เมื่อธุรกิจ B2B พัฒนาไป เส้นแบ่งระหว่างประสบการณ์ของลูกค้าธุรกิจและผู้บริโภคเริ่มเลือนลงอย่างรวดเร็ว
ผลสำรวจปี 2024 โดย Forrester พบว่า 73% ของผู้ซื้อคาดหวังประสบการณ์ออนไลน์แบบเดียวกับ B2C เช่น การเช็คสต็อกแบบเรียลไทม์ และการสั่งซื้อซ้ำในคลิกเดียว อย่างไรก็ตาม ผู้ค้าจำนวนมากยังติดอยู่กับระบบเก่า ที่ใช้งานยาก ซับซ้อน และต้องพึ่งพางาน manual รวมถึงระบบเทคโนโลยีที่ซ้อนทับกัน ทำให้ขยายธุรกิจได้ยาก เราจะพาคุณไปดูว่า B2B กำลังเปลี่ยนไปอย่างไร ทำไมเส้นแบ่งระหว่าง B2B และ B2C อาจไม่ชัดอย่างที่คิด และต้องทำอย่างไรถึงจะสำเร็จในทั้งสองตลาด
ตารางเปรียบเทียบ B2B กับ B2C ต่างกันยังไง
|
B2B (ธุรกิจกับธุรกิจ) |
B2C (ธุรกิจกับผู้บริโภค) |
|
|---|---|---|
|
กลุ่มเป้าหมาย |
ธุรกิจเฉพาะและบทบาทระดับมืออาชีพ |
ผู้บริโภครายบุคคลและกลุ่มประชากรที่หลากหลาย |
|
ราคาและมูลค่าคำสั่งซื้อ |
คำสั่งซื้อมูลค่าสูง ราคาสามารถเจรจาได้ |
คำสั่งซื้อมูลค่าต่ำกว่า ราคาคงที่ตามที่ระบุ |
|
การตัดสินใจ |
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย วงจรการขายยาวและซับซ้อน |
ผู้ตัดสินใจคนเดียว วงจรการขายสั้นและง่าย |
|
แรงจูงใจในการซื้อ |
ขับเคลื่อนด้วยเหตุผล ความต้องการทางธุรกิจ และผลตอบแทนจากการลงทุน |
ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ ความต้องการส่วนตัว |
|
ข้อความและเนื้อหา |
เน้นสเปกสินค้า ข้อมูล และผลตอบแทนจากการลงทุน |
เน้นประโยชน์ ไลฟ์สไตล์ และการดึงดูดทางอารมณ์ |
|
ตัวเลือกการชำระเงิน |
ใบสั่งซื้อ โอนเงินผ่านธนาคาร และเครดิตเทอม |
บัตรเครดิต/เดบิต และกระเป๋าเงินดิจิทัล |
|
การรักษาลูกค้าและความสัมพันธ์ |
ความร่วมมือระยะยาวพร้อมคำสั่งซื้อซ้ำขนาดใหญ่บ่อยครั้ง |
สร้างความภักดีต่อแบรนด์เพื่อการซื้อซ้ำรายบุคคล |
|
กลยุทธ์การตลาด |
เน้นความสัมพันธ์และการสร้างลีดแบบเจาะจง |
เน้นการสร้างการรับรู้แบรนด์และการคอนเวิร์ต |
อีคอมเมิร์ซ B2B คืออะไร
B2B ecommerce คือการที่ธุรกิจขายสินค้า/บริการให้ธุรกิจอื่นผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น ผู้ผลิต ผู้ค้าส่ง หรือ distributor ที่ขายให้ร้านค้าหรือองค์กร
แบรนด์ที่ใช้ B2B บน Shopify มีอัตราการสั่งซื้อซ้ำเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 3.2 เท่า เมื่อเทียบกับ DTC ซึ่งสะท้อนถึงปริมาณและความถี่ที่สูงขึ้นตามลักษณะของธุรกรรม B2B
ขนาดตลาด B2B และแนวโน้มการเติบโตเมื่อเทียบ B2B กับ B2C
เกมกำลังเปลี่ยนไปสำหรับการขายแบบ B2B ในทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่ก่อสร้างไปจนถึงอุตสาหกรรมหนักและทุกอย่างกำลังย้ายเข้าสู่โลกออนไลน์อย่างชัดเจน เมื่อเทียบ B2B กับ B2C จะเห็นว่า B2B กำลังเร่งตัวแรงไม่แพ้ตลาดผู้บริโภค โดยมูลค่าตลาด B2B ทั่วโลกคาดว่าจะพุ่งจากประมาณ 32.8 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2025 เป็น 61.9 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2030
พฤติกรรมผู้ซื้อ B2B วันนี้ก็เปลี่ยนไปใกล้เคียงกับ B2C มากขึ้น ลูกค้าองค์กรคาดหวังประสบการณ์การซื้อออนไลน์ที่ง่าย รวดเร็วและทำเองได้ เหมือนเวลาซื้อของบน Amazon ในโลก B2C พวกเขาพร้อมสั่งซื้อสินค้ามูลค่าสูงผ่านช่องทางดิจิทัล แม้จะเป็นออเดอร์ระดับ 500,000 ดอลลาร์ขึ้นไป ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป
ในฝั่งผู้ขาย รายได้มากกว่า 1 ใน 3 มาจาก ecommerce แล้วสำหรับธุรกิจที่ปรับตัวทันความต้องการนี้ และเมื่อดูภาพรวม B2B กับ B2C จะเห็นว่าแพลตฟอร์ม B2B marketplace กำลังเติบโตเร็วที่สุดในบรรดาช่องทางดิจิทัลทั้งหมด
สร้างหน้าร้าน B2B ของคุณบนแพลตฟอร์มเดียวกับที่ใช้ขับเคลื่อนเว็บไซต์ DTC เพื่อให้บริหารจัดการง่าย เชื่อมต่อข้อมูลได้ครบ และรองรับทั้ง B2B กับ B2C ในที่เดียว
B2C eCommerce คืออะไร
B2C (Business-to-Consumer) ecommerce คือการที่ธุรกิจขายสินค้า หรือบริการให้กับผู้บริโภคโดยตรงผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น เว็บไซต์ร้านค้า แอปมือถือ หรือโซเชียลคอมเมิร์ซ โดยลูกค้าปลายทางคือบุคคลทั่วไปที่ซื้อเพื่อใช้เองหรือซื้อเป็นของขวัญ
