เมื่อทำอย่างถูกวิธี Email Marketing จะช่วยธุรกิจได้ในหลายด้าน ตั้งแต่การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ไปจนถึงการกระตุ้นให้ผู้ติดตามใหม่ตัดสินใจซื้อ
แต่สิ่งนี้ต้องอาศัยความต่อเนื่อง กลยุทธ์ Email Marketing ที่มีประสิทธิภาพต้องครอบคลุมทุกช่วงของเส้นทางลูกค้า ผสานหลายเทคนิคเข้าด้วยกัน และวางรากฐานสำหรับแคมเปญที่มีเป้าหมายชัดเจน
“Email Marketing เป็นทั้งศิลปะและวิทยาศาสตร์” Josh Rosenblat ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดอีเมลและบรรณาธิการอาวุโสจาก Shopify กล่าว “ในด้านวิทยาศาสตร์คือการเลือกและแบ่งกลุ่มผู้รับให้เหมาะสม ส่วนด้านศิลปะคือการเขียนและออกแบบอีเมลให้โดดเด่นท่ามกลางกล่องข้อความที่เต็มไปด้วยอีเมลจำนวนมาก”
ต่อไปนี้คือแนวทางในการหาสมดุล เพื่อให้คุณสามารถวางแผนและสร้างกลยุทธ์อีเมลที่ได้ผลสำหรับแบรนด์ของคุณ
เทคนิค Email Marketing คืออะไร
กลยุทธ์ Email Marketing คือแผนที่กำหนดว่าธุรกิจจะใช้อีเมลอย่างไรเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพมักผสมผสานการส่งอีเมลหลายรูปแบบ เช่น อีเมลโปรโมชัน อีเมลธุรกรรม อีเมลตามช่วงของลูกค้า และจดหมายข่าว เพื่อรองรับเป้าหมายด้านยอดขาย การบริการลูกค้า ความสัมพันธ์กับลูกค้า และความภักดีต่อแบรนด์
สิ่งที่ควรมีในกลยุทธ์ Email Marketing ที่ดี ได้แก่
- ภาพรวมกลยุทธ์การตลาด Email Marketing เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การตลาดโดยรวมของธุรกิจ ดังนั้นควรรวมข้อมูลสำคัญ เช่น จุดเด่นของธุรกิจ ข้อความหลัก เป้าหมายทางการตลาด และข้อมูลเชิงลึกของกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงช่วงเวลาสำคัญในแผนการตลาด เช่น การเปิดตัวสินค้า หรือช่วงเทศกาล เพื่อให้การส่งอีเมลสอดคล้องกับกิจกรรมอื่น ๆ
- เป้าหมายอีเมลมาร์เก็ตติ้ง เป้าหมายของการทำ Email Marketing คือเป้าหมายย่อยที่ช่วยสนับสนุนเป้าหมายทางธุรกิจและการตลาดโดยรวม โดยอธิบายว่าแคมเปญอีเมลจะช่วยผลักดันผลลัพธ์ในภาพใหญ่ได้อย่างไร
- คุณค่าของจดหมายข่าว หากมีการส่งจดหมายข่าว ควรระบุให้ชัดว่าผู้สมัครรับจะได้ประโยชน์อะไร ซึ่งแตกต่างจากคุณค่าของธุรกิจโดยรวม เพราะเน้นที่สิ่งที่ผู้รับอีเมลจะได้รับโดยตรงจากเนื้อหา
- รายชื่ออีเมล ระบุแนวทางการเก็บรายชื่อผู้สนใจ เช่น วิธีการดึงดูดลูกค้าให้สมัครรับอีเมล และช่องทางที่ใช้รวบรวมข้อมูลติดต่อ
- แพลตฟอร์มที่ใช้ รวมถึงเครื่องมือสำคัญ เช่น ระบบส่งอีเมล ร้านค้าออนไลน์ ระบบจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) หรือเครื่องมือวิเคราะห์เว็บไซต์ ที่ช่วยให้การทำ Email Marketing มีประสิทธิภาพมากขึ้น
