คนส่วนใหญ่ที่ดู YouTube มักพอเข้าใจคร่าว ๆ ว่าเงินหมุนเวียนในแพลตฟอร์มนี้ยังไง เราเห็นโฆษณาก่อนเริ่มวิดีโอ ตามแถบด้านข้าง หรือแม้แต่ในตำแหน่งโปรโมตบนหน้าแรก แต่คำถามคือ แล้วครีเอเตอร์ได้รายได้เท่าไหร่จากโฆษณาเหล่านี้กันแน่? คำตอบคือ มันซับซ้อนกว่าที่คิด
มาทำความเข้าใจว่า YouTube จ่ายเงินให้ครีเอเตอร์อย่างไร และมีช่องทางไหนบ้างที่ YouTuber สามารถสร้างรายได้โดยไม่ต้องพึ่งรายได้จากแพลตฟอร์มโดยตรง
YouTube จ่ายเงินตามจำนวนวิวหรือไม่?
คำตอบคือ ไม่ใช่ YouTube ไม่ได้จ่ายเงินตามจำนวนการดูวิดีโอโดยตรง รายได้ของครีเอเตอร์จะเกิดขึ้นเมื่อมีการแสดงโฆษณาในวิดีโอ และผู้ชมต้องดูหรือมีปฏิสัมพันธ์กับโฆษณานั้นจริง ๆ เท่านั้นถึงจะเกิดรายได้
การนับยอดวิวจะเกิดขึ้นเมื่อมีคนคลิกเข้ามาดูวิดีโอบน YouTube ไม่ว่าจะดูสั้นแค่ไหนก็ตาม ยอดวิวที่สูงช่วยสะท้อนถึงการเข้าถึงที่ดี และมีโอกาสดึงดูดผู้ชมใหม่ รวมถึงแบรนด์หรือสปอนเซอร์ให้สนใจมากขึ้น
แต่ไม่ใช่ทุกวิวจะสร้างรายได้ ครีเอเตอร์ต้องเข้าร่วมโปรแกรม YouTube Partner Program (YPP) ก่อนจึงจะเริ่มสร้างรายได้จากโฆษณาได้ และโดยทั่วไป ผู้ชมต้องคลิกหรือดูโฆษณาเป็นระยะเวลาหนึ่งก่อนจึงจะนับเป็นรายได้จริง รายได้ต่อการดูโฆษณาแต่ละครั้งก็แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น รูปแบบโฆษณา ประเทศของผู้ชม และความต้องการของผู้ลงโฆษณาในช่วงนั้น
สำหรับเจ้าของธุรกิจหรือแบรนด์ที่ใช้ YouTube เป็นช่องทางเติบโต สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่แค่จำนวนวิวเพียงอย่างเดียว แต่คือคุณภาพของผู้ชม การมีส่วนร่วมกับคอนเทนต์ และมูลค่าที่ผู้ลงโฆษณามองเห็นในกลุ่มผู้ชมของคุณมากกว่า
YouTube CPM vs. RPM คืออะไร ต่างกันยังไง
ก่อนจะประเมินรายได้หรือวางแผนสร้างเงินจาก YouTube สิ่งสำคัญคือการเข้าใจว่าแพลตฟอร์มนี้วัดรายได้อย่างไร
ตัวชี้วัดที่คุณจะเห็นบ่อยที่สุดคือ CPM (Cost per Mille) และ RPM (Revenue per Mille) แม้หลายคนจะใช้สองคำนี้แทนกัน แต่จริง ๆ แล้วทั้งคู่สะท้อนคนละส่วนของระบบรายได้บนช่องของคุณ
เมื่อเข้าใจความแตกต่างเชิงเทคนิคของสองตัวนี้แล้ว คุณจะสามารถตัดสินใจได้ดีขึ้น ทั้งเรื่องการทำคอนเทนต์ การวางโฆษณา และการขยายช่องให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ
CPM (Cost per Mille) มีกลไกอย่างไร
CPM คือจำนวนเงินที่ผู้ลงโฆษณายอมจ่ายเพื่อให้โฆษณาของตัวเองแสดงครบ 1,000 ครั้ง (ad impressions) บน YouTube โดยตัวเลขนี้สะท้อน “มูลค่าของกลุ่มผู้ชม” ของคุณ ไม่ใช่รายได้สุทธิที่ครีเอเตอร์ได้รับจริง
CPM จะเปลี่ยนแปลงไปตามลักษณะผู้ชมและประเภทคอนเทนต์ของคุณ โดยทั่วไปแล้ว ผู้ลงโฆษณามักยอมจ่ายสูงขึ้นเพื่อเข้าถึงผู้ชมในประเทศที่มีกำลังซื้อสูง หรือในหมวดคอนเทนต์ที่มีแนวโน้มซื้อสินค้าสูง เช่น การเงิน ธุรกิจ และซอฟต์แวร์ ขณะที่คอนเทนต์สายบันเทิงหรือเกมมิ่งมักมี CPM ต่ำกว่า เนื่องจากการแข่งขันของโฆษณาในกลุ่มนี้น้อยกว่า
ด้านล่างนี้คือตัวอย่างช่วงค่า CPM ที่พบได้บ่อยในแต่ละหมวดและภูมิภาคในปี 2026
หมายเหตุ: ตัวเลขเหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้มาก ขึ้นอยู่กับฤดูกาล ความต้องการของผู้ลงโฆษณา และคุณภาพของกลุ่มผู้ชม