เมื่อเทียบ B2B กับ B2C จะเห็นว่า B2C มีความตรงไปตรงมามากกว่า เน้นการตัดสินใจซื้อแบบรายบุคคล กระบวนการสั้นกว่า และโฟกัสที่ประสบการณ์ผู้ใช้งานเป็นหลัก
การเร่งตัวของดิจิทัลใน B2C
ตลาด B2C ecommerce ยังคงเติบโตและทำสถิติใหม่ต่อเนื่องทุกปี ในปี 2025 ยอดขายออนไลน์คิดเป็นเกือบ 21% ของยอดค้าปลีกทั่วโลกเป็นครั้งแรก
หน้าร้านในยุคนี้อยู่ใน “กระเป๋า” ของผู้บริโภค โดยคาดว่า mobile จะสร้างยอดขายถึง 60% ของ ecommerce ทั้งหมดภายในปี 2026 สะท้อนให้เห็นว่าพฤติกรรม B2C กับ B2B กำลังเข้าใกล้กันมากขึ้นในแง่ digital experience
แม้ว่าราคาออนไลน์จะลดลงต่อเนื่อง 34 เดือนติด โดยในเดือนมิถุนายน 2025 ลดลง 2.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่ความต้องการซื้อของผู้บริโภคยังคงแข็งแกร่ง
อีเวนต์ใหญ่ในสาย B2C อย่าง Black Friday และ Cyber Monday ยังคงทำยอดขายสูงเป็นประวัติการณ์ โดยบน Shopify เพียงแพลตฟอร์มเดียว ทำยอดได้ถึง 11.5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 เพิ่มขึ้น 24% จากปีก่อนหน้า
14 ความแตกต่างสำคัญระหว่าง B2B กับ B2C ecommerce
B2B ecommerce มีความแตกต่างจาก B2C ในหลายมิติ โดยเฉพาะด้านโครงสร้างการซื้อ การขาย และพฤติกรรมลูกค้า ดังนี้
- ขนาดตลาดรวม
- มูลค่าออเดอร์และความถี่ในการสั่งซื้อ
- ความสัมพันธ์กับลูกค้าและการดูแลบัญชีลูกค้า
- ระยะเวลาการตัดสินใจซื้อและวงจรการขาย
- จิตวิทยาและแรงจูงใจในการซื้อ
- โมเดลราคาและการต่อรอง
- เงื่อนไขและวิธีการชำระเงิน
- การรักษาลูกค้าและการสั่งซื้อซ้ำ
- ช่องทางการตลาดและการหาลูกค้า
- ความต้องการด้านบริการลูกค้า
- ข้อกำหนดด้านกฎหมายและการปฏิบัติตามข้อบังคับ
- ความต้องการด้านแพลตฟอร์มและการเชื่อมต่อระบบ
- มูลค่าตลอดอายุการใช้งานของลูกค้า
- ความคาดหวังด้านการจัดส่งและการจัดการคำสั่งซื้อ
1. ขนาดตลาดรวม
หนึ่งในความแตกต่างหลักของ B2B กับ B2C คืขนาดของกลุ่มเป้าหมาย โดยฝั่ง B2C มักพยายามเข้าถึงผู้คนจำนวนมากในวงกว้าง เช่น แฟนกีฬา คุณแม่สายสุขภาพ กลุ่มมิลเลนเนียลที่ชอบดนตรี หรือเด็กและเยาวชน
กลุ่มเหล่านี้เป็นทั้งการแบ่งตามประชากรและพฤติกรรมหรือความสนใจ ซึ่งแต่ละกลุ่มก็ต้องการเส้นทางประสบการณ์ลูกค้าที่แตกต่างกันออกไป

“ความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดระหว่าง B2B กับ B2C คือกลุ่มเป้าหมายของคุณ และขนาดของกลุ่มเป้าหมายนั้น” Brad Hall ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ SONU Sleep กล่าว
“ตัวอย่างเช่น B2C จะเน้นเข้าถึงคนจำนวนมาก ครอบคลุมกลุ่มคนที่หลากหลาย ทั้งความชอบ ไม่ชอบ และพฤติกรรมการซื้อที่แตกต่างกัน
ในทางกลับกัน B2B จะนำเสนอให้กับกลุ่มเป้าหมายที่เล็กกว่า ซึ่งมักมีเป้าหมายร่วมกัน จึงต้องใช้กลยุทธ์การขายและการตลาดที่ปรับให้เหมาะเฉพาะกลุ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อได้เปรียบของ B2C คือมีลูกค้าให้เข้าถึงจำนวนมาก ต่อให้พลาดกลุ่มหนึ่ง ก็ยังมีกลุ่มอื่นให้ทำตลาดต่อได้”
กลุ่มลูกค้า B2B ecommerce จะมีขอบเขตที่แคบกว่ามาก โดยมักมีจำนวนผู้ซื้อที่ค่อนข้างชัดเจน และมีโปรไฟล์ที่ตรงไปตรงมา เช่น แบรนด์ B2B อาจเจาะเฉพาะเจ้าของเอเจนซีโฆษณา หรือผู้บริหารฝ่ายการเงินของสตาร์ทอัพสายเทคโนโลยีเท่านั้น
2. มูลค่าออเดอร์และความถี่ในการสั่งซื้อ
แบรนด์ B2C ecommerce อาจต้องเข้าถึงและขายสินค้าให้คนหลักแสนคนกว่าจะทำยอดขายแตะหลักล้านได้ เพราะมักขายสินค้าในราคาที่ไม่สูงมาก ในขณะที่ B2B ecommerce แบรนด์จำนวนไม่น้อยมีลูกค้าเพียงไม่กี่ร้อยราย แต่สามารถสร้างรายได้ระดับหลายล้านไปจนถึงหลายพันล้านดอลลาร์
ค่าเฉลี่ยมูลค่าออเดอร์ (AOV) ที่สูงเป็นหนึ่งในแรงผลักดันสำคัญของ B2B ให้เติบโตอย่างรวดเร็ว โดย Maria Boustead ผู้ก่อตั้ง Po Campo กล่าวว่า “บนเว็บไซต์ B2C ของเรา ลูกค้าส่วนใหญ่มักซื้อแค่ 1–2 ชิ้น แต่ในฝั่ง B2B ร้านค้าปลีกจะสั่งครั้งละ 15 ถึง 25 ชิ้น”