- เนื้อหาอีเมลมาร์เก็ตติ้ง การสร้างเนื้อหาเป็นกระบวนการต่อเนื่อง แต่ควรเริ่มจากการเตรียมอีเมลสำคัญ เช่น อีเมลแจ้งรายการสั่งซื้อ หรืออีเมลตามช่วงของลูกค้า จากนั้นค่อยพัฒนาเนื้อหาเพิ่มเติม เพื่อให้การสื่อสารผ่านจดหมายข่าวได้ผลลัพธ์สูงสุด
ทำไมการวางกลยุทธ์ Email Marketing ถึงสำคัญ
แคมเปญ Email Marketing ที่วางแผนอย่างดีสามารถช่วยธุรกิจอีคอมเมิร์ซได้หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการดึงดูดลูกค้าใหม่ สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าเดิม เพิ่มการรับรู้แบรนด์ และกระตุ้นยอดขาย แม้ผลลัพธ์เหล่านี้จะไม่ได้เกิดขึ้นอัตโนมัติ แต่ถือเป็นช่องทางที่คุ้มค่า โดยมีรายงานจาก HubSpot ในปี 2025 ระบุว่า Email Marketing ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 36 ดอลลาร์ต่อการลงทุน 1 ดอลลาร์ )
อย่างน้อยที่สุด การมีกลยุทธ์ Email Marketing ที่ชัดเจนจะช่วยให้คุณสามารถจัดการหลายแคมเปญได้พร้อมกัน และมองเห็นว่าอีเมลรูปแบบไหนให้ผลลัพธ์ดีที่สุด อีกทั้งยังช่วยเชื่อมโยงสิ่งที่ธุรกิจของคุณนำเสนอ กับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ทำให้คุณสามารถสร้างแคมเปญที่ช่วยเสริมความสัมพันธ์กับลูกค้าเดิม และเพิ่มความน่าเชื่อถือในสายตาของกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น
วิธีเริ่มเทคนิค Email Marketing
- เลือกผู้ให้บริการส่งอีเมล
- ตั้งเป้าหมาย
- สร้างรายชื่ออีเมล
- ทำความเข้าใจกฎหมาย
- ตั้งค่าการส่งอีเมลอัตโนมัติ
- วางแผนจดหมายข่าว
- แบ่งกลุ่มผู้รับ
- ติดตามและวัดผล
อีเมลเป็นช่องทางการตลาดที่ทรงพลังและยืดหยุ่น และการมีกลยุทธ์ที่ดีจะช่วยให้คุณใช้ประโยชน์จากแคมเปญได้อย่างเต็มที่
ต่อไปนี้คือ 8 ขั้นตอนในการสร้างและเริ่มใช้งานกลยุทธ์ Email Marketing อย่างมีประสิทธิภาพ
1. เลือกผู้ให้บริการส่งอีเมล
ผู้ให้บริการส่งอีเมลคือแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ธุรกิจวางแผน ดำเนินการ และติดตามผลแคมเปญอีเมลได้ในที่เดียว โดยเครื่องมือที่ดีจะช่วยให้คุณเก็บข้อมูลลูกค้า จัดการรายชื่อผู้ติดต่อ ส่งอีเมล แบ่งกลุ่มลูกค้า และวิเคราะห์ผลลัพธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หลายแพลตฟอร์มยังมีฟีเจอร์เพิ่มเติม เช่น ระบบอัตโนมัติ เทมเพลตที่ปรับแต่งได้ อินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย และการเชื่อมต่อกับเครื่องมือการตลาดอื่น ๆ