ช่วง CPM ของ YouTube แยกตามหมวด (อ้างอิงปี 2026)
|
หมวดคอนเทนต์ |
ช่วง CPM โดยประมาณ |
|
การเงินและการลงทุน |
฿540–฿720+ |
|
ธุรกิจและการตลาด |
฿360–฿720+ |
|
ซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี |
฿290–฿900+ |
|
อีคอมเมิร์ซและค้าปลีก |
฿215–฿720+ |
|
ไลฟ์สไตล์และท่องเที่ยว |
฿145–฿540 |
|
เกมและบันเทิง |
฿70–฿360 |
ช่วง CPM ของ YouTube แยกตามประเทศผู้ชม (อ้างอิงปี 2026)
|
ประเทศ/ภูมิภาคของผู้ชม |
ช่วง CPM โดยประมาณ |
|
สหรัฐอเมริกา |
฿290–฿900+ |
|
แคนาดา |
฿215–฿720 |
|
สหราชอาณาจักรและยุโรปตะวันตก |
฿180–฿650 |
|
ออสเตรเลีย |
฿250–฿790 |
|
ละตินอเมริกา |
฿35–฿215 |
|
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ |
฿35–฿180 |
หมายเหตุ: ช่วงค่า CPM เหล่านี้เป็นค่าเฉลี่ยที่รวบรวมจากหลายแหล่ง เช่น Uscreen, The SR Zone, Jack Cao และ TubeBuddy
สำหรับเจ้าของธุรกิจ CPM เป็นตัวชี้วัดที่ช่วยตัดสินใจได้ว่าควรลงทุนกับคอนเทนต์ประเภทไหน ช่องที่สามารถดึงดูดผู้ชมที่มีความตั้งใจซื้อสูงในหมวดที่มีการแข่งขันสูง มักจะได้รับความต้องการจากผู้ลงโฆษณามากกว่า ซึ่งส่งผลให้มีโอกาสสร้างรายได้ในระยะยาวได้ดีกว่า
RPM (Revenue per Mille) ส่งผลต่อรายได้ของคุณอย่างไร
RPM (Revenue per Mille) คือรายได้ที่คุณได้รับจริงต่อการดูวิดีโอทุก ๆ 1,000 ครั้ง
ต่างจาก CPM ที่สะท้อนราคาที่ผู้ลงโฆษณาจ่าย RPM คือจำนวนเงินที่เข้ากระเป๋าครีเอเตอร์หลังจากหักปัจจัยต่าง ๆ แล้ว ทั้งจำนวนวิวที่สามารถสร้างรายได้จริง และส่วนแบ่งรายได้ของ YouTube ทำให้ RPM เป็นตัวชี้วัดที่ใช้งานได้จริงมากกว่า สำหรับทั้งครีเอเตอร์และเจ้าของธุรกิจที่ต้องการวางแผนรายได้
RPM จะคำนวณโดยคำนึงถึงปัจจัยในโลกจริง เช่น
- อัตราการแสดงโฆษณา (ไม่ใช่ทุกวิวจะมีโฆษณา)
- พฤติกรรมผู้ชม (บางคนกดข้ามโฆษณาก่อนที่จะนับเป็นรายได้)
- ความแตกต่างของรายได้ตามรูปแบบโฆษณาแต่ละประเภท
- ส่วนแบ่งรายได้ที่ YouTube หักไป
เนื่องจาก RPM คำนวณจากทุกวิว ไม่ใช่แค่วิวที่มีโฆษณา จึงช่วยให้คุณเห็นภาพชัดขึ้นว่าคอนเทนต์ของคุณสามารถเปลี่ยนความสนใจของผู้ชมให้กลายเป็นรายได้ได้มีประสิทธิภาพแค่ไหน
วิธีคำนวณ RPM
RPM คำนวณได้จากสูตรนี้
RPM=(รายได้รวมโดยประมาณจำนวนการดูทั้งหมด)×1000RPM = \left(\frac{\text{รายได้รวมโดยประมาณ}}{\text{จำนวนการดูทั้งหมด}}\right) \times 1000RPM=(จำนวนการดูทั้งหมดรายได้รวมโดยประมาณ)×1000
ตัวอย่าง: หากวิดีโอหนึ่งสร้างรายได้จากโฆษณา $120 (ประมาณ ฿4,320) และมียอดดูทั้งหมด 20,000 ครั้ง ค่า RPM จะอยู่ที่ $6 (ประมาณ ฿216) ซึ่งหมายความว่า วิดีโอนี้สร้างรายได้เฉลี่ยประมาณ ฿216 ต่อทุก ๆ 1,000 วิว
สำหรับเจ้าของธุรกิจที่ใช้ YouTube เป็นส่วนหนึ่งของการทำตลาด RPM คือค่าที่ช่วยให้คุณคาดการณ์รายได้ได้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น และเป็นตัวเลขสำคัญที่ควรติดตามอย่างต่อเนื่อง เมื่อคุณพัฒนาคุณภาพคอนเทนต์ ปรับกลุ่มเป้าหมาย และวางกลยุทธ์สร้างรายได้ให้ดีขึ้น
เมื่อ RPM สูงขึ้น ทุกวิวก็จะมีมูลค่ามากขึ้น ไม่ว่าคุณจะโฟกัสที่รายได้จากโฆษณา การสร้างการรับรู้แบรนด์ หรือการดึงลูกค้าเข้าสู่ร้านค้าของคุณก็ตาม
YouTube จ่ายเงินต่อการดูโฆษณาเท่าไหร่?