แน่นอนว่ายังมีบางกรณีที่แตกต่าง เช่น สินค้า B2B ที่ราคาเพียง 20 ดอลลาร์ หรือสินค้า B2C ที่มีราคาสูงถึง 15,000 ดอลลาร์ แต่โดยภาพรวมในหลายอุตสาหกรรม การซื้อแบบ B2B จะมีมูลค่าสูงกว่ามาก
อีกจุดสำคัญคือ การซื้อแบบ B2B มักสามารถต่อรองราคาได้ ในขณะที่ลูกค้า B2C โดยทั่วไปจะจ่ายตามราคาที่แสดงบนเว็บไซต์ เว้นแต่จะมีโปรโมชั่น ลูกค้า B2B มักใช้ออเดอร์มูลค่าสูงเป็นเครื่องมือในการต่อรอง เช่น ผู้ค้าส่งจะได้ส่วนลดตามปริมาณ ยิ่งสั่งมาก ราคาต่อหน่วยก็ยิ่งถูกลง
ดังนั้น คุณจึงต้องมีแพลตฟอร์ม ecommerce อย่าง Shopify เพื่อแยกการจัดการระหว่าง B2B กับ B2C ธุรกิจสามารถสร้างหน้าร้านออนไลน์สองแบบได้ คือหน้าร้านสำหรับลูกค้า B2C และหน้าร้านแบบมีรหัสผ่านสำหรับลูกค้า B2B เพื่อจัดการโครงสร้างราคาและเงื่อนไขที่แตกต่างกัน โดยไม่ต้องลงทุนทำระบบหลังบ้านแยกสองชุด

“สิ่งนี้ทำให้บริษัท B2B สามารถทุ่มงบไปกับการขายและการตลาด เพื่อหาลูกค้าใหม่และขยายฐานลูกค้าได้มากกว่า เมื่อเทียบกับบริษัท B2C ที่มูลค่าตะกร้าสินค้าไม่สูงพอจะรองรับการลงทุนในระดับนั้น” Michael Martocci ผู้ก่อตั้ง SwagUp กล่าว
3. ความสัมพันธ์กับลูกค้าและการดูแลบัญชีลูกค้า
B2B กับ B2C ให้นิยาม “ลูกค้า” แตกต่างกัน โดยในฝั่ง B2C จะเป็นความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง เน้นตัวตนของผู้ซื้อและการสร้างความภักดีผ่านคอนเทนต์ที่ปรับให้เหมาะเฉพาะบุคคลและโปรแกรมรางวัล
องค์ประกอบบางอย่างยังใช้ได้กับ B2B แต่ในความเป็นจริง คุณกำลังบริหารความสัมพันธ์กับทั้งองค์กร ไม่ใช่แค่ผู้ซื้อคนเดียว ดังนั้น แพลตฟอร์ม B2B ที่รองรับโครงสร้างบัญชีแบบลำดับชั้น บทบาทผู้ใช้งาน และระบบอนุมัติคำสั่งซื้อจึงมีความสำคัญ
บน Shopify คุณสามารถสร้างโปรไฟล์บริษัทและแยกตามสาขาได้ โดยแต่ละแห่งตั้งค่าได้แตกต่างกัน เช่น เงื่อนไขการชำระเงิน แคตตาล็อกสินค้า สิทธิ์ยกเว้นภาษี และตัวเลือกการชำระเงิน นอกจากนี้ บัญชีลูกค้า B2B ยังช่วยให้ผู้ซื้อเข้าสู่ระบบ ใช้เลขใบสั่งซื้อ (PO) สั่งสินค้า สั่งซื้อซ้ำได้ง่าย และจัดการการคืนสินค้าได้ด้วยตัวเอง
4. ระยะเวลาการตัดสินใจซื้อและวงจรการขาย
ถ้าเป็นลูกค้า B2C ตอนพร้อมซื้อจะประมาณว่า: ซื้อเลย จบเลย
แต่ถ้าเป็นลูกค้า B2B จะประมาณว่า: “โอเค เดี๋ยวส่งให้ผู้จัดการดู จากนั้นต้องเสนอทีมผู้บริหาร แล้วให้ฝ่ายการเงินกับกฎหมายช่วยพิจารณา หรือควรให้ทีมการตลาดช่วยดูด้วยดีไหม?”
ตั้งแต่หนังสือ The Challenger Customer ถูกเผยแพร่ในปี 2015 พบว่าโดยเฉลี่ยมีผู้มีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจซื้อแบบ B2B ประมาณ 5.4 คน และปัจจุบันเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 6 ถึง 10 คน อีกทั้งยังพบความสัมพันธ์ชัดเจนว่า ยิ่งทีมตัดสินใจมีขนาดใหญ่ โอกาสปิดการขายสำเร็จก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ คอนเทนต์ของคุณ ไม่ว่าจะเป็นหน้า About Us หน้าสินค้า ไฟล์ PDF วิดีโอเดโม พรีเซนเทชัน หรือแคตตาล็อก จะถูกส่งต่อให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจอย่างน้อย 6 คนภายในองค์กร
แล้วสิ่งนี้หมายความว่าอะไรสำหรับธุรกิจ B2B ของคุณ? อันดับแรก คุณต้องลงทุนกับประสบการณ์ผู้ใช้งานไม่แพ้แบรนด์ B2C ตั้งแต่คอนเทนต์ที่แชร์ต่อได้ง่าย แสดงให้เห็นว่าลูกค้าธุรกิจสามารถนำสินค้าไปต่อยอดขายได้อย่างไร ไปจนถึงบริการหลังการขาย เพราะกระบวนการตัดสินใจขององค์กรแตกต่างจากผู้บริโภคทั่วไปอย่างมาก
ความแตกต่างนี้ยังหมายความว่า เมื่อมีคนเข้ามาที่เว็บไซต์ของคุณ พวกเขาต้องเจอเหตุผลที่ทำให้เชื่อมั่นในแบรนด์ และรู้สึกว่าคุณคือทางออกที่ดีที่สุดของปัญหา นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ต้องให้ความสำคัญกับประสบการณ์ผู้ใช้งานและการเล่าเรื่องแบรนด์อย่างชัดเจน
Kevin Callahan ผู้ร่วมก่อตั้งFlatline Van Co. กล่าวไว้ว่า “โดยส่วนใหญ่ การซื้อแบบ B2C จะเป็นกระบวนการขั้นตอนเดียว ทำให้วงจรการขายสั้นกว่า แต่ใน B2B กระบวนการซื้อแทบจะเป็นแบบหลายขั้นตอน และต้องมีการสื่อสารมากกว่า ส่งผลให้วงจรการขายยาวกว่าโดยรวม”
