทเนอร์ Affiliate สำหรับผู้ขายในสหรัฐฯ และมีแผนเพิ่ม eBay กับ Temu เป็นพาร์ทเนอร์ในภายหลังในปี 2026
หากเข้าร่วมโปรแกรมนี้ ครีเอเตอร์จะสามารถแท็กสินค้า Affiliate ได้โดยตรงในโพสต์บน Facebook และ Instagram จึงไม่จำเป็นต้องใส่ลิงก์ Affiliate ไว้ในแคปชันหรือหน้า Bio อีกต่อไป
อีกวิธีหนึ่งคือการติดต่อแบรนด์และสร้างความร่วมมือโดยตรง จากนั้นแชร์ลิงก์หรือโค้ด Affiliate ของแบรนด์ผ่านโปรไฟล์ Facebook ของตัวเอง
ตัวอย่างการทำ Affiliate Marketing รูปแบบนี้คือ เพจ "KP ตะลอนแหลก" ครีเอเตอร์สายอาหารและไลฟ์สไตล์ที่มักจะทำคลิปสั้น (Reels) รีวิวเครื่องครัว ของกิน อุปกรณ์ฟิตเนส หรือของใช้ในบ้าน โดยการแท็กสินค้าผ่านเวปช้อปปิ้งออนไลน์ เพื่อให้ผู้ติดตามกดสั่งซื้อตามได้อย่างสะดวก

ที่มา: Facebook
4. รับรายได้ผ่าน Facebook Stars
Facebook Stars เปิดโอกาสให้ผู้ชมสนับสนุนคอนเทนต์ของครีเอเตอร์ด้วยการส่งดาวผ่านไลฟ์สด วิดีโอ หรือโพสต์ข้อความ โดยผู้ชมจะซื้อ Stars จาก Meta แล้วส่งให้ครีเอเตอร์ จึงเป็นอีกช่องทางสร้างรายได้โดยตรงจากผู้ติดตาม
เมื่อเปิดใช้งาน Facebook Stars ผู้ชมจะเห็นป้าย “แสดงการสนับสนุน” (Show your support) ขนาดเล็กบริเวณมุมซ้ายล่างของ Reels ดังตัวอย่างจาก เบลล่า วิถีไทย ครีเอเตอร์สายอาหาร

วิธีเริ่ม: ผู้ที่ต้องการสร้างรายได้ผ่าน Facebook Stars ต้องปฏิบัติตามนโยบายการสร้างรายได้สำหรับพาร์ทเนอร์ของ Facebook และมีผู้ติดตามอย่างน้อย 500 คนต่อเนื่องเป็นเวลา 30 วัน หากบัญชีมีสิทธิ์รับ Stars สามารถเปิดใช้งานได้โดยไปที่ Meta Business Suite > การสร้างรายได้ (Monetization) > Stars
5. เข้าร่วมโปรแกรมสร้างรายได้จากคอนเทนต์
ในเดือนตุลาคม 2024 Facebook เปิดตัวโปรแกรม Content Monetization เพื่อรวมช่องทางสร้างรายได้ภายในแพลตฟอร์มหลายรูปแบบไว้ในโปรแกรมเดียว ได้แก่ โฆษณาคั่นในวิดีโอ (In-stream Ads), โฆษณาบน Reels และโปรแกรม Performance Bonus ปัจจุบันครีเอเตอร์สามารถสร้างรายได้จากคอนเทนต์ได้ทุกรูปแบบ รวมถึงโพสต์ข้อความ แต่ Reels ยังคงได้รับความนิยมสูงสุด โดยในปี 2025 รายได้ที่ Facebook จ่ายให้ครีเอเตอร์ถึง 60% มาจาก Reels
Facebook ยังสนับสนุนให้ครีเอเตอร์เผยแพร่คอนเทนต์ที่สร้างการมีส่วนร่วม เช่น ยอดไลก์ รีแอ็กชัน และการแชร์ รวมถึงให้ความสำคัญกับคอนเทนต์ต้นฉบับ ในเดือนมีนาคม 2026 Meta ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่ออธิบายให้ชัดเจนขึ้นว่า คอนเทนต์แบบใดถือเป็น “ผลงานต้นฉบับ”
คอนเทนต์ควรถ่ายทำหรือผลิตโดยเจ้าของเพจ และไม่ควรซ้ำหรือคัดลอกผลงานของครีเอเตอร์รายอื่น ส่วนการทำ Remix หรือใส่ Overlay ยังสามารถทำได้ หากมีการเพิ่มเนื้อหาที่มีสาระจากต้นฉบับอย่างชัดเจน เช่น การวิเคราะห์ในมุมมองใหม่หรือการให้ข้อมูลเพิ่มเติม