YouTube ไม่มีอัตราจ่ายต่อการดูโฆษณาที่ตายตัว รายได้ที่ครีเอเตอร์ได้รับต่อการดูโฆษณาแต่ละครั้งสามารถแตกต่างกันได้มาก ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น
- ข้อมูลประชากรของผู้ชม
- ประเทศหรือภูมิภาคของผู้ชม
- การใช้ Ad blocker
- ขนาดของช่อง
- ระดับการมีส่วนร่วม (Engagement) ของผู้ชม
โดยทั่วไปแล้ว ค่าเฉลี่ยรายได้ต่อการดูโฆษณาจะอยู่ที่ประมาณ $0.01–$0.03 (ประมาณ ฿0.36–฿1.08 ต่อวิวโฆษณา) วิดีโอที่มี Engagement สูง เช่น มีการกดไลก์ คอมเมนต์ หรือมีเวลาในการรับชมยาวนาน มักจะดึงดูดผู้ลงโฆษณาได้มากกว่า และมีโอกาสได้รับรายได้ต่อการดูโฆษณาที่สูงขึ้นตามไปด้วย
แจกแจงรายได้ตามจำนวนวิว
หากต้องการประเมินว่าวิดีโอ YouTube หนึ่งคลิปจะทำเงินได้เท่าไหร่ วิธีที่ง่ายที่สุดคือ “คิดย้อนจาก RPM” (รายได้ต่อ 1,000 วิว) เพราะ RPM คือรายได้ที่ครีเอเตอร์ได้รับจริงโดยเฉลี่ยจากทุกวิว ไม่ใช่แค่เฉพาะวิวที่มีโฆษณา
คุณสามารถประมาณรายได้ได้ด้วยสูตรนี้
รายได้โดยประมาณ = (จำนวนวิวทั้งหมด ÷ 1,000) x RPM
RPM สามารถแตกต่างกันได้มาก ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ประเทศของผู้ชม หมวดคอนเทนต์ ฤดูกาล และความต้องการของผู้ลงโฆษณา
ตัวอย่างด้านล่างใช้ค่าเฉลี่ยปี 2026 เพื่อให้เห็นภาพว่ารายได้สามารถเติบโตตามจำนวนวิวได้อย่างไร:
- ค่า RPM ทั่วโลก: ประมาณ ฿36–฿144 ต่อ 1,000 วิว
- ค่า RPM กลุ่มผู้ชมไทย: ประมาณ ฿29–฿108 ต่อ 1,000 วิว
ตัวเลขเหล่านี้เป็นค่าเฉลี่ยเท่านั้น ช่องจริงอาจทำได้สูงหรือต่ำกว่านี้ ขึ้นอยู่กับคุณภาพผู้ชมและการตั้งค่าการสร้างรายได้ของแต่ละช่อง
ประมาณการรายได้ YouTube ตามจำนวนวิว (อิงค่า RPM ปี 2026)
|
จำนวนวิว |
ช่อง Global (RPM ฿36–฿144) |
ช่องผู้ชมไทย (RPM ฿29–฿108) |
|
1,000 |
฿36–฿144 |
฿29–฿108 |
|
10,000 |
฿360–฿1,440 |
฿290–฿1,080 |
|
100,000 |
฿3,600–฿14,400 |
฿2,900–฿10,800 |
|
1,000,000 |
฿36,000–฿144,000 |
฿29,000–฿108,000 |
|
10,000,000 |
฿360,000–฿1,440,000 |
฿290,000–฿1,080,000 |
หมายเหตุ: ช่วง RPM เหล่านี้เป็นค่าเฉลี่ยที่รวบรวมจากหลายแหล่ง เช่น Stan Store, Outlier Kit, Live Reacting และ Graphy ตัวเลขจริงอาจแตกต่างได้ตามคุณภาพผู้ชมและการตั้งค่าการสร้างรายได้ของแต่ละช่อง
นำไปใช้ยังไงในมุมครีเอเตอร์และเจ้าของธุรกิจ
จำนวนวิวเพียงอย่างเดียวไม่ได้เป็นตัวกำหนดรายได้ ช่องสองช่องที่มียอดวิวเท่ากัน อาจทำเงินได้ต่างกันมาก ขึ้นอยู่กับปัจจัยเหล่านี้
- ผู้ชมอยู่ประเทศไหน
- ผู้ชมมีแนวโน้มดูโฆษณามากแค่ไหน
- ประเภทคอนเทนต์และความต้องการของผู้ลงโฆษณา
- การตั้งค่าการสร้างรายได้ของช่อง
สำหรับเจ้าของธุรกิจที่ใช้ YouTube เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การเติบโต ข้อมูลนี้ช่วยให้ตั้งความคาดหวังได้ตรงความเป็นจริงมากขึ้น รายได้จะเพิ่มขึ้นเมื่อ RPM ดีขึ้นในระยะยาว ซึ่งมาจากการดึงดูดผู้ชมที่มี “ความตั้งใจซื้อสูง” ทำคอนเทนต์ที่รองรับโฆษณา และสร้างช่องที่ผู้ลงโฆษณาอยากร่วมงานด้วย
ยอดวิวแบบไวรัลอย่างเดียว มักไม่เพียงพอที่จะสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอในระยะยาว
ปัจจัยที่มีผลต่อรายได้จาก YouTube
รายได้จาก YouTube ไม่ได้มีตัวเลขตายตัว ครีเอเตอร์สองคนที่มียอดวิวเท่ากัน อาจได้รายได้ต่างกันอย่างมาก ขึ้นอยู่กับว่าเข้าถึงผู้ชมกลุ่มไหน ทำคอนเทนต์แบบใด และตั้งค่าการสร้างรายได้ไว้อย่างไร
ต่อไปนี้คือปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อรายได้ของคุณบน YouTube
หมวดคอนเทนต์