Josh แนะนำให้เลือกเครื่องมือที่สามารถเชื่อมต่อกับร้านค้าออนไลน์ของคุณได้ เช่น Shopify Messaging สำหรับผู้ใช้ Shopify “การที่ระบบอีเมลอย่าง Shopify Email ที่เชื่อมกับหลังบ้านของธุรกิจโดยตรง เป็นข้อได้เปรียบอย่างมาก เพราะคุณสามารถเชื่อมโยงสินค้าเข้ากับการสื่อสารกับลูกค้าได้”
การเชื่อมต่อแบบนี้ยังช่วยให้คุณติดตามผลได้ดีขึ้น “เมื่อทุกอย่างเชื่อมกัน คุณสามารถทดลอง วัดผล และนำข้อมูลที่ได้ไปปรับใช้เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นได้” Josh กล่าว
2. ตั้งเป้าหมาย
ทบทวนกลยุทธ์การตลาดโดยรวมของคุณ แล้วกำหนดเป้าหมายสำหรับแคมเปญอีเมลให้สอดคล้องกับเป้าหมายธุรกิจ เช่น หากธุรกิจต้องการเพิ่มทราฟฟิกเว็บไซต์ 20% ในไตรมาสถัดไป เป้าหมายของอีเมลอาจเป็นการเพิ่มทราฟฟิกจากอีเมล 10% เพื่อช่วยสนับสนุนภาพรวม
3. สร้างรายชื่ออีเมล
ข้อดีสำคัญของ Email Marketing คือเป็นช่องทางที่คุณเป็นเจ้าของเอง คุณไม่ต้องพึ่งแพลตฟอร์มภายนอกอย่างโฆษณาหรือโซเชียลมีเดียในการเข้าถึงลูกค้า เพราะคุณสามารถเก็บข้อมูลผู้ติดต่อไว้และสื่อสารได้โดยตรง
สิ่งนี้ช่วยลดความเสี่ยงของธุรกิจ เช่น หากแพลตฟอร์มโฆษณามีปัญหาหรือบัญชีถูกจำกัด คุณยังคงเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ผ่านอีเมล
อย่างไรก็ตาม คุณต้องเป็นผู้สร้างรายชื่อด้วยตัวเอง Josh แนะนำให้ใช้สิ่งจูงใจ เช่น โค้ดส่วนลด หรือเนื้อหาพิเศษ เพื่อแลกกับการสมัครรับอีเมล
“คุณต้องมีสิ่งที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้สึกคุ้มค่าที่จะให้ข้อมูลติดต่อ เช่น ส่วนลด เนื้อหาพิเศษ หรือผลลัพธ์จากแบบทดสอบ” Josh กล่าว “อีกวิธีคือจัดกิจกรรมแจกของรางวัลบนโซเชียล โดยให้สมัครผ่านอีเมล” โดยแนวทางที่นิยมใช้ ได้แก่ การสร้างหน้าแลนดิ้งเพจ ป๊อปอัป หน้าแนะนำ หรือปุ่มเชิญชวนสมัครในจุดสำคัญ เช่น ท้ายบทความ หรือหน้าหมวดหมู่สินค้า เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้งานสมัครรับอีเมลมากขึ้น
4. ทำความเข้าใจกฎหมาย
กลยุทธ์อีเมลที่มีประสิทธิภาพต้องสอดคล้องกับกฎหมาย การละเลยเรื่องความเป็นส่วนตัวหรือการปกป้องข้อมูลลูกค้า อาจทำให้ความน่าเชื่อถือของธุรกิจลดลง และยังมีความเสี่ยงต่อค่าปรับ
กฎหมายด้านอีเมลและข้อมูลส่วนบุคคลจะแตกต่างกันไปตามประเทศ จึงควรเริ่มจากการศึกษาข้อกำหนดในพื้นที่ของคุณ รวมถึงกฎหมายสำคัญในต่างประเทศ เช่น CAN-SPAM และ GDPR ซึ่งมักอ้างอิงตามตำแหน่งของผู้รับอีเมล ไม่ใช่ผู้ส่ง ทำให้หลายธุรกิจเลือกยึดตามมาตรฐานที่เข้มงวดที่สุดเพื่อความปลอดภัย
แนวทางสำคัญที่ควรทำ ได้แก่
- ใช้การยืนยันแบบสองชั้น การสมัครรับอีเมลแบบยืนยันสองครั้ง คือการให้ผู้ใช้ยืนยันความยินยอม 2 ขั้นตอน ทั้งผ่านแบบฟอร์ม และผ่านอีเมลยืนยัน วิธีนี้ช่วยให้คุณมีหลักฐานการยินยอม และช่วยกรองรายชื่อให้เป็นผู้ใช้งานจริง