5. จิตวิทยาและแรงจูงใจในการซื้อ
ลูกค้า B2C มักซื้อสินค้าเพื่อตัวเอง แม้จะไม่อยากเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ แต่การตัดสินใจซื้อเพียงครั้งเดียวไม่ได้สร้างแรงกดดันมากนักสำหรับผู้บริโภคทั่วไป
ในทางกลับกัน การซื้อแบบ B2B มักเป็นการสั่งสินค้าหลายชิ้นในครั้งเดียว เพื่อนำไปขายต่อและสร้างกำไร ทำให้มีแรงกดดันสูงกว่ามากในการตัดสินใจให้ถูกต้อง
Brian Folmer ผู้ก่อตั้ง FirstLook อธิบายว่า “ลูกค้า B2C มักซื้อสินค้าหลากหลายประเภท ทดลองไปเรื่อย และในหลายครั้งก็ซื้อแบบตามอารมณ์ ความรู้สึกมีผลต่อการตัดสินใจมาก เช่น แบรนด์นี้ทำให้ฉันรู้สึกอย่างไร และฉันสนับสนุนสิ่งที่แบรนด์นี้ยืนหยัดหรือไม่”
แต่สำหรับ B2B วิธีคิดจะแตกต่างออกไป “ลูกค้า B2B มักซื้อโดยมีเป้าหมายชัดเจนตั้งแต่แรก ไม่ค่อยมีการซื้อแบบ ‘อยากลองเพราะดูสนุก’ โดยทั่วไปแล้ว บริษัทจะพิจารณาอยู่สองเรื่อง คือ สิ่งนี้จะช่วยเพิ่มรายได้ หรือช่วยลดต้นทุนได้หรือไม่
กระบวนการคิดจึงค่อนข้างตรงไปตรงมามากกว่า B2C แม้ว่าสินค้าที่ซื้อจะมีมูลค่าสูงกว่า ทำให้พยายามตัดอารมณ์ออกจากการตัดสินใจ”
ในภาพรวม แม้การทำการตลาดจะยังต้องแสดงคุณค่าของสินค้าเหมือนกัน แต่ความต่างสำคัญของ B2B ecommerce คือ คุณต้องพิสูจน์ “มูลค่าในการขายต่อ” ของสินค้า เช่น อัตราการขายออกที่ดี กำไรต่อหน่วยที่เหมาะสม หรือความแข็งแรงของแบรนด์ มากกว่าการเน้นประโยชน์สำหรับผู้บริโภคปลายทางแบบ B2C
6. โมเดลราคาและการต่อรอง
กลยุทธ์การกำหนดราคาใน B2C ตรงไปตรงมากว่า สิ่งที่เห็นคือสิ่งที่ได้ ราคาเปิดเผยต่อสาธารณะ และส่วนลดมักเชื่อมโยงกับโปรโมชันที่จำกัดเวลาซึ่งทุกคนเข้าถึงได้
การกำหนดราคา B2B เป็นโลกที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงซึ่งสร้างขึ้นจากความสัมพันธ์ ปริมาณ และการเจรจา ราคา B2B ไม่ค่อยเปิดเผยต่อสาธารณะ เป็นการผสมผสานที่ซับซ้อนของรายการราคาเฉพาะสัญญา ส่วนลดแบบขั้นบันได การกำหนดราคาตามปริมาณ รวมถึงใบเสนอราคาที่เจรจาเป็นรายบุคคล
Shopify B2B ช่วยให้กำหนดแคตตาล็อกและรายการราคาที่กำหนดเองให้กับบริษัทต่างๆ เพื่อให้ลูกค้าแต่ละรายเห็นเฉพาะราคาเฉพาะของพวกเขา ยังสามารถตั้งค่าช่วงราคาตามปริมาณและบังคับใช้กฎปริมาณ เช่น ขั้นต่ำ สูงสุด และการเพิ่มขึ้น

7. เงื่อนไขและวิธีการชำระเงิน
การดำเนินงานอีคอมเมิร์ซ B2B และ B2C มีเป้าหมายร่วมกันหนึ่งประการ คือ รับเงินสำหรับสินค้าที่ขายออนไลน์ แต่วิธีที่ลูกค้าชอบจ่ายเงินสำหรับสินค้าเหล่านั้นแตกต่างกันตามประเภทของลูกค้า
วิธีการชำระเงินที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับผู้บริโภค B2C คือ
- กระเป๋าเงินดิจิทัล
- บัตรเครดิต
- บัตรเดบิต
อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ซื้อ B2B สั่งซื้อออนไลน์ กระบวนการชำระเงินแตกต่างโดยพื้นฐาน ธุรกิจมักเลือกวิธีการชำระเงิน B2B ทางเลือกอื่น เช่น การโอนเงินผ่านธนาคาร และโมเดลซื้อเดี๋ยวนี้จ่ายทีหลัง เช่น net 15, 30 หรือ 60 เพื่อจ่ายเงินสำหรับสินค้าคงคลังหลังจากที่พวกเขาขายเองแล้ว
ปรับแต่งเงื่อนไขการชำระเงินสำหรับผู้ซื้อ B2B ใน Shopify admin
Shopify เป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ B2B ที่ช่วยให้รับวิธีการชำระเงิน B2B โดยไม่ต้องสร้างร้านค้าใหม่ทั้งหมด เข้าถึง B2B Checkout ซึ่งช่วยให้ลูกค้าธุรกิจดูข้อมูลเฉพาะบริษัท เช่น เงื่อนไขการชำระเงิน วิธีการชำระเงินที่ต้องการ และส่วนลดขายส่ง ทุกครั้งที่สั่งซื้อ
8. การรักษาลูกค้าและคำสั่งซื้อซ้ำ
อีคอมเมิร์ซ B2B มีข้อได้เปรียบในการรักษาลูกค้าโดยค่าเริ่มต้น ต่างจากลูกค้า B2C ที่ไม่เติมสินค้าจนกว่าจะใช้สินค้าหมด (และหากพวกเขาชอบ) ผู้ซื้อ B2B มักต้องการสินค้าคงคลังอย่างสม่ำเสมอเพื่อขายต่อในร้านค้าของตัวเอง
Bernie Schott เจ้าของและ CEO ของ REECH กล่าวว่า "ลูกค้า REECH โดยทั่วไปซื้อเสื่อโยคะทุก 1 ถึง 2 ปีสูงสุด แต่สตูดิโอที่จัดเก็บเสื่อ REECH จะซื้อ 10 ผืนทุก 2 เดือน"
ใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบนี้ด้วยทีมขาย B2B ที่ให้ความสำคัญกับการให้บริการลูกค้าที่ยอดเยี่ยม สร้างความร่วมมือและเปิดเผยไอเดียการตลาด เทรนด์ที่กำลังจะมาถึง หรือการแอบดูสินค้าใหม่ที่กำลังจะเปิดตัว
ในทำนองเดียวกัน สำหรับผู้ซื้อที่ชอบแนวทางบริการตนเอง ให้ใช้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ B2B ที่ทำให้การสั่งซื้อซ้ำง่าย ด้วย Shopify ลูกค้าสามารถเข้าสู่ระบบโปรไฟล์บริษัทเพื่อดูคำสั่งซื้อก่อนหน้า เงื่อนไขการชำระเงิน และส่วนลดขายส่ง พวกเขาสามารถเติมสต็อกด้วยตัวเองด้วยการคลิกเพียงไม่กี่ครั้ง

9. ช่องทางการตลาดและการหาลูกค้า
การทำการตลาดให้กับธุรกิจแตกต่างโดยพื้นฐานจากการทำการตลาดให้กับผู้บริโภค แม้ว่าทั้งสองจะเกิดขึ้นออนไลน์
การตลาด B2B เน้นการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวและการแสดงคุณค่าเมื่อเวลาผ่านไป แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ B2B สามารถสร้างหรือทำลายแคมเปญการตลาดได้ แบรนด์ที่ใช้ประโยชน์จาก B2B บน Shopify เห็นความถี่ในการสั่งซื้อซ้ำเพิ่มขึ้นถึง 50% เมื่อเทียบกับวิธีการขาย B2B อื่นๆ
การตลาด B2C เคลื่อนไหวเร็วกว่าและกว้างกว่ามาก ในปี 2023 เพียงอย่างเดียว Shop Campaigns ช่วยแบรนด์ต่างๆ หาลูกค้าใหม่มากกว่า 1 ล้านราย โดย 50% ของแบรนด์ได้รับคำสั่งซื้อแรกภายใน 48 ชั่วโมงหลังจากสร้างแคมเปญ อัตราการคอนเวิร์ตที่รวดเร็วนี้เน้นย้ำถึงลักษณะที่ทันทีมากกว่าของการตลาดผู้บริโภค
ความแตกต่างอื่นๆ ในแนวทางการตลาดได้แก่
- การลงทุนและผลตอบแทน การตลาด B2B เกี่ยวข้องกับต้นทุนเริ่มต้นที่สูงขึ้นแต่ให้ผลตอบแทนเป็นความสัมพันธ์ระยะยาว ในขณะที่ B2C ต้องการการลงทุนล่วงหน้าที่เล็กกว่าพร้อมการต่ออายุอย่างต่อเนื่อง
- กลยุทธ์เนื้อหา เนื้อหา B2B มักเป็นเทคนิคมากขึ้นและเน้นโซลูชัน ในขณะที่เนื้อหา B2C เน้นไลฟ์สไตล์และประโยชน์ทางอารมณ์
- วงจรการขาย B2B เกี่ยวข้องกับจุดสัมผัสและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย ในขณะที่ B2C โดยทั่วไปมีเส้นทางสู่การซื้อที่สั้นและตรงกว่า
แบรนด์ B2B และ B2C ทั้งสองกำลังกระจายช่องทางนอกเหนือจากโฆษณา ด้วยแนวทางใหม่ๆ เช่น
- การร่วมมือระหว่างแบรนด์
- ความร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์
- สหกรณ์ข้อมูลที่ให้ผู้ประกอบการรวมข้อมูลเชิงลึก
- โปรแกรมแนะนำลูกค้า
- ความร่วมมือด้านการค้าปลีก
การหาลูกค้าไม่ได้อยู่ในไซโลอีกต่อไป แบรนด์กำลังปฏิบัติต่อการหาลูกค้าและการรักษาลูกค้าเป็นกิจกรรมที่เชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง ตัวอย่างเช่น
- ปรับแต่งเส้นทางลูกค้าทั้งหมดตั้งแต่การค้นพบจนถึงหลังการซื้อ
- สร้างประสบการณ์พิเศษสำหรับลูกค้าตามวิธีที่พวกเขาค้นพบแบรนด์
- สร้างโปรแกรมสมาชิกแบบบริการตนเองที่ปรับแต่งตามช่องทางการหาลูกค้า
10. ความต้องการด้านบริการลูกค้า
ความแตกต่างหลักของ B2B กับ B2C ในเรื่องบริการลูกค้า คือความลึกเทียบกับความเร็ว ฝั่ง B2C เน้นการตอบกลับรวดเร็วตลอด 24 ชั่วโมง ผู้บริโภคคาดหวังคำตอบทันทีจากเครื่องมืออัตโนมัติหรือ AI
ในขณะที่ B2B จะเน้นการให้คำแนะนำเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญ รองรับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายฝ่าย ตลอดกระบวนการซื้อที่ยาวและซับซ้อนมากกว่า
ในโลก B2B ลูกค้าคาดหวังความสัมพันธ์ในระดับพาร์ตเนอร์มากขึ้น แต่ในความเป็นจริง ลูกค้ามากกว่า 80% กลับไม่พึงพอใจกับผู้ให้บริการที่เลือก ส่วนหนึ่งเพราะขาดระบบที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง เช่น self-service portal
ปัจจุบัน ผู้ซื้อ B2B ต้องการความสามารถในการจัดการทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง ทำให้ระบบ self-service ในทุกช่วงของเส้นทางลูกค้า กลายเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ใช่แค่ตัวเลือกอีกต่อไป
เมื่อผู้ซื้อเริ่มคุ้นเคยกับการสั่งซื้อออนไลน์แบบมูลค่าสูงและทำเองได้มากขึ้น ผู้ขายจึงต้องพัฒนาฐานความรู้และระบบพอร์ทัลลูกค้าให้รองรับการใช้งานในระดับที่สูงขึ้นตามไปด้วย