ผู้ลงโฆษณามักยอมจ่ายสูงขึ้นเพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้ชมที่มี “ความตั้งใจซื้อ” ชัดเจน ทำให้ช่องในหมวดเชิงธุรกิจหรือเชิงมืออาชีพ มักมี RPM สูงกว่าคอนเทนต์บันเทิงทั่วไป
หมวดที่ทำรายได้สูงโดยทั่วไป ได้แก่
- การเงินและการลงทุน
- ธุรกิจและผู้ประกอบการ
- ซอฟต์แวร์ เทคโนโลยี และ SaaS
- อีคอมเมิร์ซและรีวิวสินค้า
- อสังหาริมทรัพย์และบริการมูลค่าสูง
ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ คอนเทนต์เชิงให้ความรู้เกี่ยวกับสินค้า หรือช่วยในการตัดสินใจซื้อ มักดึงดูดโฆษณาที่มีมูลค่าสูงได้มากกว่าคอนเทนต์บันเทิงล้วน
ประเทศของผู้ชม
ประเทศที่ผู้ชมอาศัยอยู่ส่งผลต่อรายได้อย่างมาก เพราะผู้ลงโฆษณามักใช้งบสูงในตลาดที่มีกำลังซื้อสูง ส่งผลให้ CPM และ RPM สูงขึ้นตามไปด้วย
กลุ่มประเทศที่มูลค่าสูง ได้แก่
- สหรัฐอเมริกา
- แคนาดา
- สหราชอาณาจักร
- ออสเตรเลีย
- ยุโรปตะวันตก
ดังนั้น ช่องที่มีผู้ชมจำนวนน้อยกว่า แต่เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง อาจสร้างรายได้ได้มากกว่าช่องที่มียอดวิวสูง แต่ผู้ชมอยู่ในประเทศที่งบโฆษณาต่ำ
รูปแบบโฆษณา
โฆษณาแต่ละรูปแบบให้รายได้ไม่เท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นโฆษณาแบบกดข้ามได้, แบบข้ามไม่ได้, แบบแบนเนอร์ หรือโฆษณาใน YouTube Shorts ล้วนมีอัตราการสร้างรายได้ต่างกัน นอกจากนี้ วิดีโอที่ยาวขึ้นยังสามารถแทรกโฆษณาได้หลายตำแหน่ง ทำให้รายได้ต่อวิวเพิ่มขึ้นได้
เวลาในการรับชมและการมีส่วนร่วม
วิดีโอที่ดึงความสนใจผู้ชมได้นาน มักสร้างรายได้ได้ดีกว่า ค่าเอ็นเกจเมนต์ที่สูง เช่น เวลาในการดูเฉลี่ย คอมเมนต์ ไลก์ และการบันทึกวิดีโอ เป็นสัญญาณว่าคอนเทนต์น่าสนใจ ซึ่งช่วยให้วิดีโอถูกแนะนำมากขึ้น และน่าสนใจสำหรับผู้ลงโฆษณามากขึ้น
ความยาววิดีโอและโฆษณา Mid-roll
หากวิดีโอยาวเกิน 8 นาที คุณสามารถแทรกโฆษณาระหว่างวิดีโอได้ ไม่ใช่แค่ก่อนหรือหลังวิดีโอเท่านั้น การเพิ่มตำแหน่งโฆษณาแบบนี้ช่วยเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ต่อวิว และสามารถดัน RPM ให้สูงขึ้นได้ โดยเฉพาะคอนเทนต์ยาวเชิงให้ความรู้
ฤดูกาลและความต้องการของผู้ลงโฆษณา
อัตราค่าโฆษณาจะเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา รายได้มักสูงขึ้นในช่วงที่มีการจับจ่ายมาก เช่น เทศกาลหรือช่วงลดราคาใหญ่ ๆ เพราะแบรนด์แข่งขันกันโฆษณามากขึ้น ในขณะที่ช่วงที่การใช้จ่ายเงียบลง รายได้จากโฆษณาก็มักจะลดลงตามไปด้วย
วิธีเริ่มรับรายได้จากโฆษณาบน YouTube
หากต้องการสร้างรายได้จากโฆษณาบน YouTube คุณจำเป็นต้องเข้าร่วม YouTube Partner Program (YPP) ซึ่งเป็นโปรแกรมที่เปิดให้ครีเอเตอร์เข้าถึงเครื่องมือสร้างรายได้ของ YouTube และเปิดให้วิดีโอที่ผ่านเกณฑ์สามารถแสดงโฆษณาได้
เมื่อได้รับการอนุมัติแล้ว YouTube จะนำโฆษณามาแสดงในคอนเทนต์ของคุณ และแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งจากโฆษณาเหล่านั้นให้กับคุณตามเงื่อนไขของแพลตฟอร์ม
เงื่อนไขปัจจุบันของ YouTube Partner Program
หากต้องการเข้าร่วม YouTube Partner Program และเริ่มรับรายได้จากโฆษณา ช่องของคุณต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์พื้นฐาน ดังนี้
- มีผู้ติดตามอย่างน้อย 1,000 คน
- มีเวลาในการรับชมวิดีโอแบบสาธารณะครบ 4,000 ชั่วโมงภายใน 12 เดือนที่ผ่านมา
หรือมียอดดู YouTube Shorts แบบสาธารณะครบ 10 ล้านวิวภายใน 90 วันที่ผ่านมา - เชื่อมบัญชี Google AdSense เพื่อรับเงินรายได้
- ปฏิบัติตามนโยบายชุมชนและนโยบายคอนเทนต์ที่เหมาะสำหรับผู้ลงโฆษณาของ YouTube