- ทำให้ยกเลิกการรับอีเมลง่าย กฎหมายหลายแห่งกำหนดให้อีเมลการตลาดต้องมีลิงก์ยกเลิกการรับข่าวสาร การออกแบบให้ผู้ใช้สามารถยกเลิกหรือปรับการตั้งค่าอีเมลได้ง่าย ยังช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าในระยะยาว
5. ตั้งค่าการส่งอีเมลอัตโนมัติ
อีเมลอัตโนมัติช่วยให้คุณส่งข้อความสำคัญได้ตรงเวลา โดยอิงจากการกระทำหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับลูกค้า
โดยทั่วไป อีเมลประเภทนี้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่
- อีเมลธุรกรรม เป็นอีเมลที่ส่งหลังจากผู้ใช้งานทำบางอย่าง เช่น ยืนยันคำสั่งซื้อ แจ้งการจัดส่ง ใบเสร็จรับเงิน หรืออีเมลยืนยันการสมัคร
- อีเมลตามช่วงของลูกค้า เป็นอีเมลที่ส่งตามพฤติกรรมหรือช่วงเวลาของลูกค้า เช่น อีเมลต้อนรับ ข้อเสนอวันเกิด ครบรอบการเป็นลูกค้า หรือแจ้งเตือนตะกร้าสินค้าที่ยังไม่ได้ชำระ
ผู้ให้บริการหลายรายมีระบบอัตโนมัติที่ตั้งค่าไว้ให้แล้ว ซึ่งช่วยให้เริ่มต้นได้ง่าย
“มีอีเมลบางประเภทที่ควรเปิดใช้งานไว้เสมอในจุดสำคัญของเส้นทางลูกค้า” Desirae Odjick จาก Shopify Messaging กล่าว “อีเมลต้อนรับเป็นหนึ่งในนั้น เพราะทันทีที่ลูกค้าให้ข้อมูลติดต่อ คุณควรพร้อมที่จะเริ่มสร้างความสัมพันธ์กับพวกเขา”
6. วางแผนจดหมายข่าว
จดหมายข่าวเป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมายผ่านการทำคอนเทนต์ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาความรู้ ข้อมูลเชิงลึก หรือเนื้อหาที่ให้ความบันเทิง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ในระยะยาว
“จดหมายข่าวเป็นวิธีใช้ความเชี่ยวชาญของคุณ เพื่อสื่อสารกับลูกค้าในรูปแบบที่ไม่ใช่การขายตรง” Josh กล่าว
อย่างไรก็ตาม การทำจดหมายข่าวต้องมีเนื้อหาที่ต่อเนื่อง “ส่วนนี้ค่อนข้างท้าทาย เพราะคุณต้องมีคอนเทนต์รองรับ” เขาเสริม “ถ้าธุรกิจของคุณมีบล็อกอยู่แล้ว ก็สามารถนำเนื้อหามาปรับใช้ได้เลย”
หากยังไม่มีบล็อก ควรวางแผนสร้างเนื้อหาคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ เพื่อส่งให้ผู้ติดตามในระยะยาว
7. แบ่งกลุ่มผู้รับ
“การแบ่งกลุ่มช่วยเพิ่มทั้งอัตราการส่งถึงและประสิทธิภาพของอีเมล” Desirae กล่าว และการส่งอีเมลให้ตรงกับความสนใจของผู้รับ จะช่วยลดการยกเลิกการติดตามและการถูกรายงานว่าเป็นสแปม พร้อมทั้งช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์ “สำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่เข้าใจลูกค้าของตัวเองดี คุณสามารถนำข้อมูลที่มีอยู่มาสร้างประสบการณ์แบบเฉพาะบุคคลให้กับลูกค้าจำนวนมากได้” โดยคุณสามารถแบ่งกลุ่มผู้รับได้จากหลายปัจจัย เช่น กลุ่มที่มีการมีส่วนร่วมสูง ลูกค้าประจำ หรือผู้ที่เคยซื้อสินค้าประเภทใดประเภทหนึ่ง