11. ข้อกำหนดด้านกฎระเบียบและการปฏิบัติตาม
ธุรกิจอีคอมเมิร์ซทั้งหมดมีข้อกำหนดพื้นฐานด้านความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย แต่ผู้ขาย B2B มักเผชิญกับความซับซ้อนเพิ่มเติม
อย่างน้อยที่สุด เกือบทุกคนต้องปฏิบัติตาม
- กฎหมายความเป็นส่วนตัว ซึ่งรวมถึง GDPR สำหรับการประมวลผลข้อมูลของผู้พำนักในสหภาพยุโรป และ CCPA/CPRA ของแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเพิ่มสิทธิ์ผู้บริโภคใหม่และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2023 การถ่ายโอนข้อมูลข้ามพรมแดน เช่น จากสหภาพยุโรปไปยังสหรัฐอเมริกา ต้องการการป้องกันที่ "เทียบเท่าโดยพื้นฐาน" ภายใต้กฎที่ชี้แจงโดยการตัดสินใจ Schrems II
- ความปลอดภัยในการชำระเงิน มาตรฐาน PCI DSS v4.0 แนะนำข้อกำหนดใหม่ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2025 ส่งผลกระทบต่อกระแสการชำระเงินและความรับผิดชอบของผู้ขายสำหรับผู้ขายออนไลน์ทั้งหมด
ที่ B2B แตกต่างจริงๆ คือในด้านเช่นภาษีและการออกใบแจ้งหนี้ ตัวอย่างเช่น ความคิดริเริ่ม VAT in the Digital Age (ViDA) ของสหภาพยุโรป กำลังแนะนำข้อบังคับแบบเป็นขั้นตอนสำหรับการรายงานดิจิทัลและใบแจ้งหนี้อิเล็กทรอนิกส์สำหรับการขาย B2B ข้ามพรมแดน โดยมีเหตุการณ์สำคัญในปี 2025 และ 2030
สรุปคือ แบรนด์ B2B ต้องจัดการภาระผูกพันที่ซ้อนทับเหล่านี้ เช่น ข้อตกลงระดับการให้บริการตามสัญญา (SLA) และข้อบังคับใบแจ้งหนี้อิเล็กทรอนิกส์ นอกเหนือจากกฎความเป็นส่วนตัวและการชำระเงินมาตรฐานที่ควบคุมการค้า B2C
12. ความต้องการด้านแพลตฟอร์มและการเชื่อมต่อ
แพลตฟอร์ม B2C เชื่อมต่อหน้าร้านค้ากับระบบการชำระเงินและการจัดการคำสั่งซื้อ แพลตฟอร์ม B2B ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางที่เชื่อมต่ออย่างลึกซึ้งกับเครือข่ายที่ซับซ้อนของระบบองค์กรที่มีอยู่
สำหรับ B2B จำเป็นต้องเชื่อมต่อกับระบบหลัก เช่น การจัดการทรัพยากรองค์กร (ERP) การจัดการข้อมูลสินค้า (PIM) การกำหนดค่า ราคา ใบเสนอราคา (CPQ) และการจัดการความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM) แพลตฟอร์ม B2B ยังต้องรองรับเวิร์กโฟลว์การจัดซื้อทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ความสามารถ punchout ที่ช่วยให้ตะกร้าสินค้าของลูกค้าถูกส่งโดยตรงเข้าสู่ระบบจัดซื้อของตัวเอง เช่น Coupa เพื่อการอนุมัติ
นอกจากนี้ ยอดขาย B2B จำนวนมาก โดยเฉพาะในสหภาพยุโรป ยังคงไหลผ่านข้อความประเภท EDI ดังนั้นแพลตฟอร์มคอมเมิร์ซ B2B จึงต้องอยู่ร่วมกับระบบคำสั่งซื้ออัตโนมัติเหล่านี้ด้วย
นี่คือเหตุผลที่ระบบอย่าง PIM (สำหรับการจัดการข้อมูลสินค้าที่ซับซ้อน) และ CPQ (สำหรับการกำหนดค่าใบเสนอราคาและราคาที่ซับซ้อน) พบได้บ่อยกว่าในสแต็ก B2B รูปแบบการเชื่อมต่อ B2B ทั่วไปอาจมีลักษณะดังนี้
- ราคาตามสัญญาเฉพาะของลูกค้าถูกดึงจาก ERP ผ่าน API
- ราคาและตัวเลือกสินค้าถูกกำหนดค่าด้วยเครื่องมือ CPQ บนเว็บไซต์
- ตะกร้าสินค้าสุดท้ายถูกส่งกลับไปยังระบบ Ariba ของลูกค้าผ่าน punchout
- การยืนยันคำสั่งซื้อสุดท้ายถูกส่งผ่าน EDI
การทำให้ทั้งหมดนี้ทำงานได้ต้องการสถาปัตยกรรมที่ทันสมัย เน้น API และแบบ composable ที่สามารถจัดการการแมปข้อมูลและเวิร์กโฟลว์ที่ซับซ้อนซึ่งจำเป็นสำหรับการค้า B2B
13. มูลค่าตลอดอายุการใช้งานของลูกค้า
วิธีที่วัดและเพิ่มมูลค่าตลอดอายุการใช้งานของลูกค้า (CLV) แตกต่างกันใน B2B และ B2C การค้า B2C เป็นเกมปริมาณ และ B2B เน้นการสร้างคุณค่าระยะยาวที่ลึกซึ้งจากชุดความสัมพันธ์ที่มีความเสี่ยงสูงจำนวนน้อย
ใน B2B กำลังจัดการกับลูกค้าน้อยกว่า แต่พวกเขามาพร้อมกับมูลค่าสัญญาที่สูงขึ้นและระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น บริษัท B2B โดยเฉลี่ยกำลังเพิ่มรายได้จากฐานลูกค้าที่มีอยู่ผ่านการต่ออายุและการขายเพิ่ม
พฤติกรรมลูกค้า B2C มีความผันผวนมากกว่า อัตราการซื้อซ้ำทั่วไปสำหรับร้านค้าอีคอมเมิร์ซอยู่ที่เพียง 15% ถึง 30% ขึ้นอยู่กับหมวดหมู่
14. ความคาดหวังด้านการจัดส่งและการจัดการคำสั่งซื้อ