- อยู่ในประเทศหรือภูมิภาคที่รองรับการใช้งานโปรแกรม
เมื่อคุณผ่านเกณฑ์เหล่านี้แล้ว สามารถสมัครเข้าร่วม YPP ได้ผ่าน YouTube Studio โดย YouTube จะทำการตรวจสอบช่องของคุณเพื่อยืนยันว่าเป็นไปตามนโยบายและมาตรฐานคุณภาพ ซึ่งขั้นตอนนี้อาจใช้เวลา ไม่ได้อนุมัติทันที
หลังจากได้รับการอนุมัติ คุณจะสามารถเปิดใช้งานฟีเจอร์สร้างรายได้ และเลือกวิธีแสดงโฆษณาในวิดีโอได้ โดยรายได้จริงจะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น ประเทศของผู้ชม หมวดคอนเทนต์ เวลาในการรับชม และรูปแบบโฆษณา ดังนั้น การเข้าร่วม YPP เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการสร้างรายได้ ไม่ใช่จุดสิ้นสุด
เมื่อสมัครแล้ว หากผ่านการอนุมัติ YouTube จะส่งการแจ้งเตือนให้คุณ และคุณจะสามารถเริ่มใช้งานระบบสร้างรายได้ได้ทันที
ขั้นตอนการสมัครแบบทีละสเต็ป
เมื่อช่องของคุณมีคุณสมบัติครบตามเกณฑ์ของ YouTube Partner Program แล้ว คุณสามารถสมัครได้โดยตรงผ่าน YouTube Studio ขั้นตอนทั้งหมดไม่ได้ซับซ้อน แต่การเตรียมช่องให้พร้อมก่อนสมัครก็ช่วยเพิ่มโอกาสในการได้รับอนุมัติได้มากขึ้น
วิธีสมัคร YouTube Partner Program
- เข้า YouTube Studio ไปที่เมนู “สร้างรายได้” แล้วเริ่มขั้นตอนการสมัคร
- อ่านและยอมรับเงื่อนไข ศึกษาข้อกำหนดของ YouTube Partner Program และกดยอมรับเพื่อดำเนินการต่อ
- ตั้งค่าหรือเชื่อมบัญชี AdSense เชื่อมบัญชี Google AdSense ที่มีอยู่ หรือสร้างใหม่เพื่อรับเงินรายได้
- ส่งช่องให้ตรวจสอบ YouTube จะตรวจสอบช่องของคุณว่าตรงตามนโยบายและมาตรฐานหรือไม่
- รอผลการอนุมัติ ขั้นตอนตรวจสอบอาจใช้เวลา เมื่อมีผลแล้ว YouTube จะแจ้งให้ทราบผ่าน YouTube Studio
ทิปส์ผ่านการตรวจสอบของ YouTube
YouTube ใช้ทั้งระบบอัตโนมัติและการตรวจสอบโดยคนจริงในการประเมินช่องของคุณ
ขั้นตอนเหล่านี้จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผ่านการอนุมัติได้ง่ายขึ้น
- ตรวจสอบวิดีโอล่าสุดของคุณ ให้แน่ใจว่าคอนเทนต์สอดคล้องกับนโยบายชุมชนและนโยบายสำหรับผู้ลงโฆษณา ลบหรือซ่อนวิดีโอที่อาจมีความเสี่ยง
- โฟกัสคอนเทนต์ต้นฉบับและมีคุณภาพ ช่องที่ใช้คลิปซ้ำ ทำ compilation หรือมีการตัดต่อแบบใช้แรงน้อย มีโอกาสโดนปฏิเสธสูง ควรเพิ่มมุมมอง ความรู้ หรือคุณค่าเฉพาะตัวให้ชัดเจน
- ตั้งค่าโปรไฟล์ช่องให้ครบ ใส่คำอธิบายช่อง รูปโปรไฟล์ แบนเนอร์ และส่วน About ให้เรียบร้อย เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
- สร้างความสม่ำเสมอในการลงคอนเทนต์ ช่องที่มีการอัปโหลดต่อเนื่องและมีประวัติการลงคอนเทนต์จริง มักผ่านง่ายกว่าช่องใหม่หรือช่องที่ไม่ค่อยเคลื่อนไหว
- หลีกเลี่ยงการใช้ชื่อหรือภาพหน้าปกหลอกลวง เพราะส่งผลทั้งต่อการอนุมัติและรายได้ในระยะยาว
- ตรวจสอบการตั้งค่าการสร้างรายได้ เปิดการสร้างรายได้ในวิดีโอที่เข้าเกณฑ์ และเลือกรูปแบบโฆษณาให้เหมาะสมหลังได้รับอนุมัติ เพื่อไม่พลาดโอกาสในการทำรายได้
ช่องทางอื่นในการสร้างรายได้ของ YouTuber
แม้ว่ารายได้จากโฆษณา YouTube จะเป็นช่องทางที่สร้างเงินได้ต่อเนื่อง แต่ก็มักต้องใช้เวลาในการสร้างฐานผู้ชมให้ถึงระดับที่ทำเงินได้จริง
ลองใช้ช่องทางเหล่านี้เพื่อกระจายรายได้ และสร้างความมั่นคงในระยะยาวบนแพลตฟอร์ม
แอฟฟิลิเอตมาร์เก็ตติ้ง
Affiliate marketing คือการโปรโมตสินค้าที่เกี่ยวข้องกับคอนเทนต์ของคุณ และสร้างรายได้แบบ passive ผ่านลิงก์ affiliate ที่ใส่ไว้ในโปรไฟล์หรือคำอธิบายวิดีโอ คุณจะได้รับค่าคอมมิชชันทุกครั้งที่มีคนคลิกและซื้อสินค้าผ่านลิงก์ของคุณ ความสำเร็จของวิธีนี้ขึ้นอยู่กับการเลือกสินค้าที่มีคุณภาพและตรงกับกลุ่มผู้ชม รวมถึงการสร้างความน่าเชื่อถือ เพื่อให้ผู้ชมมั่นใจและตัดสินใจซื้อผ่านคุณ