8. ติดตามและวัดผล
“ข้อดีของการทำอีเมลคือคุณสามารถปรับปรุงได้ตลอด ว่าแบบไหนได้ผลหรือไม่ได้ผล แล้วนำข้อมูลนั้นมาปรับใช้ต่อได้” Josh กล่าว โดยเลือกตัวชี้วัดที่สอดคล้องกับเป้าหมายของคุณ และสร้างระบบเพื่อติดตามผลลัพธ์อย่างต่อเนื่อง กลยุทธ์อีเมลไม่ควรหยุดนิ่ง แต่ควรถูกปรับปรุงอยู่เสมอ นอกจากนี้ควรกำหนดเวลา เช่น รายเดือนหรือรายไตรมาส เพื่อทบทวนผลลัพธ์ วิเคราะห์สิ่งที่ได้ผล และอัปเดตแผนให้สอดคล้องกับสถานการณ์และพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไป
5 เทคนิค Email Marketing ที่ช่วยให้แคมเปญได้ผล
- ใส่คำกระตุ้นให้ลงมือทำให้ชัดเจน
- เขียนให้สั้นกระชับ
- วางแผนเพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วม
- ปรับหัวข้ออีเมลให้น่าสนใจ
- สื่อสารอย่างจริงใจ
เมื่อคุณเริ่มใช้กลยุทธ์ได้แล้ว ขั้นต่อไปคือการปรับเนื้อหา รูปแบบ และหัวข้ออีเมลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมใช้ช่องทางอีเมลเพื่อยกระดับการสื่อสารกับลูกค้า
ต่อไปนี้คือ 5 เทคนิคที่จะช่วยให้แคมเปญของคุณทำงานได้ดีขึ้น
1. ใส่คำกระตุ้นให้ลงมือทำให้ชัดเจน
“ควรบอกให้ชัดว่าคุณต้องการให้ผู้อ่านทำอะไรต่อ” Josh กล่าว “แม้จะเป็นจดหมายข่าวที่ให้ข้อมูล ก็ควรมีจุดให้ผู้รับสามารถทำบางอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจได้” ไม่ว่าจะเป็นการกดซื้อสินค้า เขียนรีวิว หรือเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติม
ในจุดนี้ การออกแบบมีบทบาทสำคัญ ปุ่มหรือข้อความควรถูกจัดวางให้เห็นชัด ไม่ซ่อนอยู่ในเนื้อหา เช่น ใช้ปุ่มสีเด่น หรือวางในตำแหน่งที่สะดุดตา เพื่อให้ผู้รับสามารถคลิกและมีส่วนร่วมกับแบรนด์ได้ง่ายขึ้น
2. เขียนให้สั้นกระชับ
Josh แนะนำให้เนื้อหาอีเมลสั้นและตรงประเด็น “โดยส่วนใหญ่ คนใช้เวลาอ่านอีเมลแค่ประมาณ 30 วินาทีถึง 1 นาที” เขากล่าว “เนื้อหาต้องกระชับ น่าสนใจ และให้ข้อมูลครบในเวลาสั้น” แทนที่จะใส่รายละเอียดทั้งหมดลงในอีเมล ควรใช้เป็นช่องทางพาผู้อ่านไปยังแพลตฟอร์มอื่น เช่น หน้าเว็บไซต์หรือหน้าสินค้า ซึ่งสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกได้มากกว่า “อีเมลมีหน้าที่พาผู้คนจากกล่องข้อความไปยังเว็บไซต์ของคุณ” Josh เสริม
3. วางแผนเพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วม
อีเมลไม่ใช่แค่ช่องทางที่คุณสื่อสารกับลูกค้า แต่ยังเป็นโอกาสให้ลูกค้าสื่อสารกลับมาได้ด้วย “อีเมลเป็นการสื่อสารสองทางโดยธรรมชาติ” Josh กล่าว