วิธีเริ่ม: ณ เดือนเมษายน 2026 โปรแกรม Facebook Content Monetization ยังคงอยู่ในช่วงเบต้าและเปิดให้เข้าร่วมเฉพาะครีเอเตอร์ที่ได้รับคำเชิญ อย่างไรก็ตาม สามารถแจ้งความสนใจผ่านแบบฟอร์มภายในแอปได้ โดยไปที่ Professional Dashboard > การสร้างรายได้ (Monetization) > Content Monetization
6. สมัครเข้าร่วม Creator Fast Track
ในเดือนมีนาคม 2026 Facebook เปิดตัว Creator Fast Track เพื่อดึงดูดครีเอเตอร์ที่มีฐานผู้ติดตามอยู่แล้วบน Instagram, YouTube และ TikTok ให้เข้ามาสร้างคอนเทนต์บนแพลตฟอร์ม โปรแกรมนี้ช่วยเพิ่มการเข้าถึงให้ Reels ที่เข้าเกณฑ์ พร้อมการันตีรายได้เป็นเวลา 3 เดือน และให้สิทธิ์เข้าร่วมโปรแกรม Content Monetization ที่ปกติเปิดรับเฉพาะผู้ได้รับคำเชิญทันที
ผู้สมัครต้องมีฐานผู้ติดตามบนแพลตฟอร์มอื่นอยู่แล้ว ครีเอเตอร์ที่มีผู้ติดตามระหว่าง 20,000 ถึง 99,999 คนบน Instagram, YouTube หรือ TikTok สามารถรับเงินตั้งแต่ 100 ถึง 450 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3,200 ถึง 14,500 บาทต่อเดือนในช่วง 3 เดือนแรก โดยต้องโพสต์ Reels ที่เข้าเกณฑ์บน Facebook เดือนละ 15 คลิป ซึ่งจะเป็นคอนเทนต์ใหม่หรือนำคอนเทนต์จากแพลตฟอร์มอื่นมาใช้ก็ได้
สำหรับครีเอเตอร์ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 100,000 คนบน Instagram, YouTube หรือ TikTok จะได้รับเงินเพิ่มเป็น 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 32,000 บาทต่อเดือน ส่วนผู้ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 1 ล้านคนจะได้รับ 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 96,000 บาทต่อเดือน
วิธีเริ่ม: ต้องมีผู้ติดตามอย่างน้อย 20,000 คนบน Instagram, YouTube หรือ TikTok และปฏิบัติตามข้อกำหนดการสร้างรายได้จากคอนเทนต์ของ Facebook ครีเอเตอร์ที่มีคุณสมบัติครบสามารถสมัครเข้าร่วม Creator Fast Track ผ่าน Facebook ได้โดยตรง
7. ขายสินค้าผ่านโปรไฟล์
สำหรับครีเอเตอร์ อีกหนึ่งวิธีทำเงินจาก Facebook คือการขายสินค้า Merch หรือสินค้าที่เกี่ยวข้องกับคอนเทนต์ให้แฟนๆ โดยใช้บริการ Print on Demand (POD) เพื่อสร้างและขายสินค้าสั่งทำพิเศษได้โดยไม่ต้องเริ่มกระบวนการผลิตสินค้าทั้งหมดด้วยตัวเอง
เครื่องมือ POD ยังช่วยให้ไม่ต้องซื้อสินค้ามาสต็อกล่วงหน้าหรือจัดหาพื้นที่เก็บสินค้า เมื่อลูกค้าสั่งซื้อ พาร์ทเนอร์ POD จะรับหน้าที่ผลิตและจัดส่งสินค้าให้ โดย Shopify มีแอป POD หลายตัวที่เชื่อมต่อกับร้านค้าออนไลน์ได้ ช่วยให้จัดการและดำเนินการตามคำสั่งซื้อได้ง่ายขึ้น