สำหรับลูกค้า B2C ต้องการให้บริการจัดส่งฟรีและรวดเร็ว การจัดส่งฟรีเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ สำหรับ 81% ของผู้บริโภค เหนือกว่าการจัดส่งรวดเร็วที่ 68% ตัวเลือกแบบหลายช่องทางก็กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ซื้อออนไลน์ในสหรัฐฯ ใช้การรับสินค้าที่ร้านค้าในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเมื่อปลายปีที่แล้ว โดยประมาณหนึ่งในสามเลือกซื้อออนไลน์รับที่ร้าน (BOPIS) โดยเฉพาะ
การจัดการคำสั่งซื้อ B2B ดำเนินการตามกฎที่แตกต่างกัน โดยความน่าเชื่อถือสำคัญกว่าความเร็วหรือต้นทุน ผู้ซื้ออาศัยช่วงเวลาการจัดส่งที่รับประกันและข้อตกลงระดับการให้บริการอย่างเป็นทางการเพื่อจัดการการดำเนินงานของตัวเอง
การจัดส่งต้องสอดคล้องกับความต้องการทางธุรกิจของผู้ซื้อ เช่น การมาถึงที่ท่าขนถ่ายสินค้าในช่วงเวลารับสินค้าที่กำหนด การสื่อสารยังเป็นแบบอัตโนมัติมากขึ้นเพื่อให้เหมาะกับกระบวนการจัดซื้อของลูกค้า โดยใช้เครื่องมือเช่นการแจ้งเตือนการจัดส่งล่วงหน้า (ASN) และการอัปเดตสถานะ EDI
การเติบโตของโมเดลแบบผสม B2B/B2C
แบรนด์ค้าปลีกจำนวนมากขึ้นกำลังนำโมเดลแบบผสมมาใช้เพื่อขยายการเข้าถึง เป็นเจ้าของความสัมพันธ์กับลูกค้า และดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แนวทางนี้ซึ่งขับเคลื่อนโดยแพลตฟอร์มคอมเมิร์ซแบบรวม ช่วยให้แบรนด์เดียวสามารถจัดการการเคลื่อนไหวการขายหลายรูปแบบจากศูนย์กลางเดียว
โมเดลธุรกิจ B2B2C
B2B2C คือที่ที่แบรนด์ขายให้กับพันธมิตรทางธุรกิจ เช่น ผู้ค้าปลีกหรือมาร์เก็ตเพลซ ซึ่งจากนั้นจะขายให้กับผู้บริโภคปลายทาง ต่างจากขายส่งแบบดั้งเดิม ช่วยให้แบรนด์และพันธมิตรมีส่วนร่วมกับลูกค้า ทำให้แบรนด์มีการควบคุมประสบการณ์มากขึ้นและเข้าถึงข้อมูลที่มีค่า
ฟังก์ชัน B2B ดั้งเดิมของ Shopify สร้างขึ้นสำหรับสิ่งนี้ ช่วยให้แบรนด์ดำเนินธุรกิจขายส่งและ DTC จากแอดมินเดียว โดยใช้ฟีเจอร์ เช่น แคตตาล็อกเฉพาะบริษัท รายการราคาที่กำหนดเอง และเงื่อนไขการชำระเงินที่ยืดหยุ่นเพื่อรองรับพันธมิตรประเภทต่างๆ ในขณะที่รักษาระบบสินค้าและคำสั่งซื้อแบบรวม
แบรนด์ที่ใช้ประโยชน์จาก Shopify B2B และกำลังเห็นผลลัพธ์
- Tony's Chocolonely รวมช่องทาง DTC, B2B และผู้ขายต่อไว้ในการสร้าง Shopify เดียว ส่งผลให้เว็บไซต์เร็วขึ้น 2.5 เท่าและการเติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก รวมถึงการเพิ่มขึ้น 70% ในสหรัฐอเมริกา
- WHO IS ELIJAH ดำเนินช่องทาง B2B และ DTC ร่วมกันบน Shopify บรรลุการเติบโตรายได้ DTC 400% และการเติบโต B2B ระหว่างประเทศ 50% แบบปีต่อปีในปี 2024
การขยาย DTC สำหรับแบรนด์ B2B
ตามประเพณี แบรนด์ที่เน้น B2B ก็กำลังเพิ่มช่องทางขายตรงต่อผู้บริโภคมากขึ้น การไป DTC ช่วยให้พวกเขาได้รับฟีดแบ็กเกี่ยวกับสินค้าเร็วขึ้น รวบรวมข้อมูลลูกค้าโดยตรงที่มีค่า รวมถึงเพิ่มอัตรากำไร
ด้วย Shopify แบรนด์ B2B สามารถเปิดตัวร้านค้า DTC ได้อย่างรวดเร็วโดยใช้ Shopify Payments และ Shopify Markets สำหรับการปรับให้เหมาะกับท้องถิ่น ในขณะที่รักษาการดำเนินงานขายส่งให้ทำงานได้อย่างราบรื่นในแอดมินเดียวกัน
ตัวอย่างเช่น Molson Coors เปิดตัวร้านค้า DTC บน Shopify ในเวลาเพียง 10 วัน การเคลื่อนไหวนี้ช่วยให้พวกเขาสามารถเสนอการจัดส่งและรับสินค้าในพื้นที่ และพวกเขาบันทึกการเพิ่มขึ้นของยอดขาย 188% แบบเดือนต่อเดือนหลังจากเปิดตัว
"ประสบการณ์ผู้บริโภค Ship and Sip ช่วยให้ทีม Molson Coors มีส่วนร่วมในประสบการณ์แบรนด์แบบเรียลไทม์กับผู้บริโภคที่บ้านหรือที่โรงเบียร์ของเรา" Erin Radford ผู้จัดการการตลาดของ Molson Coors Beverage Company กล่าว
"ด้วยแพลตฟอร์มอย่าง Shopify และการทำงานร่วมกันแบบวันต่อวันกับพันธมิตร Stream Commerce เรามั่นใจว่าเราสามารถบรรลุเป้าหมายรายได้จากการเปิดตัว รวมถึงเข้าสู่พื้นที่ขายตรงต่อผู้บริโภคหลายแบรนด์เป็นครั้งแรก"