คุณสามารถใช้แคมเปญอีเมลเพื่อขอความคิดเห็น ตั้งคำถาม หรือชวนให้ลูกค้าสร้างคอนเทนต์ เช่น รีวิวหรือภาพการใช้งานจริง “กลยุทธ์ที่ผมชอบมาก โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก คือการชวนให้ลูกค้าตอบกลับอีเมล” Josh กล่าว วิธีนี้ช่วยสร้างความสัมพันธ์ และยังได้ข้อมูลเชิงลึกจากลูกค้าโดยตรง
ลูกค้าที่ตอบกลับมักเป็นกลุ่มที่มีความสนใจสูง เพราะพวกเขาใช้เวลาอ่านและอยากรู้จักแบรนด์มากขึ้น การเปิดโอกาสให้มีการโต้ตอบจึงช่วยให้ลูกค้ารู้สึกมีคุณค่า และช่วยให้ธุรกิจเข้าใจลูกค้าได้ดีขึ้น
4. ปรับหัวข้ออีเมลให้น่าสนใจ
หัวข้ออีเมลมีผลโดยตรงต่ออัตราการเปิดอ่าน และช่วยกระตุ้นให้ผู้รับตัดสินใจคลิกเข้าไปดูเนื้อหา
“การเขียนหัวข้ออีเมลยังคงเป็นสิ่งสำคัญมาก และมักเป็นตัวแยกระหว่างแคมเปญที่ประสบความสำเร็จกับแคมเปญที่ไม่ค่อยได้ผล” Josh กล่าว แนวทางที่ควรใช้ เช่น เขียนให้สั้น (ไม่เกินประมาณ 50 ตัวอักษร) สร้างความรู้สึกเร่งด่วน และทดลองเปรียบเทียบหลายรูปแบบ เพื่อหาสิ่งที่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายของคุณมากที่สุด
5. สื่อสารอย่างจริงใจ
Josh แนะนำให้ใช้อีเมลเป็นช่องทางในการถ่ายทอดตัวตนของแบรนด์อย่างชัดเจนและจริงใจ “ผู้บริโภคต้องการความเชื่อมโยงกับคนที่อยู่เบื้องหลังแบรนด์มากขึ้น และอีเมลเป็นช่องทางที่ดีในการสื่อสารคุณค่าและวิสัยทัศน์ของแบรนด์ในแบบที่เป็นตัวคุณจริง ๆ” เขากล่าว หากคุณสามารถถ่ายทอดมุมมอง ความตั้งใจ หรือเรื่องราวของธุรกิจออกมาได้อย่างสร้างสรรค์ จะช่วยดึงดูดความสนใจ และทำให้ลูกค้ารู้สึกใกล้ชิดกับแบรนด์มากขึ้น
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเทคนิค Email Marketing
กลยุทธ์อีเมลแบบไหนได้ผลดีที่สุด
กลยุทธ์ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับกลุ่มเป้าหมายและเป้าหมายของธุรกิจคุณ แต่โดยรวมแล้ว การวางแผนแบบครบทั้งระบบจะให้ผลดีกว่าการส่งอีเมลเป็นครั้ง ๆ การใช้ทั้งอีเมลโปรโมชัน อีเมลธุรกรรม และอีเมลตามช่วงของลูกค้า ควบคู่กับจดหมายข่าว จะช่วยสร้างประสบการณ์ที่ต่อเนื่องให้ลูกค้า ส่งผลต่อความภักดีต่อแบรนด์และยอดขายในระยะยาว
Email Marketing ยังได้ผลอยู่หรือไม่
ได้ผล และยังให้ผลตอบแทนค่อนข้างสูง กลยุทธ์ที่ดีช่วยเพิ่มการรับรู้แบรนด์ สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า และกระตุ้นยอดขายได้ นอกจากนี้ ยังช่วยสนับสนุนช่องทางการตลาดอื่น ๆ เช่น การดึงทราฟฟิกไปยังเว็บไซต์ ร้านค้าออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดีย ทำให้การทำการตลาดโดยรวมมีประสิทธิภาพมากขึ้น