สามารถขายสินค้าเหล่านี้ผ่าน Facebook Shop ซึ่งลูกค้าเข้าถึงได้จากแท็บบนโปรไฟล์ หรือลงรายการสินค้าไว้ในโพสต์ก็ได้ วิธีนี้ช่วยให้เข้าถึงผู้บริโภคจำนวนมากที่พร้อมซื้อสินค้า โดยข้อมูลจาก Statista ระบุว่า ในปี 2025 ผู้ซื้อมีแนวโน้มซื้อสินค้าออนไลน์ผ่าน Facebook มากกว่าโซเชียลเน็ตเวิร์กอื่นๆ
Meta ยังลงทุนพัฒนาด้าน Social Commerce อย่างต่อเนื่อง โดยกำลังทดสอบเครื่องมือ AI สำหรับแสดงสินค้าในรูปแบบ Carousel และพัฒนาฟีเจอร์ที่ใช้ AI สรุปข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์และสินค้าที่ปรากฏบน Facebook
หากเป็นครีเอเตอร์ที่ยังไม่มีเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซเต็มรูปแบบ สามารถใช้ Shopify Starter ราคา 5 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 160 บาทต่อเดือน เพื่อขายสินค้าบน Instagram, Facebook และช่องทางสื่อสารอย่าง WhatsApp, SMS และอีเมล แผนนี้ช่วยให้แชร์สินค้าผ่านช่องทางโซเชียลและรับชำระเงินผ่านระบบเช็กเอาต์ที่ปลอดภัยของ Shopify พร้อมเครื่องมือ Link in Bio สำหรับแสดงสินค้า
หากมีร้านค้า Shopify อยู่แล้ว สามารถเริ่มขายบน Facebook ได้อย่างรวดเร็วด้วยการติดตั้งแอป Facebook & Instagram บนร้านค้าออนไลน์ แอปจะเชื่อมหน้าร้าน Shopify เข้ากับ Facebook Shop โดยตรง และยังใช้เชื่อมต่อกับ Instagram Shop เพื่อขายสินค้าบน Instagram ได้ด้วย
ตัวอย่างเช่น Facebook Shop ของแบรนด์ Apple Sheep แบรนด์เคสและแก็ดเจ็ตไอทีชื่อดังของไทยที่เติบโตมาจากกลุ่มครีเอเตอร์สายรีวิวอุปกรณ์เสริม ได้ต่อยอดฐานแฟนคลับบนหน้าเพจให้กลายเป็นธุรกิจขายสินค้าพรีเมียมและคอลเลกชันลิขสิทธิ์แท้ (Merch) ประจำแบรนด์ เช่น เคสไอแพด เคสไอโฟน และกระเป๋าใส่คอมพิวเตอร์ โดยแบรนด์เลือกใช้ระบบหลังบ้านของเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซสากลอย่าง Shopify ในการจัดการคำสั่งซื้อ แล้วซิงค์แคตตาล็อกสินค้ามาจัดแสดงไว้บนระบบ Facebook Shop บนหน้าโปรไฟล์เพจ เพื่อให้แฟนคลับสามารถกดเลือกชมคอลเลกชันล่าสุดและกดคลิกลิงก์สั่งซื้อได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

ที่มาภาพ: Facebook
วิธีเริ่มต้น: สร้างบัญชี Commerce Manager แล้วเลือก “ตั้งค่าร้านค้า” (Set up your shop) ในหน้าจัดการ Commerce Manager หากใช้ Shopify สามารถซิงค์ข้อมูลสินค้าระหว่างแพลตฟอร์มโดยอัตโนมัติผ่านแอป Facebook & Instagram หรือขายสินค้าโดยตรงบนช่องทางโซเชียลด้วยแผน Shopify Starter ทั้งนี้ ฟีเจอร์ Facebook Shop ที่เปิดให้ใช้งานอาจแตกต่างกันตามประเทศและบัญชีของร้านค้า
8. ขายสินค้าบน Facebook Marketplace