แบรนด์พาร์ทเนอร์และสปอนเซอร์
การทำสปอนเซอร์สามารถสร้างรายได้ทั้งในรูปแบบค่าจ้างคงที่ หรือการแบ่งรายได้ตามผลลัพธ์ เช่น ยอดขายหรือยอดคลิก คุณสามารถร่วมงานกับแบรนด์ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของคุณ เพื่อโปรโมตสินค้าและบริการผ่านวิดีโอ ไม่ว่าจะเป็นการวางสินค้า ช่วงสปอนเซอร์ หรือวิดีโอรีวิวโดยเฉพาะ โดยทั่วไปแล้ว แบรนด์มักมองหา YouTuber ที่มีผู้ชมตรงกับกลุ่มเป้าหมาย และมีระดับการมีส่วนร่วมสูง
สินค้าแบรนด์ของตัวเอง
หากคุณมีสินค้าแบรนด์ของตัวเอง การขาย merch เป็นอีกหนึ่งช่องทางสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอ พร้อมช่วยเสริมความสัมพันธ์กับผู้ชมได้มากขึ้น
สินค้าที่มีเอกลักษณ์ยังช่วยให้คุณต่อยอดความคิดสร้างสรรค์และตัวตนของแบรนด์ออกไปนอกเหนือจากวิดีโอ เช่น เสื้อยืด แก้วน้ำ หรือเคสมือถือแบบดรอปชิปและคุณยังสามารถใช้ช่อง YouTube ของคุณเป็นช่องทางโปรโมตสินค้าได้โดยตรง
สมาชิกช่อง Youtube
การเปิดระบบสมาชิกช่องบน YouTube สามารถสร้างรายได้แบบต่อเนื่องจากผู้ติดตามที่ภักดีต่อช่องของคุณ คุณสามารถมอบสิทธิพิเศษ เช่น คอนเทนต์เอ็กซ์คลูซีฟ การเข้าถึงวิดีโอก่อนใคร หรือสิทธิพิเศษอื่น ๆ ให้กับสมาชิก โดย YouTube จะหักส่วนแบ่งรายได้บางส่วนจากค่าสมาชิก ครีเอเตอร์สามารถตั้งค่าและจัดการระบบสมาชิกได้ผ่าน YouTube Studio
YouTube Shorts
YouTube Shorts คอนเทนต์วิดีโอสั้นบน YouTube ที่มีความยาวไม่เกิน 60 วินาที พร้อมฟีเจอร์ที่ช่วยให้ผู้ชมมีส่วนร่วมได้ง่าย เช่นเดียวกับวิดีโอปกติ YouTuber สามารถสร้างรายได้จาก Shorts ได้หลายช่องทาง แต่ไม่มีการจ่ายเงินตรงจาก “ยอดวิว” วิธีทำเงินที่ได้ผลที่สุดสำหรับ Shorts มักเป็นการร่วมงานกับแบรนด์และการรีวิวสินค้าหรือโปรโมตสินค้าในรูปแบบสั้น ซึ่งเหมาะกับคอนเทนต์ที่ดูง่ายและเข้าถึงผู้ชมจำนวนมากอย่างรวดเร็ว
ยูทูปเบอร์ที่ประสบความสำเร็จ ทำเงินได้เท่าไหร่กันแน่
รายได้จาก YouTube แตกต่างกันมากในแต่ละช่อง บางช่องอาจเป็นแค่รายได้เสริม แต่บางช่องสามารถเติบโตจนกลายเป็นธุรกิจเต็มรูปแบบที่มีหลายช่องทางรายได้ จำนวนผู้ติดตามไม่ได้เป็นตัวกำหนดรายได้โดยตรง แต่สามารถสะท้อนถึงการเข้าถึง ความสม่ำเสมอ และศักยภาพในการสร้างรายได้ จึงเป็นตัวชี้วัดที่ช่วยให้เห็นภาพรวมของการเติบโตของรายได้ได้
ข้อมูลด้านล่างจะแสดงให้เห็นว่ารายได้มักเปลี่ยนแปลงอย่างไรเมื่อช่องเติบโต ตั้งแต่ครีเอเตอร์เริ่มต้นไปจนถึงช่องขนาดใหญ่ ควรมองตัวเลขเหล่านี้เป็นแนวทางโดยประมาณ ไม่ใช่ตัวเลขการันตี เพราะรายได้จริงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น จำนวนวิวต่อวิดีโอ ประเทศของผู้ชม หมวดคอนเทนต์ และการตั้งค่าการสร้างรายได้ของช่อง
รายได้ตามจำนวนผู้ติดตาม
แม้ว่า YouTube จะไม่ได้จ่ายเงินตามจำนวนผู้ติดตามโดยตรง แต่ milestone ของ subscriber มักสะท้อนขนาดผู้ชม การมีส่วนร่วม และโอกาสในการสร้างรายได้ จึงใช้เป็นแนวทางแบ่งระดับรายได้ได้
โดยทั่วไป เมื่อจำนวนผู้ติดตามเพิ่มขึ้น โอกาสในการได้วิว ช่องทางรายได้ และศักยภาพในการทำเงินก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ด้านล่างคือภาพรวมรายได้โดยประมาณของครีเอเตอร์ในแต่ละระดับ
|
ระดับผู้ติดตาม |
รายได้ต่อเดือน |
รายได้ต่อปี |
ภาพรวม |
|
ขนาดเล็ก (1,000–10,000) |
฿1,800–฿18,000+ |
฿21,600–฿216,000+ |
เริ่มสร้างรายได้จากโฆษณา วิวยังไม่สม่ำเสมอ แต่บางช่อง niche ชัดอาจทำได้มากกว่า |