Joy Ghosh ผู้อำนวยการแบรนด์ในอเมริกาเหนือ กล่าวเสริมว่า "ด้วยการสร้างบริการขายตรงต่อผู้บริโภค เราสามารถเพิ่มยอดขายของแบรนด์ชื่อดังของเรา แต่มันเกี่ยวกับความสัมพันธ์โดยตรงที่เรามีกับลูกค้าในตอนนี้มากกว่า และสามารถปรับตัวตามความต้องการของพวกเขาเมื่อเราเรียนรู้"
แพลตฟอร์มคอมเมิร์ซแบบรวม
คอมเมิร์ซแบบรวมหมายความว่าช่องทางการขาย การดำเนินงาน และกระบวนการแบ็กเอนด์ทั้งหมดเชื่อมต่อกับที่เดียว สามารถใช้ข้อมูลนี้เพื่อสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่สอดคล้องกันในทุกจุดสัมผัส ไม่ว่าจะขายขายส่งหรือ B2C
ผู้ค้าปลีกหลายรายเข้าใกล้เรื่องนี้อย่างไม่ถูกต้องในอดีต พวกเขาพยายามบรรลุเป้าหมายโดยการเชื่อมต่อระบบแยกกัน เช่น มีแพลตฟอร์ม POS หนึ่งแพลตฟอร์มสำหรับร้านค้าจริงและแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแยกต่างหากสำหรับร้านค้าออนไลน์ จากนั้นพยายามเชื่อมต่อผ่านการเชื่อมต่อและมิดเดิลแวร์
ผู้ค้าปลีกจำนวนมากขึ้นกำลังเคลื่อนไปสู่การรวมที่แท้จริง ด้วยแพลตฟอร์มคอมเมิร์ย่าง Shopify ซึ่งทุกอย่างทำงานบนแพลตฟอร์มเดียวพร้อมแหล่งข้อมูลเดียวสำหรับสินค้า คำสั่งซื้อ และข้อมูลลูกค้า
โมเดลความเติบโตของธุรกิจค้าปลีก” แบ่งเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ช่องทางเดียว หลายช่องทาง ออมนิแชนแนล และแบบรวมศูนย์ โดยอธิบายความแตกต่างด้านการขาย ระดับการเชื่อมต่อระบบ และผลกระทบต่อผู้ค้าปลีก พร้อมลูกศรแสดงการพัฒนาจากซ้ายไปขวา
แบรนด์ที่ใช้สแต็กแบบรวมของ Shopify รายงานการเติบโต GMV แบบหลายช่องทางสูงถึง 150% และต้นทุนการเป็นเจ้าของโดยรวม (TCO) ต่ำกว่าโดยเฉลี่ย 22% เพราะมีไซโลข้อมูลน้อยลงที่ต้องจัดการ
แพลตฟอร์มคอมเมิร์ซแบบรวมยังบีบอัดเวลาเปิดตัวและต้นทุนการดำเนินงาน ตัวอย่างเช่น Carrier ตอนนี้เปิดตัวเว็บไซต์ accelerator ทั่วโลกในประมาณ 30 วันในราคา 100,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นการปรับปรุงอย่างมากจากระยะเวลาก่อนหน้าที่ 9-12 เดือนและสูงถึง 2 ล้านดอลลาร์ต่อเว็บไซต์
Ruggable ยังประหยัดมากกว่า 250,000 ดอลลาร์และ 6,000 ชั่วโมงต่อปีโดยการรวมการดำเนินงานระหว่างประเทศในแอดมิน Shopify เดียว
นำเสนอทั้ง B2C และ B2B ecommerce บนระบบหลังบ้านเดียว
ความแตกต่างระหว่างอีคอมเมิร์ซ B2C กับ B2B ชัดเจนมาก จำเป็นต้องปรับแต่งประสบการณ์การช็อปปิ้งตามลักษณะร่วมที่ลูกค้าแต่ละรายมี
ด้วย B2B บน Shopify สามารถดำเนินการหน้าร้านค้าออนไลน์ 2 แห่งจากแบ็กเอนด์เดียวกัน ไม่ต้องสลับเครื่องมือหรือซอฟต์แวร์ที่แพง นอกจากนี้ ข้อมูล Shopify แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการ B2B เห็น GMV ต่อผู้ซื้อเพิ่มขึ้นถึง 53% ภายในปีแรกบนแพลตฟอร์ม ในขณะที่โปรไฟล์ลูกค้าและเมตาฟิลด์ช่วยให้ผู้ประกอบการทั้ง B2B และ B2C สร้างประสบการณ์ที่ปรับแต่งเฉพาะบุคคลซึ่งขับเคลื่อนการเติบโตของยอดขาย
ต้องการความช่วยเหลือในการแยกความแตกต่างระหว่างลูกค้า B2C กับ B2B หรือไม่ Shopify มีประสบการณ์รวมหลายทศวรรษ รวมถึงเครือข่าย Plus Partners เพื่อช่วยให้การดำเนินงานทั้งสองประสบความสำเร็จ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอีคอมเมิร์ซ B2B กับ B2C
อีคอมเมิร์ซ B2B กับ B2C ต่างกันอย่างไร
อีคอมเมิร์ซ B2B เกิดขึ้นระหว่างบริษัท เช่น ผู้ผลิตขายชิ้นส่วนให้กับโรงงาน อีคอมเมิร์ซ B2C คือเมื่อธุรกิจขายตรงให้กับผู้ซื้อ เช่น การซื้อเสื้อผ้าออนไลน์ ทั้งสองโมเดลมีแนวทางที่แตกต่างกัน เนื่องจากดีล B2B มักเกี่ยวข้องกับคำสั่งซื้อที่ใหญ่กว่าและการเจรจาที่ยาวนานกว่า ในขณะที่ B2C เน้นการซื้อที่เร็วและง่ายกว่า
Amazon เป็น B2B หรือ B2C
Amazon ทำทั้งสองแบบ โดยให้บริการ B2C ผ่าน marketplace สำหรับผู้บริโภคทั่วไป และให้บริการ B2B ผ่าน Amazon Business ซึ่งรองรับลูกค้าองค์กรและสถาบัน
Shopify เป็น B2B หรือ B2C
Shopify จัดเป็นบริษัท B2B เนื่องจากให้บริการเครื่องมือและโซลูชัน ecommerce แก่ธุรกิจที่ต้องการขายสินค้าออนไลน์ ไม่ได้ขายตรงให้ผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม แพลตฟอร์มของ Shopify รองรับทั้งธุรกิจที่ทำ B2B, B2C และแบบผสมทั้งสองรูปแบบ