ผลสำรวจ Global Shopper Survey 2025 ของ eMarketer และ ESW ระบุว่า ผู้บริโภคทั่วโลก 1 ใน 5 คนเคยซื้อสินค้าบน Facebook Marketplace แพลตฟอร์มนี้รองรับทั้งการซื้อขายระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายที่นัดรับสินค้าในพื้นที่ และการขายจากร้านค้าที่จัดส่งสินค้าให้ลูกค้า
ครีเอเตอร์สามารถทำเงินจาก Facebook Marketplace ด้วยการขายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับคอนเทนต์ของตัวเอง เช่น ครีเอเตอร์สายแฟชั่นอาจขายเสื้อผ้า ส่วนครีเอเตอร์สายแต่งบ้านอาจขายเฟอร์นิเจอร์หรือของตกแต่ง
หากต้องการให้กลุ่มเป้าหมายค้นพบสินค้าได้ง่ายขึ้น ควรเขียนรายละเอียดสินค้าให้น่าสนใจและเลือกหมวดหมู่บน Marketplace ให้ตรงกับสินค้าแต่ละรายการ นอกจากนี้ ยังสามารถแชร์ประกาศขายสินค้าไปยังกลุ่ม Facebook สำหรับซื้อขายสินค้าในพื้นที่ เพื่อเข้าถึงผู้ซื้อได้มากขึ้น
วิธีเริ่มต้น: ไปที่หน้าหลักของ Facebook Marketplace แล้วเลือก “สร้างรายการใหม่” (Create New Listing) เพื่อเพิ่มสินค้าที่ต้องการขาย ควรตรวจสอบนโยบายการซื้อขายก่อนลงประกาศ เนื่องจากสินค้าบางประเภท เช่น ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์บางรายการ ไม่อนุญาตให้ขาย และ Facebook Marketplace ไม่รองรับการประกาศขายบริการ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวิธีทำเงินจาก Facebook
Facebook ทำเงินได้หรือไม่
ได้ Facebook มีฟีเจอร์หลายรูปแบบที่ช่วยให้ครีเอเตอร์สร้างรายได้จากคอนเทนต์และเพิ่มยอดขาย เช่น การร่วมงานกับแบรนด์ การเปิดระบบสมาชิกรายเดือน และการขายสินค้าผ่าน Facebook Shop
ต้องมียอดวิวเท่าไรจึงจะทำเงินจาก Facebook ได้
Facebook ไม่ได้จ่ายเงินให้ครีเอเตอร์ตามจำนวนวิวในอัตราคงที่ แต่คำนวณรายได้ผ่านโปรแกรม Content Monetization นอกจากนี้ ครีเอเตอร์ที่มีฐานผู้ชมมากพอยังสามารถสร้างรายได้ด้วยการเปิดระบบสมาชิก รับ Facebook Stars และร่วมงานกับแบรนด์ได้อีกด้วย
Facebook จ่ายเงินให้ครีเอเตอร์อย่างไร
สามารถสร้างรายได้บน Facebook ได้หลายวิธี เช่น เปิดระบบสมาชิกแบบชำระเงิน ร่วมงานกับแบรนด์ เข้าร่วมโปรแกรม Content Monetization รับ Facebook Stars ขายสินค้าผ่าน Facebook Shop และลงขายสินค้าบน Facebook Marketplace
ต้องมีผู้ติดตาม Facebook กี่คนจึงจะทำเงินได้
จำนวนผู้ติดตามขั้นต่ำขึ้นอยู่กับช่องทางสร้างรายได้ที่เลือก Facebook Marketplace ไม่กำหนดว่าต้องมีผู้ติดตามจึงจะเริ่มขายสินค้าได้ ส่วนการรับ Facebook Stars ต้องมีผู้ติดตามอย่างน้อย 500 คนต่อเนื่องเป็นเวลา 30 วัน ขณะที่การเปิดระบบสมาชิกต้องมีผู้ติดตามมากกว่า 10,000 คน หรือมีผู้ชมที่กลับมารับชมซ้ำมากกว่า 250 คน รวมถึงต้องผ่านเกณฑ์อื่นๆ ที่ Facebook กำหนดด้วย