|
กำลังเติบโต (10,000–100,000) |
฿18,000–฿180,000+ |
฿216,000–฿2,160,000+ |
ลงคอนเทนต์สม่ำเสมอ รายได้เริ่มนิ่งขึ้น และเริ่มมีสปอนเซอร์ |
|
ระดับกลาง (100,000–500,000) |
฿72,000–฿720,000+ |
฿864,000–฿8,640,000+ |
มีฐานผู้ชมชัดเจน รายได้จากโฆษณาดีขึ้น และมีโอกาสทำ merch/สปอนเซอร์มากขึ้น |
|
ขนาดใหญ่ (500,000–1 ล้าน+) |
฿360,000–฿3,600,000+ |
฿4,320,000–฿43,200,000+ |
เข้าถึงสูง ดีลแบรนด์แรง และมีรายได้หลายช่องทาง |
|
ระดับท็อป (1 ล้าน+) |
หลักล้าน–หลายสิบล้านบาท/เดือน |
36 ล้านบาทขึ้นไปต่อปี |
ครีเอเตอร์ระดับท็อปทำเงินจากสปอนเซอร์ Merch สมาชิก และโฆษณา บางรายแตะหลักสิบล้านต่อปี |
หมายเหตุ: ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงแนวทางโดยประมาณ อ้างอิงจากหลายแหล่ง เช่น Bluehost, Riverside, Medium และ Creator Hero รายได้จริงอาจแตกต่างตามคุณภาพผู้ชม ประเภทคอนเทนต์ และกลยุทธ์การสร้างรายได้ของแต่ละช่อง
ตัวอย่างและกลยุทธ์ยูทูปเบอร์ระดับท็อป
ครีเอเตอร์ดังบางคนบน YouTube สามารถทำรายได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของแพลตฟอร์มอย่างมาก และพวกเขาทำได้ด้วยการผสมผสานกลยุทธ์คอนเทนต์อย่างชาญฉลาดเข้ากับการกระจายแหล่งรายได้
ด้านล่างนี้คือบางตัวอย่างจากครีเอเตอร์ชื่อดัง ที่แสดงให้เห็นว่าความสำเร็จบน YouTube สามารถขยายได้อย่างไร พร้อมกับกลยุทธ์เบื้องหลัง
มิสเตอร์บีสท์ (จิมมี่ โดนัลด์สัน)
สตันต์โปรดักชันระดับสูงและการนำรายได้กลับไปลงทุนซ้ำ คือหัวใจที่ทำให้เกิดวงจรของไอเดียที่ใหญ่ขึ้นและฐานผู้ชมที่มหาศาล
Jimmy Donaldson หรือที่รู้จักกันในชื่อ MrBeast มักติดอันดับ YouTuber ที่มีรายได้สูงที่สุดบนแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมา Forbes รายงานว่า รายได้จาก YouTube และธุรกิจสื่อที่เกี่ยวข้องของเขาสูงถึง 85 ล้านดอลลาร์
วิดีโอของเขามักเป็นสตันต์และชาเลนจ์ที่ใช้งบประมาณสูง ซึ่งสามารถสร้างยอดวิวระดับมหาศาลได้
ด้วย CPM ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยมากจากกลุ่มผู้ชมคุณภาพและ engagement ที่แข็งแรง ช่องของเขาจึงสามารถสร้างรายได้ระดับหลายล้านดอลลาร์ต่อปี
นอกจากนี้ MrBeast ยังนำรายได้กลับไปลงทุนในคุณภาพการผลิตอย่างหนัก ทำให้เกิดวงจรของคอนเทนต์ที่ยิ่งใหญ่ขึ้นและผู้ชมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ไรอัน คาจิ (ไรอันส์ เวิร์ล)
Ryan’s World เปลี่ยนยอดวิวให้กลายเป็นรายได้ประมาณ 35 ล้านดอลลาร์ ด้วยการผสมผสานคอนเทนต์สำหรับครอบครัวเข้ากับการต่อยอดแบรนด์ของเล่น
Ryan’s World เป็นช่องคอนเทนต์สำหรับเด็กที่สามารถเปลี่ยนยอดผู้ชมจำนวนมหาศาลให้กลายเป็นรายได้ต่อปีระดับ 35 ล้านดอลลาร์ กลยุทธ์หลักคือการทำคอนเทนต์ที่สม่ำเสมอ เหมาะกับครอบครัว และต่อยอดไปสู่สินค้าแบรนด์ของตัวเอง เช่น ของเล่น หนังสือ และเสื้อผ้า โดยการดึงดูดทั้งเด็กและผู้ปกครองช่วยเพิ่มทั้งยอดดูโฆษณาและรายได้จากช่องทางอื่น
สโตกส์ ทวินส์
Stokes Twins สร้างรายได้ประมาณ 20 ล้านดอลลาร์ ด้วยการใช้บุคลิกที่เหมาะกับไวรัลและคอนเทนต์ที่เข้าถึงคนหมู่มาก
คู่ดูโอ Stokes Twins ติดอันดับครีเอเตอร์รายได้สูง โดยมีรายได้ต่อปีประมาณ 20 ล้านดอลลาร์ในปี 2025
- ความสำเร็จของพวกเขาแสดงให้เห็นว่าบุคลิกที่ดึงดูดและมีโอกาสไวรัลสูง สามารถดึงงบโฆษณาและสปอนเซอร์ได้ดี โดยเฉพาะคอนเทนต์แนวชาเลนจ์ที่เข้าถึงผู้ชมวงกว้าง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอัตราจ่าย YouTube
YouTube จ่ายเท่าไหร่ต่อ 1,000 วิว?
YouTube ไม่มีอัตราจ่ายตายตัวต่อ 1,000 วิว (มักเรียกว่า CPM) หากต้องการประเมินรายได้คร่าว ๆ ควรดูจากอัตราการแสดงโฆษณาจริงของวิดีโอ ปัจจัยอย่างหมวดคอนเทนต์ กลุ่มผู้ชม ประเทศของผู้ชม และระดับการมีส่วนร่วม ล้วนมีผลต่ออัตราโฆษณา และสุดท้ายส่งผลต่อรายได้ต่อวิว
ต้องมีกี่วิวถึงจะเริ่มได้เงินจาก YouTube?
คุณไม่ได้รับเงินจากจำนวนวิวโดยตรง แต่รายได้มาจากโฆษณาที่แสดงก่อน ระหว่าง หรือหลังวิดีโอ YouTube จะหักส่วนแบ่งรายได้ และครีเอเตอร์จะได้รับส่วนที่เหลือ โดยคุณจะได้เงินก็ต่อเมื่อมีคนเห็นหรือมีปฏิสัมพันธ์กับโฆษณา (ad view) เท่านั้น และไม่ใช่ทุกวิวจะมีโฆษณา โดยเฉพาะถ้าผู้ชมใช้ ad blocker
ใครคือ YouTuber ที่ทำรายได้สูงที่สุด?
ระบุอันดับที่แน่นอนได้ยาก เพราะรายได้จริงมักไม่เปิดเผย และดีลต่าง ๆ เกิดขึ้นแบบส่วนตัวระหว่างครีเอเตอร์กับแบรนด์ อย่างไรก็ตาม หนึ่งในตัวเต็งอันดับต้น ๆ คือ มิสเตอร์บีสท์ (Jimmy Donaldson) ที่มีรายงานว่าทำรายได้มากกว่า 85 ล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา
ค่า CPM เฉลี่ยของ YouTube ในปี 2026 เท่าไหร่?
ไม่มีค่าเฉลี่ยที่ตายตัว โดยทั่วไป CPM อยู่ในช่วงตั้งแต่ไม่กี่ดอลลาร์ไปจนถึงหลักสิบดอลลาร์ต่อ 1,000 การแสดงโฆษณา ขึ้นอยู่กับปัจจัย เช่น ประเทศของผู้ชม (สูงในอเมริกา, อังกฤษ, แคนาดา, ออสเตรเลีย), หมวดคอนเทนต์ (การเงิน ธุรกิจ เทคโนโลยี มักสูงกว่าเกมหรือบันเทิง), ฤดูกาล และรูปแบบโฆษณา สำหรับครีเอเตอร์ ควรมอง CPM เป็นตัวแปร ไม่ใช่ค่าคงที่ และติดตามข้อมูลของช่องตัวเองจะให้ภาพแม่นยำที่สุด
คอนเทนต์แบบไหนทำเงินได้สูงสุดบน YouTube?
หมวดที่มีอัตราโฆษณาสูงมักเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจซื้อที่มีมูลค่าสูง เพราะผู้ลงโฆษณายอมจ่ายมากขึ้น ตัวอย่างหมวดที่ทำเงินดี ได้แก่ การเงินและการลงทุน ธุรกิจ ซอฟต์แวร์ เทคโนโลยี อสังหาริมทรัพย์ ประกัน และสินค้ามูลค่าสูง โดยรวมแล้ว คอนเทนต์ที่มีเจตนาทางการค้าชัดเจน มักทำรายได้ต่อวิวได้สูงกว่าคอนเทนต์บันเทิงทั่วไป
1 ล้านวิวบน YouTube ได้เงินเท่าไหร่?
ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่สำหรับช่องที่เปิดสร้างรายได้แล้ว โดยทั่วไป 1 ล้านวิวมักสร้างรายได้ระดับหลักพันดอลลาร์ จำนวนเงินจริงขึ้นอยู่กับประเทศของผู้ชม หมวดคอนเทนต์ และสัดส่วนวิวที่มีโฆษณาแสดง ช่องที่อยู่ในหมวดมูลค่าสูง หรือมีผู้ชมจากประเทศกำลังซื้อสูง เช่น อเมริกาหรืออังกฤษมักทำเงินได้มากกว่าช่องบันเทิงทั่วไปที่มีผู้ชมทั่วโลก


